
เดินจากภูผาถึงทะเล หยุด“ท่าเรือน้ำลึกปากบารา”
ชื่อโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา เป็นที่รับรู้ในสังคมไทยมานานพอสมควร แต่เป็นไปในลักษณะ “ผลุบโผล่ๆ”
ด้วยเหตุที่ว่าระหว่างทางของการดำเนินตามแผนงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีคลื่นกระทบฝั่งอยู่เป็นระลอกและคลื่นลูกที่่ว่านี้เปรียบไปก็อาจเหมือนสึนามิ ที่ม้วนตัวเป็นเกลียวสาดซัดเข้าใส่กรมเจ้าท่า เจ้าของโครงการ
เช่นเดียวกับ “เวทีการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู จ.สตูล” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม คือเป้าหมายของกลุ่มคัดค้านท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่รวมพลังกันอีกครั้งเพื่อหยุดยั้งเวทีนี้
โดยพวกเขาเรียกขานกิจกรรมนี้ว่า “เดินด้วยรักจากภูผาถึงทะเล” 101 กิโลเมตร จากเขาคูหา จ.สงขลา ถึงปากบารา จ.สตูล หยุดท่าเรือน้ำลึกปากบารา แร่หินอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยใช้เวลาในการเดิน 5 วัน (10-15 มี.ค.) เพื่อเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา
เช้าวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา นำโดย เอกชัย อิสระทะ และบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย พร้อมสมาชิกกว่า 20 คน ออกเดินทางจากหน้าเขาคูหา มุ่งหน้าสู่ปากบารา จ.สตูล
“การเดินครั้งนี้เพื่อไปร่วมปกป้องทะเลปากบารา หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา ถามว่าพวกเราเกี่ยวอะไรด้วยและเกี่ยวอะไรมั้ย ท่าเรือน้ำลึกปากบาราจะมีการใช้หินที่จะมีการระเบิดภูเขา 8 ลูก เราในฐานะที่เป็นผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการทำเหมืองหินและการดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการนี้ จึงต้องการให้รัฐบาลหยุดการจัดเวทีการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา”
"เอกชัย"ให้เหตุผลว่า กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความเห็นประชาชนในปัจจุบันไม่มีความเป็นธรรมและขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จากทุกภาคส่วน ดังนั้นเพื่อให้การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการจัดทำเวทีรับฟังความเห็นประชาชนมีคุณภาพเป็นกลไกที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ในเรื่องการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม จึงอยากให้เรียกร้องให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและรัฐบาลหยุดการทำเวทีการรับฟังความคิดเห็นที่จะมีการจัดขึ้น แต่หากหน่วยงานเจ้าของโครงการยังเดินหน้าจัดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนครั้งที่ 1 (ค.1) โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราต่อไป ทางเราก็จะขอเข้าร่วมด้วย
โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำปากบาราในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อ.ละงู จ.สตูล กินอาณาบริเวณ 4,000 ไร่ เป็นหนึ่งในโครงการใหญ่ Southern Seaboard ทำนองเดียวกับ Eastern Seaboard คือการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีท่าเทียบเรือและ“แลนด์บริดจ์”สะพานบนแผ่นดินที่จะเชื่อมสองฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย และใช้การขนส่งโดยรถไฟเพื่อให้เรือขนส่งสินค้าไม่จำเป็นต้องอ้อมช่องแคบมะละกาอีกต่อไป
โครงการแบ่งการก่อสร้างเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 นั้น รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2552 โดยมีผู้พัฒนาโครงการคือกรมเจ้าท่า และเข้าสู่กระบวนการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ)
ขณะที่เพจเฟซบุ๊กของ“บรรจง นะแส” ให้เหตุผลถึงการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของพวกเขาว่า เป็นเพราะเห็นถึงความเดือดร้อนของชุมชนจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของภาครัฐ จากแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ จ.สงขลา-สตูล นโยบายชุดโครงการสะพานเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทย เรียกสั้นๆ ว่าแลนด์บริดจ์ สงขลา-สตูล อันประกอบด้วยโครงการหลายโครงการ เช่น ท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง โดยฝั่งอ่าวไทยท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ฝั่งอันดามัน ท่าเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู จ.สตูล โดยมีรถไฟรางคู่ขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือทั้งสองมีคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน ท่อส่งก๊าซ นิคมอุตสาหกรรมทั้งสองฝั่ง โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา สายส่งไฟฟ้าแรงสูงผ่านเขตป่าอนุรักษ์ผาดำ จ.สงขลา ถึง จ.สตูล
“ชุดโครงการแลนด์บริดจ์นี้มีความต้องการใช้ทรัพยากรหิน ทราย ดินและน้ำ ในการดำเนินการก่อสร้างและสนับสนุนระบบอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เราพบว่ามีการเร่งดำเนินการขอประกาศแหล่งหินและขอสัมปทานเหมืองหินใหม่อย่างน้อย 3 แหล่งในพื้นที่จ.สตูล ที่เขาโต๊ะกรัง เขาบังใบ เขาลูกเล็กลูกใหญ่ เพื่อใช้ในโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราและท่าเรือน้ำลึกนี้มีความต้องการใช้แหล่งหินอุตสาหกรรมจากภูเขามากถึง 8 ลูก มีการใช้ทราย จากแหล่งทรายใน ต.บ่อเจ็ดลูก และบ้านหัวหิน ต.ละงู จ.สตูล รวมถึงบ่อดินลูกรังย่อยอีกหลายจุดที่จะนำไปใช้ในโครงการนี้ อ่างเก็บน้ำอีกหลายพื้นที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง”
แนวทางการพัฒนาของรัฐรูปแบบนี้ที่เน้นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) และการพัฒนาที่เน้นความเจริญด้านอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งในช่วง 5 ทศวรรษ ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผลปรากฏชัดเจนว่า ก่อให้เกิดผลกระทบและความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำลายวิถีชีวิตชุมชน ภาคการเกษตร และเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเป็นอย่างมาก
เฟซบุ๊กของ"บรรจง"เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการดำเนินการ โครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล โครงการท่าเรือน้ำลึก การให้สัมปทานแร่หินอุตสาหกรรมก่อสร้าง และให้รัฐบาลปฏิบัติตามกรอบ “ข้อตกลงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่ได้ร่วมลงนามกับ 189 ประเทศในการประชุมองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558
เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพราะเพียงแค่หลับตานึกภาพระเบิดภูเขา รุกรานเขตอุทยานแห่งชาติแค่นี้ก็เห็นถึงผลกระทบที่จะตามมามากมาย ซึ่งรัฐบาลจะชั่งน้ำหนักกับผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างไรนั้น ต้องรอบคอบรอบด้าน และฟังความอย่างเป็นกลางและเที่ยงธรรม



