คอลัมนิสต์

ย้อนรอยภาษีหุ้น‘ชินคอร์ป ฯ’ เก็บที่ใคร ?

ย้อนรอยภาษีหุ้น‘ชินคอร์ป ฯ’ เก็บที่ใคร ?

14 มี.ค. 2560

ยังคงลุ้นกันต่อไปว่า รัฐจะสามารถเรียกเก็บภาษี กว่า 1 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ของตระกูลชินวัตร ให้กับเทมาเสกของสิงคโปร์ได้หรือไม่

 

           23 ม.ค. 2549  นายพานทองแท้  และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว ของนายทักษิณ ชินวัตร นำหุ้นชินคอร์ปฯ ที่ซื้อมาจากบริษัทแอมเพิลริชฯ(Ample Rich Investment Limited) ซื่งมี‘ ทักษิณ ชินวัตร’เป็นผู้ก่อตั้ง จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท นำมาขายต่อให้กองทุนเทมาเสกในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยส่วนต่างกำไรจากการซื้อ-ขายหุ้นครั้งนั้นหุ้นละ 48.25 บาท ไม่มีการเก็บภาษี

        - กรมสรรพากร เห็นว่า กรณีนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ มาจากบริษัทแอมเพิลริชฯ ในราคาหุ้นละ 1 บาท เป็นการซื้อนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2549 และต้องยื่นแบบเสียภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2550  แต่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ไม่นำเงินได้ส่วนนี้มายื่นแบบเสียภาษี  

         -30 ส.ค.2550 กรมสรรพากรได้ทำการประเมินภาษีพร้อมเบี้ยปรับ โดยนายพานทองแท้ ต้องชำระ 5,904.79 ล้านบาทและ น.ส.พินทองทา ต้องชำระ 5,676.86 ล้านบาท  รวมเป็นเงินที่ทั้งสองคนต้องชำระ 11,581.65  ล้านบาท แต่นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาไม่เห็นด้วย จึงยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ของกรมสรรพากรให้เพิกถอนการประเมินภาษีดังกล่าว แต่ไม่เป็นผล โดยคณะกรรมการฯ มีความเห็นให้บุคคลทั้งสองชำระค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรายเดือนตามที่เจ้าหน้าที่ประเมิน 

           - นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ

            -ต่อมากรมสรรพากร ได้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินของนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา คือ เงินสดประมาณ 200 ล้านบาท และทรัพย์สินที่เป็นที่ดินและหลักทรัพย์อีก 1,000 ล้านบาท

           - 29 ธันวาคม 2553  ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษา ว่า  นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นชินคอร์ปฯ โดยเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทนเจ้าของหุ้นตัวจริง คือนายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร  โดยยึดเอาตามแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พิพากษาในคดี พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร ร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งระบุว่าหุ้นชินคอร์ปฯเป็นของนายทักษิณและคุณหญิงพจมาน  ดังนั้น เงินได้ที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้น จึงเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน  นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา จึงมิใช่ผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่อาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินภาษีของกรมสรรพากร และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และให้คืนทรัพย์สินที่ยึดและอายัดให้แก่นายพานทองทา และ น.ส.พินทองทา

 

ย้อนรอยภาษีหุ้น‘ชินคอร์ป ฯ’ เก็บที่ใคร ?

 

          อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ได้มีหยิบยกเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อหาแนวทางการจับเก็บภาษีกว่า 1 หมื่นล้านบาทเข้ารัฐให้ได้ ซึ่งในการประชุมลับระหว่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี , นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง , สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) , สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสรรพากร เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ก็สามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้แล้ว

          และวันนี้  ( 14 มี.ค)  พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ได้ออกมาเปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า  ที่ประชุมมีความเห็นว่ายังสามารถแก้ปัญหาเรื่องการจัดเก็บภาษีจากนายทักษิณ ไม่ให้ขาดอายุความก่อน 31 มี.ค. 60 นี้ได้ โดยการใช้ช่องทางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 820 และ 821 ซึ่งมีหลักการ ว่า ตัวการ ต้องรับผิดชอบและผูกพันในการกระทำของตัวแทน 

         ดังนั้นเมื่อศาลภาษีอากรกลางตัดสินไว้ว่า นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา เป็นตัวแทน(นอมินี)ของนายทักษิณ โดยมีนายทักษิณ เป็นตัวการ ดังนั้นขั้นตอนต่อไปก็คือ การประเมินภาษีเรียกเก็บไปยังนายทักษิณ ซึ่งขณะนี้อายุความเหลืออยู่ประมาณ16วัน ที่จะออกการประเมินภาษีเรียกเก็บไปยังนายทักษิณ ได้ ซึ่งเมื่อมีการออกประเมินภาษีไปแล้ว  จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ก่อนที่จะครบอายุความ10ปี ในวันที่ 31มี.ค.นี้ จากนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลต่อไป ส่วนผลอออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ว่าศาลจะตัดสินว่าจะจัดเก็บภาษีจากนายทักษิณ ในกรณีดังกล่าวได้หรือไม่ 

         ทั้งนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 บัญญัติว่า  ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันตัวแทนได้ทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน 

         มาตรา 821 บัญญัติว่า บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี  ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน