
“แกร็บ” - “อูเบอร์” เมื่อความจริงกับกฎหมายเดินสวนทาง
เมื่อ "แกร็บ" -"อูเบอร์" ตกเป็นผู้ร้ายในมุมกฎหมาย พอๆกับสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากขนส่งสาธารณะเจ้าเดิม หากแต่เป็นมิตรกับผู้โดยสาร มาดูกันว่าทำไมและจะเป็นอย่างไร
ถึงนาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “แกร็บ” และ “อูเบอร์” สองบริษัทที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการขนส่งสาธารณะในสังคมเมือง และทำให้การขนส่งแบบเก่าได้รับผลกระทบ จนเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างผู้ให้บริการในแบบเก่าและแบบใหม่หลายครั้ง
“ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์” จึงได้ตรวจสอบ สิ่งที่เกิดขึ้นว่าเกิดมาจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุ “แกร็บ” และ “อูเบอร์” ดีกว่าแบบเดิมจริงหรือไม่ และ ที่สำคัญขัดต่อกฎหมายหรือไม่
- “แกร็บ” และ “อูเบอร์” คืออะไร
“แกร็บ” และ “อูเบอร์” เป็นบริการขนส่งประเภทหนึ่ง โดยมีผู้ที่ขับรถเข้าร่วมเป็นเครือข่าย โดยผู้ใช้บริการสามารถเรียกใช้ได้ผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งหากผู้ให้บริการคนใดสนใจที่จะรับผู้โดยสารก็สามารถกดรับได้เลย
สำหรับ “แกร็บ” มีบริการในเครือข่าย 4 ประเภท 1.แกร็บแท็กซี่ เป็นการให้รถแท็กซี่ปกติเข้ามาร่วมเครือข่าย ซึ่งในบริการนี้ถือว่าถูกกฎมาย เพระแท็กซี่ที่เข้าร่วมเป็นแท็กซี่มิเตอร์ มีการจดทะเบียน ขณะที่คนขับก็มีใบขับขี่สาธารณะ การเก็บค่าโดยสารก็คิดราคาตามมิเตอร์ และบวกค่าเรียกอีก 25 บาท 2. แกร็บคาร์ เป็นบริการรับส่งบุคคลคล้ายกับแท็กซี่ แต่ จะใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในการรับส่ง และรถก็จะมีแบ่งระดับคือรถธรรมดากับรถระดับลีมูซีน 3.แกร็บไบค์ เป็นบริการรถจักรยานยนต์ รับจ้าง โดยรับส่งทั้งคน และ พัสดุ และ4. แกร็บเอกซ์เพรส เป็นบริกาารรับส่งสินค้า ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด
“อูเบอร์” ก็มีคล้ายกัน แต่ไม่มีระบบแท็กซี่ และ ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลของผู้ที่ลงทะเบียนไว้ร่วมเป็นเครือข่ายในการให้บริการ โดยแบ่งเป็นสองประเภท 1.อูเบอร์ X รถที่จะให้บริการ เป็นรถยนต์แบบอีโคคาร์ และ 2.อูเบอร์แบล็ก จะใช้รถยนต์ระดับลีมูซีน นอกจากนี้ยังมีบริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างเช่นกันในชื่อ UberMoto
-จุดเด่น
จุดเด่นของบริการขนส่งอย่างนี้ที่เข้ามาแทนที่บริการขนส่งเดิม ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ธรรมดา รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือรถสองแถวสาธารณะในต่างจังหวัดคือ การบริการที่สุภาพ ความแน่นอนไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกปฏิเสธ ความปลอดภัยเนื่องจากมีระบบการตรวจเช็คทั้งเส้นทางและพฤติกรรมของคนขับ และแน่นอนรวมถึงราคาโดยสารที่ชัดเจน มีมาตรฐาน นอกจากนี้หากคนขับบริการไม่ดี ผู้โดยสารก็สามารถให้คะแนน ได้
ซึ่งจุดเด่นเช่นนี้เอง เป็นจุดบอดที่ผู้โดยสารต้องพบเจอกับรถสาธารณะปกติที่เจออยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการไม่กดมิเตอร์สำหรับแท็กซี่ในกทม. การเรียกเก็บค่าโดยสารตามแต่ใจ และหลายครั้งเข้าขั้นโกงผู้โดยสาร มารยาทของพนักงานขับรที่ปฏิบัติต่อผู้โดยสาร การปฏิเสธผู้โดยสาร การไม่ขับรถตามเส้นทางที่ควรจะเป็น รวมไปถึงสภาพรถที่หลายๆคันไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงความปลอดภัยจากการขับขี่
ขณะที่ผู้ใช้บริการหลายๆคนต่างก็เคยเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีกับแท็กซี่ปกติ แม้จะไม่ใช่ทุกคัน แต่เกือบทุกคนที่เคยใช้ก็เคยเจอเช่นความยากลำบากในการเรียก การปฏิเสธผู้โดยสาร การขับรถที่ไม่มีมารยาท หลายครั้งถามเรื่องส่วนตัว เช่นเดียวกับที่มักคุยเรื่องการเมืองจนผู้โดยสารอึดอัด บางคนเคยเจอกระทั่งการพกอาวุธ เช่นมีดสปาตาร์ หรือ ปืน
แต่เรื่องเหล่านี้ ทางผู้ให้บริการสามารถแก้ไขได้เป็นอย่างดี โดยผู้โดยสารสามารถรีวิว หรือให้คะแนนคนขับได้ทันที และแน่นอนว่าจะส่งผล ถึงการให้บริการในครั้งหน้า เพราะหากได้คะแนนไม่ดีก็อาจจะถึงขั้นไม่ได้รับผู้โดยสารอีก หรือหากใครมีคะแนนดีมากๆ ก็จะมีแรงจูงใจเพิ่มเติม เช่นการให้ประกันชีวิต การเพิ่มเงินค่าโดยสาร ซึ่งทำให้เห็นผลได้ชัดเมื่อผู้ขับแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างหลายคนหากมาปฏิบัติหน้าที่ในนาม “แกร็บ” หรือ “อูเบอร์"จะมีบริการทีดีกว่า
- จุดด้อย
จุดด้อยอยู่ที่การบริการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเร่องเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่หากเกิดขึ้นกับประเทศต่างๆทั่วโลก เช่นเดียวกัน ซึ่งหลายๆที่ก็กำลังหาทางแก้ปัญหาอยู่
“อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การใช้รถป้ายดำมาเป็นรถโดยสารสาธารณะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งหากจะให้บริการอย่างถูกต้อง ทางอูเบอร์ต้องนำรถในสังกัดมาขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
เช่นเดียวกับ “สนิท พรหมวงษ์” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรณีของอูเบอร์นั้น เคยมีการหารือร่วมกันแล้วหลายครั้ง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประขุม ซึ่งได้ทำการแจ้งแนวทางที่ถูกต้องและแนะนำให้อูเบอร์ นำรถในสังกัดเข้ามาทำการจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างสาธารณะ แต่ล่าสุดก็ยังไม่มีข้อยุติที่แน่ชัด
“ยืนยันว่าการนำแอปพลิเคชั่นและเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวกเพื่อเรียกใช้รถโดยสารสาธารณะ เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ห้ามและยินดีสนับสนุน หากเป็นสิ่งที่ประชาชนได้ประโยชน์ ส่วนรถโดยสารสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น จะต้องเป็นรถที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก หรือมีการติดป้ายเหลืองชัดเจน”
ทำให้เราเห็นได้ว่าปัญหาของการบริการอย่าง “อูเบอร์” และ “แกร็บ” อยู่ที่การไม่นำรถที่จะให้บริการมาขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และ ผู้ขับรถที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ ทั้งนี้ก็เพราะผู้ที่มาให้บริการนั้นเป็นบุคคลทั่วไป
ทั้งนี้ความผิดตามกฎหมายนั้นเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่่ใน มาตรา 21 ระบุ ห้ามมิใช้รถไม่ตรงกับประเภทที่จดทะเบียนไว้ ซึ่งในกรณีนี้คือการจดทะเบียนเป็นรถยนค์ส่วนบุคคล แต่กลับนำมาวิ่งเป็น “รถยนต์สาธารณะ” รวมไปถึงมาตรา 23/1 ที่ระบุห้ามเอารถมอไซค์มารับจ้างเว้นแต่ได้รับอนุญาต และใน มาตรา 43 ที่มีการจำแนกใบขับขี่ประเภทต่างๆเอาไว้ โดยเฉพาะการแบ่งแยกระหว่าง “ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล“ ”ใบอนุญาติขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล“ และ ”ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ“ และ ”ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ“ ซึ่งในกฎหมายก้ได้มีการกำหนดเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะได้ ”ใบขับขีรถสาธารณะ” ค่อนข้างเข้มงวด ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 49 เช่นการต้องไม่เคยมีคดีอาชญากรรมที่เป็นอันตรายเช่น คดีทางเพศ คดีปล้นทรัพย์ หรือคดียาเสพติด
ซึ่งเหล่านี้ถือเป็หลักประกันเบื้องต้น
-เมื่อ “เรื่องจริง” กับ “กฎหมาย” สวนทางกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ดูเหมือนจะมีจุดด้อยของกฎหมาย แต่สิ่งที่ผู้ใช้บริการพบเห็นนั้นกลับสวนทางเช่น กิิริยามารยาท และความปลอดภัย ทำให้ได้รับความนิยมสูงขึ้น ขณะที่ขนส่งสาธารณะแบบเดิมก็มีต้นทุนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ที่ต้องเสียค่าเสื้อวิน แท็กซี่ที่ต้องทำรถให้เห็นชัดว่าเป็นรถบริการ มีการลงทุนไปไม่น้อย หรือรถในพื้นที่ต่างๆก้ต้องมีสัมปทานการเดินรถซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย นี่เองทำมาซึ่งการกระทบกระทั่งในหลายๆครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นระหว่า “รถแดง” กับ “อูเบอร์” ที่เชียงใหม่ ที่ถึงขนาดมีการชี้เป้า ล่อซื้อ หรือในกทม. ที่มีการกวาดจับอย่างแข็งขัน หรือก่อนหน้านี้ที่มีการปะทะคารมกันระหว่างวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกับผู้ขับขี่แกร็บไบค์ที่เข้าไปรับผู้โดยสารในบริเวณที่เขาดูแลอยู่ และแน่นอนย่อมลามไปถึงกลุ่มผู้ใช้บริการก็แสดงความเห็นอย่างหลากหลาย แต่โดยมากออกไปในทางสนับสนุนให้มีต่อไป โดยบางคนถึงขนาดไปรณรงรงค์ผ่านช่องทางเว็บไซต์ change.org
ผู้โดยสารทั่วไปเองก็รู้ว่าสิ่งที่กำลังใช้บริการนั้นผิดกฎหมาย แต่เมื่อเป็นทางเลือกที่พวกเขาพึงใจมากกว่าจึงนำไปสู่ทริกที่ทำให้่เลี่ยงความรับผิดทั้งคนขับและผู้โดยสารเช่นหากผู้โดยสารนั่งด้านหลัง และเจอด่านก็จะบอกว่า เป็นลูกน้องไปส่งเจ้านาย แต่หากนั่งคู่กันเป็นปกติก็อาจจะบอกว่าเป็นญาติกัน ส่วนโทรศัพท์มือถือที่ใช้รับงานก็จะเก็บไว้ไม่วางให้เห็น
นอกจากนี้ยังมีบางคนระบุว่าเคยสอบถามคนขับ “อูเบอร์” ที่กำลังถูกกวาดจับก็พบว่าหลายคนเป็นข้าราชการ และ บางคนเป็นทหารก็มี
- ฟังเสียงคนขับ
“คมสัน แซ่เฮ้ง” อายุ 34 ปี พนักงานบริษัทเอกชน กล่าวว่า ตนขับรถอูเบอร์และแกรปคาร์เป็นอาชีพเสริมหลังจากเลิกงานหรือวันหยุด ซึ่งทำมานานแล้วกว่า 6 เดือน เป็นอาชีพเสริมที่มีอิสระไม่มีการบังคับจากบริษัทแต่อย่างใด นอกจากนี้รายได้ที่ตนได้รับตกอาทิตย์และประมาณ 5-6 พันบาทเลยทีเดียว ซึ่งเป็นรายได้ ที่ถือว่ามากพอๆ กับเงินเดือนที่เขาได้รับจากงานประจำเลย
รายได้และส่วนแบ่งนั้น “คมสัน” เล่าว่าบริษัททั้งสองบริษัทต่างก็ออกโปรโมชั่นให้กับทั้งผู้โดยสารและคนขับด้วย อย่างโปรโมชั่นสำหรับคนขับก็เช่น หากวิ่งรับผู้โดยสารในชั่วโมงเร่งด่วนคือช่วง 6-9 โมงเช้าและ 4-6 โมงเย็น ก็จะได้รับเงินเพิ่ม 1.8-2% จากค่าโดยสารทั้งหมด หรือ หากภายในอาทิตย์นี้วิ่งรับผู้โดยสารได้ 7 ครั้งก็ จะได้เงินโบนัส 790 บาทเป็นต้น ซึ่งการจ่ายเงินจะโอนผ่านบัญชีธนาคารทุกๆ อาทิตย์ โดยจะมีการนับรอบและจ่ายค่าโดยสารสำหรับผู้โดยสารที่จ่ายผ่านบัตรเคดริตพร้อมกับเงินโบนัสที่ตนขับได้ ในส่วนของโปรโมรชั่นของผุ้โดยสารก็จะมีการจัดโปรทุกๆ เดือนอาทิเช่น หากเรียกใช้บริการในช่วงเวลากลางคืนก็จะได้รับส่วนลด 70 บาท เป็นต้น ซึ่งการที่มีโปรโมชั่นออกมาแบบนี้ทำให้ดึงดูดใจทั้งคนขับและผุ้โดยสารที่จะมาใช้บริการได้เป็นอย่างดี
“ตอนแรกที่ผมมาสมัครขับรถให้กับทั้งอูเบอร์และแกรปคาร์เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพเสริมที่อิสระมากผมสามารถจะออกมาวิ่งรับคนตอนไหนก็ได้ตลอดทั้งวันทั้งคืนเพียงแค่กดออนไลน์ผ่านแอฟในมือถือ ถ้าขยันๆ หน่อยก็ได้เงินเยอะ แต่ช่วงนี้ที่มีการล่อซื้อและจับคนขับผมก็ไม่อยากเสี่ยงออกมารับคนเพราะไม่คุ้มหากโดนจับผมคงต้องปล่อยให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีว่ายังจะขับหรือเลิกขับไปเลย” นายคมสันกล่าว
คมสัน ยังกล่าวต่ออีกว่า ตนอยากจะให้เจ้าหน้าที่เปิดโอกาสให้กับทางบริษัทได้ทำธุรกิจนี้ได้อย่างถูกกฎหมายเหมือนต่างประเทศ เพราะคนที่มาขับรถตรงนี้ ต่างก็ทำมาหากินแบบสุจริตไม่ได้ไปฉกชิงวิ่งราวใคร ซึ่งผู้โดยสารยังจะได้รับความปลอดภัยได้ดีในระดับหนึ่งด้วยเพราะคนที่จะมาขับรถตรงนี้ได้ ทางบริษัทจะมีการเก็บข้อมูลต่างๆ ของคนขับรวมไปถึงการเช็คประวัติอาญชญากรรมก่อนด้วย ดังนั้นอยากให้เปิดกว้างให้มากขึ้นซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้าง อาชีพแล้วคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้โดยสารที่มาใช้บริการ
-เสียงผู้โดยสาร
“บรรเจิด พุทธโศภิษฐ์” ผู้กำกับละครช่องวัน ซึ่งเป็นผู้เคยใช้บริการในทุกรูปแบบ เปิดเผยว่า เราใช้ในกรณีที่เราขี้เกียจเดินไปโบก ในกรณีที่เราไม่รีบ หรือในกรณีที่รถผ่านน้อย ถือว่าสะดวกสบายถ้าเราไม่รีบ ดูในแอพเห็นว่าอยู่ตรงไหน การบริการนั้นตนไม่ทราบว่าคิดไปเองไหม แต่รู้สึกได้ว่าวินัยหรือไมนด์เซอร์วิสจะดีกว่า โดยเขาใช้บริการครั้งแรกตอนชุมนุมการเมืองที่ราชประสงค์และแม่ของเขาป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น ไม่สามารถเรียกแท็กซี่เข้าไปรับได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อใช้เขาสามารถฝ่าม็อบเข้าไปรับได้ นอกจากนี้ที่เลือกใช้อูเบอร์เพราะมันผูกกับบัตรเครดิตได้
ส่วนหากต้องเลิกไปเลย เขาเองก็ไม่เห็นด้วย พร้อมระบุว่า เราน่าจะมีออฟชั่นในการเดินทง ทำไมต้องฝากชีวิตไว้กับบริการที่มีปัญหาด้วย
“สุทธาสิณี จิตรกรรมไทย” เป็นอีกหนึ่งคนที่ใช้บริการ เธอบอกว่าเข้าใจว่าผิดกฎหมาย และกฎหมายต้องคำนึงถึงความปลอดภัย แต่ โลกมันเปลี่ยนไปกฎหมายต้องเปลี่ยนตามไหม ปีที่แล้วเราพูดฟินเทคเยอะมาก แต่มาตอนนี้ยังมีปัญหาเรื่องเช่นนี้ กฎหมายต้องออกมาเพื่อคุ้มครองเรา ต้องปรับแก้ให้ได้ อย่างเรื่องการร้องเรียนคนขับหากบริการไม่ดีไ้ันที และส่งผลถึงการรับผู้โดยสารก็เป็นอีกจุดที่ทำให้ได้เปรียบ
“เครือมาส สุริยา” เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งใช้บริการแกร็บไบค์ เป็นประจำ เธอมีความชื่นชมบริการเช่นนี้เป็นอย่างมาก โดยเล่าว่าเพิ่งใช้บริการ จากย่านทาวน์อินทาวน์ มาซอยร่วมฤดี ตอนประมาณหนึ่งทุ่ม ราคา โชว์ ก่อนเลยว่า 114 บาท สรุปเราให้ไปเลย 200 เป็นค่าทิป เพราะ พึงพอใจในบริการ แต่หากใช้วินมอเตอร์ไซค์ปกติจะเรียกราคาตามใจผู้ขับซึ่งจะอยู่ระหว่าง 200-300 บาท ส่วบริการก็ขับดี มีมารยาท ไม่รีบร้อน เหมือนวินทั่วไป เวลานั่งวินจะรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย คิดว่าจะพาเราไปตายได้ตลอดเวลา นี่คือเท่าที่เคยเจอ แต่ไม่ใช่ทุกคัน และบางที เรียกก็ไม่ไป
ขณะที่ “อูเบอร์” นั้น “เครือมาส” เล่าว่า เราจะได้ลุ้นว่า วันนี้เราจะได้นั่งรถแบบไหน บางทีก็เป็น รถเบนซ์ BMW มารับ และคนขับบางทีก็เป็นผู้หญิง ดูการศึกษาดี
อย่างไรก็ตามเธอยอมรับว่า รู้ว่าการบริการเหล่านี้กฎหมายไม่รองรับ แต่เรารู้สึกว่าเป็นการทำงานสุจริตของเขา เราใช้ทั้งที่เมืองไทยและเมืองนอก เพราะ สะดวก และ รถสภาพดี และขับรถดี ถ้าเขาต้องเลิก คงไม่เห็นด้วย แต่ควรจะทำให้ถูกกฎหมาย ซึ่งเอาจริงๆไม่น่ายาก เพราะมันคือประโยชน์ ของ ผู้บริโภค และการมีแบบนี้ก็อาจจะดี อาจจะทำให้แท็กซี่ปรับปรุงตัว ให้ดีขึ้นก็ได้
เช่นเดียวกับ “ยศขจร เทโพกุล” ซึ่งเป็นชาวเชียงใหมและเคยใช้บริการ “อูเบอร์” ที่เชียงใหม่ ระบุว่าคนขับนันขับดี สุภาพ เป็นคนทำงานประจำ ขับหลังเลิกงาน ส่วนค่าบริการนั้นไม่แพงหากเทียบกับบริการที่ได้ โดยที่ตนนั่งตอนนั้น ราคาเพียง 66 บาท โดยตอนนั้นไปกันสองคน ถ้านั่งไปสี่คนมีตัวหารก็จะถูกกว่านี้อีก แต่ถ้าเรียกรถแดงในเวลาที่ตนเรียกอาจจะถูกเก็บค่าโดยสาร 40-50 ต่อคน หรือหากเรียกตุ๊กตุ๊ก ก็จะเก็บถึง 120 บาท
“ยศขจร” ระบุว่าบริการแบบนี้เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ควรมี และมองอีกมุมของการใช้รถ มันคือการแบ่งปันการเดินทาง แต่หากจะให้เลิกเขาก็ไม่เห็นด้วย แม้จะผิดกฎหมายแต่มันก็ต้องมีวิธีทำให้เข้าระบบได้
ส่วน “ซาฟีนะห์ ปั่นเทพ” เธอเป็นคนหนึ่งที่เคยเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีกับแกร็บแท็กซี่ เธอเล่าว่า เธอเคยใช้บริการ แตตอนกรอกในแอพพลิเคชั่นมีปัญหา จึงไม่ได้ใส่บ้านเลขที่ ซึ่งที่ผ่านมา คนขับก็มารับถูก เพราะก่อนจะมาถึงเขาก็โทรถาม แต่วันนั้นคนขับเมื่อมาถึงกลับพูดด้วยเสียงที่ไม่ดีนักว่าทำไมไม่ใส่บ้านเลขที่ ตนก็บอกว่าตนใช้โทรศักท์ไม่เก่ง ทำไม่เป็น และจึงถามย้อนกลับว่าหากไม่ทราบทำไมไม่โทรหาเหมือนคันอื่น เพราะที่ผ่านมาก็ใช้วิธีนี้ แต่กลับได้รับคำตอบว่า “เปลืองค่าโทรศัพท์” ทำให้ตนไม่พอใจมาก แต่ก็ได้ร้องเรียน ซึ่งทางแกร็บก็ขอโทษ และก็บอกว่าเป็นความผิดครั้งแรกยังได้แค่ตักเตือน โดยตอนนี้ตนก็เลิกใช้ไปแล้ว เพราะรู้สึกไม่ดี
อย่างไรก็ตามในส่วนของอูเบอร์ และ แกร็บ ในแบบมอเตอร์ไซค์ ที่เคยใช้ยอมรับว่ามีความสะดวกสบาย โดย เฉพาะการที่ไม่ต้องไปยืนรอเช่นบ้านของตนอยู่ชานเมืองหากหารถออกมาลำบาก การเรียกและจองรถเช่นนี้สามารถทำได้โดยง่าย
ข้อเสนอที่มีขณะนี้จึงไม่ใช่อยู่ที่การเลิก หากแต่อยู่ที่การปรับให้อยู่ได้และเข้าสู่ระบบที่ถูกกฎหมาย เพื่อให้ความจริงกับกฎหมายเดินไปด้วยกัน
----------
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ



