
“ทรัมป์”แก้คำสั่งแบนมุสลิม...มีอะไรใหม่
“ทรัมป์”แก้คำสั่งแบนมุสลิม...มีอะไรใหม่ หลังจากออกคำสั่งห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเข้าสหรัฐครั้งแรก
หลังจากออกคำสั่งห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเข้าสหรัฐครั้งแรกเมื่อ 27 มกราคม ได้กลายเป็นชนวนประท้วงวุ่นวายในสนามบินทั่วประเทศ เป็นคดีฟ้องร้องในศาลหลายรัฐ และบังคับใช้เพียงสัปดาห์เดียวก็ถูกศาลกลางในวอชิงตันสั่งยับยั้งไว้ก่อนเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ได้ลงนามคำสั่งฉบับแก้ไขใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ 6 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีขอบข่ายที่แคบลงจากคำสั่งก่อน และครั้งนี้ ทรัมป์ลงนามส่วนตัวเงียบๆ มีเพียง ฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว โพสต์ภาพลงนามในทวิตเตอร์ และเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศ เจฟฟ์ เซสชันส์ รัฐมนตรียุติธรรม และนายจอห์น เคลลี รัฐมนตรีความมั่นคงภายใน ร่วมกันออกหน้าแถลงข่าวเรื่องคำสั่งใหม่แทน แตกต่างจากพิธีลงนามคำสั่งเดิมต่อหน้ากองทัพสื่อมวลชนที่่กระทรวงกลาโหมเมื่อ 27 มกราคม
คำสั่งใหม่ที่สื่อหลายสำนักเรียกขานกันว่า “แบนมุสลิม 2.0” หรือ "แบนเข้าเมือง 2.0" นี้ มีอะไรใหม่จากครั้งก่อนบ้าง
อย่างแรกคือ ถอดชื่ออิรักออกจาก 7 ประเทศ จึงเหลือ 6 ประเทศได้แก่ ซูดาน ซีเรีย อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย และเยเมน ที่จะยังคงถูกห้ามเข้าสหรัฐ แต่ไม่มีผลกระทบต่อคนที่มีวีซ่าหรือถือกรีนการ์ด หรือใบอนุญาตให้พำนักถาวรในสหรัฐ ขณะที่คำสั่งแบนฉบับก่อน เหมารวมผู้ที่ถือวีซ่าถูกต้อง และคนที่มีวีซ่าพำนักถาวรด้วย จึงสร้างความโกลาหลสำหรับคนที่มีเอกสารถูกต้องและมาถึงสนามบินแล้ว
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า การถอดชื่ออิรักมีขึ้นหลังการล็อบบี้อย่างหนักจากรัฐบาลอิรัก และการหารือสองฝ่ายเกี่ยวกับมาตรการคัดครองเพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายจากอิรักเข้าสหรัฐ ทิลเลอร์สัน กล่าวว่า อิรักเป็นพันธมิตรสำคัญในการต่อสู้กับไอเอส
คำสั่งใหม่ มีอายุ 90 วันนับจากเริ่มบังคับใช้ 16 มีนาคม เป้าหมายคือให้เวลา 6 ประเทศ ปรับปรุงฐานข้อมูลและระบบคัดกรอง ให้สหรัฐมีความมั่นใจมากขึ้นในการออกวีซ่า แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐไม่ได้รับประกันว่า คำสั่งห้ามนี้จะยกเลิกหลังพ้น 90 วันแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าประเทศเหล่านั้นทำตามเงื่อนไขสหรัฐได้มากน้อยแค่ไหน
ระงับรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเข้าสหรัฐเป็นเวลา 120 วัน จนกว่าจะแก้ไขระบบคัดกรองผู้ขอลี้ภัยที่เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายเข้าประเทศ รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) กำลังสอบสวนผู้ขอลี้ภัย 300 คน ในสหรัฐ ที่ต้องสงสัยพัวพันหรือเห็นใจเข้าข้างผู้ก่อการร้าย กระนั้น คำสั่งใหม่ไม่ได้ระบุว่าจะระงับการรับผู้ลี้ภัยจากซีเรียโดยไม่มีกำหนดอย่างที่เคยระบุไว้ในฉบับเดิม แต่คงตัวเลขเดิมที่ว่า จะลดการรับผู้ลี้ภัยในปีนี้เหลือ 5 หมื่นคน จากที่รัฐบาลก่อนตั้งเป้ารับ 1 แสนคน
ย้ำอีกหน ไม่ใช่การแบนมุสลิม รัฐบาลสหรัฐยืนยันว่า ยังคงออกวีซ่าให้แก่พลเมืองจากประเทศมุสลิมตามปกติ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน และหลายประเทศในแอฟริกาเหนือ นักกฎหมายบางคนให้ความเห็นว่า คำสั่งห้ามฉบับแก้ไขใหม่มีความชัดเจนมากพอที่จะสร้างความพอใจแก่ผู้พิพากษา ที่โดยทั่วไปจะไม่ก้าวล่วงคำสั่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะนโยบายเข้าเมืองและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ แต่ฝ่ายคัดค้านที่รวมถึงกลุ่มสิทธิพลเมือง มองว่าถึงจะแก้ไขให้แคบลงแล้ว แต่ยังมีปัญหาด้านรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเท่ากับรัฐบาลทรัมป์ยอมรับว่าคำสั่งดั้งเดิมมีความบกพร่องจนยากแก้ต่าง และคำสั่งใหม่ก็ยังคงเจตนารมณ์เดิมคือกีดกันมุสลิมอยู่ดี และจะยืนหยัดต่อสู้ในศาลเพื่อล้มล้างคำสั่ง



