
แฉงบร้อยล้าน “พาคนกลับบ้าน”!
"โครงการพาคนกลับบ้าน” ถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าประสบความสำเร็จจริงหรือไม่ ขณะที่ตัวเลขการใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐต่อโครงการดังกล่าวก็ถูกตั้งคำถามเช่นกัน
แฉงบร้อยล้าน “พาคนกลับบ้าน”
รัฐแจงสร้างหมู่บ้านรองรับกลุ่มป่วนใต้!
“โครงการพาคนกลับบ้าน” ถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าประสบความสำเร็จจริงหรือไม่ หลังจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยตัวเลขล่าสุด นับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 ระบุมียอดผู้เห็นต่างจากรัฐที่เข้ารายงานตัวและร่วมโครงการ สูงถึง 4,432 คน
แม้แต่กรณีแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช ขึ้น ฮ.ไปรับมอบตัวผู้เห็นต่างจากรัฐที่โทรศัพท์สายตรงถึงแม่ทัพที่ อ.รามัน จ.ยะลา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นการ “จัดฉาก” จนฝ่ายความมั่นคงต้องออกมาชี้แจงกันอย่างอึกทึก
ตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน 4,432 คน แบ่งเป็น 2 ช่วง แยกเป็น ยอดผู้เห็นต่างที่เข้าร่วมโครงการ นับจากวันที่ 11 กันยายน 2555 (93 คนในวันเดียว) จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2558 (30 ก.ย.58) รวมเวลาประมาณ 3 ปี มีผู้เห็นต่างเข้าโครงการทั้งสิ้น 1,996 คน จากนั้นในปีงบประมาณ 2559 เพียงปีเดียว (ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.58 ถึง 30 ก.ย.59) ยอดผู้เห็นต่างที่เข้ารายงานตัวพุ่งสูงถึง 2,407 คน (มากกว่า 3 ปีก่อนหน้ารวมกัน) ซึ่งเป็นการดำเนินการในยุคที่รัฐบาล คสช.มีอำนาจเต็มมือ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
ตัวเลขรวม 4,432 คน แยกเป็นกลุ่มที่มีหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (หมาย ฉฉ.ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) จำนวน 3,686 คน มีหมาย ป.วิอาญา (หมายจับที่ออกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) 414 คน และกลุ่มที่ไม่มีหมายใดๆ แต่หลบหนีออกจากภูมิลำเนาเพราะหวาดระแวง หวาดกลัว จำนวน 331 คน
เมื่อไม่นานมานี้ เครือข่ายชาวไทยพุทธสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รวมตัวกันยื่นข้อเรียกร้องให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่อย่างเร่งด่วน หลังเกิดเหตุการณ์สังหารชาวไทยพุทธอย่างต่อเนื่องช่วงก่อนและหลังการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ เที่ยวล่าสุด เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2560 โดย 1 ใน 15 ข้อเรียกร้อง คือการให้ยกเลิกโครงการพาคนกลับบ้าน เพราะชาวบ้านกลุ่มนี้มองว่าเป็นโครงการ “พาโจรกลับบ้าน” มากกว่า เนื่องจากเหตุรุนแรงไม่ลดลง และอ้างข้อมูลว่ามีบางคนที่เข้าร่วมโครงการแล้วกลับมาก่อเหตุรุนแรงอีก
แต่ข้อมูลที่มีคนรู้ไม่มากนักก็คือ งบประมาณที่ใช้ใน “โครงการพาคนกลับบ้าน” ของ ศอ.บต. ในปี 2559 สูงถึง 106,422,600 บาท
ตัวเลขงบประมาณกว่า 106 ล้านบาทที่ใช้สำหรับโครงการพาคนกลับบ้านนั้น เป็นงบของ ศอ.บต.ในปี 2559 เพียงปีเดียว งบก้อนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเครือข่ายภาคประชาสังคมและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี (สปส.)
จากการตรวจสอบพบว่า งบประมาณ 106 ล้านบาทเศษ มีการแยกย่อยเป็นค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง 96 ล้านบาทเศษ ในจำนวนนี้ราว 50 ล้านบาท เป็นการก่อสร้างถนนใน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ที่เหลือเป็นโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและแหล่งน้ำ แต่ไม่มีการอธิบายรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับโครงการพาคนกลับบ้านอย่างไร
นอกจากนั้น ยังมีงบรายจ่ายอีกส่วนหนึ่ง คือ การจัดตั้งกลุ่มผู้ร่วมสร้างสันติสุขในระดับอำเภอ ใช้งบ 10 ล้านบาท
สาเหตุที่โครงการพาคนกลับบ้านใช้งบประมาณสูงในระยะหลังๆ เพราะเป็นโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เม็ดเงินที่ใช้ในโครงการนอกเหนือจากค่าที่ดินและค่าก่อสร้างตามที่อ้างในเอกสารยังมีอีกหลายส่วน แต่ไม่มีระบุในเอกสาร เท่าที่ตรวจสอบได้ก็เช่น
1.มีการดำเนินการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ โดยให้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ หรือ ศปก.อำเภอ เป็นศูนย์กลางรับการแสดงตัวหรือมอบตัวของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ทำให้มีรายจ่ายเรื่องงานธุรการและสำนักงาน
2.มีการจ่ายเงินให้ผู้เห็นต่าง และครอบครัว เพื่อช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิตหลังเข้าร่วมโครงการ พร้อมให้ความดูแลด้านอื่นๆ
3.มีการช่วยเหลือเรื่องเงินประกันตัว กรณีติดหมาย ป.วิอาญา หรือ หมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม
4.มีการจ่ายเงินรางวัลจูงใจให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายกองกำลัง เพื่อให้ช่วยกันติดตามตัวผู้เห็นต่าง หรือโน้มน้าวครอบครัวให้พาผู้เห็นต่างเข้ารายงานตัว
5.มีการจ่ายเงินจูงใจให้ผู้เห็นต่างที่พาเพื่อนเข้ารายงานตัว
นอกจากนั้น ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อาทิ กิจกรรมระดมผู้เห็นต่างที่เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านไปพบ พล.อ.ประวิตร เมื่อครั้งเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2558 (เดือน ธ.ค. อยู่ในปีงบประมาณ 2559) ก็มีข่าวว่ามีค่าใช้จ่ายให้หัวละ 200 บาท เป็นต้น
ด้าน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงว่า งบประมาณในโครงการพาคนกลับบ้าน ปีงบประมาณ 2559 จำนวน 106 ล้านบาทเศษ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น เกือบทั้งหมดเป็นงบในส่วนของ ศอ.บต. แยกเป็น 3 ส่วน คือ
1.งบประมาณ 96 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านสันติสุข ซึ่งจะก่อสร้างอาคาร ที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก ระบบสาธารณูปโภค ถนน โรงเรียน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โดย ศอ.บต.เลือกพื้นที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ในการจัดสร้าง “หมู่บ้านสันติสุข” รองรับ “คนกลับบ้าน” ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายของโครงการพาคนกลับบ้านในภาพรวม
“โครงการพาคนกลับบ้านในปัจจุบันดำเนินการอย่างเป็นระบบ ผิดกับเมื่อก่อนที่ไม่ค่อยเป็นระบบนัก แต่ขณะนี้ดำเนินการแบบครบวงจร ตั้งแต่รับรายงานตัว อำนวยความสะดวกในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากใครติดหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พิจารณาแล้วถ้าปลดหมายได้ก็ปลด คนไหนมีหมาย ป.วิอาญา ก็ดำเนินกรรมวิธี มีการปรับทัศนติตามโครงการประชาร่วมใจ เพราะบางคนถูกบ่มเพาะ ซุมเปาะ (สาบานตนต่อคัมภีร์อัลกุรอาน) และบิดเบือนหลักการทางศาสนา จึงต้องมีการปรับทัศนคติก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือ สร้างงาน สร้างอาชีพ อบรมวิชาชีพตามความต้องการของแต่ละคน โดยมีศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจัดอบรมให้ และแจกจ่ายอุปกรณ์การประกอบอาชีพ ก่อนส่งคืนสู่สังคม”
“ที่ผ่านมาคนกลับบ้านที่ต้องกลับไปอยู่ในภูมิลำเนาเดิม บางคนไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัย ทาง ศอ.บต.จึงทำโครงการบ้านสันติสุขเพื่อรองรับกลุ่มที่เข้ารายงานตัวและฝึกอาชีพแล้ว แต่ไม่มีความมั่นใจในการกลับภูมิลำเนา ก็ให้มาพักอยู่ชั่วคราวก่อนที่บ้านสันติสุข ซึ่งทาง ศอ.บต.มีที่พักให้ และมีฟาร์มสำหรับประกอบอาชีพได้ โดยเลือกพื้นที่ อ.ปะนาเระ ในการสร้างหมู่บ้านสันติสุข” พ.อ.ปราโมทย์ ระบุ
2.งบประมาณ 10 ล้านบาท อยู่ในความรับผิดชอบของ ศอ.บต.เช่นกัน เป็นโครงการจัดตั้งกลุ่มผฺู้ร่วมสร้างสันติสุขในระดับอำเภอ โดยเป็นแนวคิดของ ศอ.บต. เพื่อขยายผลในพื้นที่ให้คนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น โดยไปตั้งชมรมพาคนกลับบ้านแต่ละอำเภอ และให้นายอำเภอดูแลขับเคลื่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คนที่ยังไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ
“งบประมาณส่วนนี้ก็จะใช้จัดประชุม ตั้งกลุ่มอาชีพเพิ่มเติมขึ้นมาในชุมชน เช่น พอกลับบ้านไป ก็ตั้งกลุ่มอาชีพเลี้ยงไก่ ก็ใช้งบส่วนนี้ขับเคลื่อนผ่าน ศปก.อำเภอ (ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ) โดยจัดทำทุกอำเภอที่มีเป้าหมายพาคนกลับบ้าน” พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว
3.งบประมาณของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มี 3 ล้านบาท เป็นงบปฏิบัติการ ใช้ตลอดปี ทั้งประชุมพบปะ สร้างความเข้าใจ
“กรอบงบประมาณ 106 ล้านบาทของ ศอ.บต.ใช้เพื่อโครงการบ้านสันติสุขโดยเฉพาะ และเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ไม่ได้เป็นสมบัติของใคร แต่ให้คนที่เข้าร่วมโครงการแล้วยังรู้สึกหวาดระแวง ไม่มั่นใจ สามารถไปอยู่ชั่วคราว คล้ายๆ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ขณะที่ กอ.รมน.มีงบ 3 ล้านบาทเท่านั้น”
โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันด้วยว่า เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างรัดกุม ยืนยันว่าผู้เห็นต่างจากรัฐที่เข้ามารายงานตัว รัฐไม่มีเงินให้ แต่จะให้อาชีพ เมื่อผ่านกระบวนการอบรมวิชาชีพ ทางศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานก็จะแจกอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เพื่อให้ประกอบอาชีพได้ ปัจจุบันก็มีหลายกลุ่มที่ขับเคลื่อนเรื่องการทำมาหากิน
ส่วนที่มีข่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเงินไปช่วยเรื่องการประกันตัว สำหรับผู้เห็นต่างจากรัฐที่มีหมายจับในคดีอาญานั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะเงินที่นำไปจ่ายเรื่องประกันตัว ใช้เงินกองทุนยุติธรรม ซึ่งทางยุติธรรมจังหวัดมีอยู่แล้ว และเป็นไปตามเงื่อนไข เช่น ร้องว่าถูกกลั่นแกล้งจนต้องถูกออกหมายจับ ก็สามารถขอใช้เงินกองทุนยุติธรรมในการต่อสู้คดีได้
“สำหรับการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกองกำลังที่ไปขับเคลื่อนงานพาคนกลับบ้าน เพื่อให้หาผู้เห็นต่างจากรัฐเข้าร่วมโครงการให้ได้มากๆ นั้น เรื่องนี้ไม่มีแน่นอน เพราะทหารเราปฏิบัติงานตามหน้าที่ มีเบี้ยเลี้ยงในการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงอยู่แล้ว ไม่มีเงินรางวัลเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติม” โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุทิ้งท้าย
พาคนกลับบ้าน...ขบวนการได้ประโยชน์?
แหล่งข่าวซึ่งอ้างว่าเป็นคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดน เผยว่า จริงๆ โครงการพาคนกลับบ้านไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่สงบสุข เพราะผู้เข้าร่วมโครงการเกือบทั้งหมดเป็นแนวร่วมที่อายุมากแล้ว ส่วนใหญ่มีครอบครัว และไม่อยากหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป ขณะที่บางคนก็ “เสียลับ” ถูกเปิดเผยหน้าตาว่าอยู่ในขบวนการ คนเหล่านี้จะได้รับไฟเขียวจากแกนนำขบวนการให้เข้าร่วมโครงการได้ โดยมีข้อตกลงว่าจะต้องไม่เปิดเผยความลับขององค์กรให้เจ้าหน้าที่ทราบ หรือหากต้องให้ถ้อยคำ ก็ให้ข้อมูลที่คล้ายๆ กัน หรือข้อมูลที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า หลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว ก็สามารถกลับไปอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย ทำมาหากินได้ตามปกติ
“เรื่องนี้ขบวนการมีแต่ได้กับได้ เพราะคนที่เข้าโครงการของรัฐก็ไม่มีกะจิตกะใจจะสู้รบต่ออยู่แล้ว ก็จะได้มีช่องทางกลับมาอยู่กับครอบครัว ได้เงินไปประกอบอาชีพ และต่อสู้คดี ส่วนขบวนการแทบไม่เสียอะไร เพราะสามารถผลิตนักรบรุ่นใหม่ได้ตลอดเวลา” แหล่งข่าว ระบุ
นับเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งของ “โครงการพาคนกลับบ้าน” ท่ามกลางกระแสความสำเร็จที่ภาครัฐสื่อสารกับสังคม !



