
ระวัง!! กรงขัง สื่อ(ออนไลน์)
เปิดรายงานอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ : ขนิษฐา เทพจร ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์
แม้ขณะนี้ วงสื่อสารมวลชน และ สาธารณะ จะอยู่ในอาการสงบนิ่ง เพื่อรอดูเนื้อหา “ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน” ฉบับปรับปรุง โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมาธิการเตรียมหารือกันรอบสุดท้าย หลัง “วันนักข่าว 5 มีนาคม” ก่อนเสนอให้ วิป สปท. เพื่อบรรจุวาระประชุม
หากไม่มีข้อผิดพลาด หรือข้อแก้ไขเพิ่มเติม ช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้จะได้รับการพิจารณา แต่หากมีประเด็นต้องพิจารณาเพิ่มอาจต้องเลื่อนออกไปสัปดาห์ต่อสัปดาห์
อย่างไรก็ดี ฟากการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อมวลชน ไม่อาจหยุดสายตาเฉพาะ “ร่างกฎหมายคุมสื่อมวลชน” ได้ เพราะในชั้นอนุกรรมาธิการยังมีประเด็นพิจารณากรณี “ปฏิรูปสื่อออนไลน์”
ใน อนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ ที่มี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ เป็นประธาน มีความพยายามเสนอ “ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์”
ซึ่งต้องยอมรับว่าการเสนอดังกล่าว ที่พ่วงคำว่ายุทธศาสตร์ นั้น คือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่จะเป็นทายาทของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังลงจากอำนาจไปแล้ว และหน้าที่ของ สปท. อันสำคัญ คือ ให้ความเห็นเพื่อเสนอเป็นแนวทางกำหนดเป็นกฎหมายทำยุทธศาสตร์ชาติ
หากทำหน้าที่เพียงแค่เสนอแนะคงไม่เท่าไร แต่ในร่างรายงานผลการศึกษาการปฏิรูปใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นั้น กลับมีข้อเสนอ ที่น่าจะยอมรับได้ยาก!!
คือ กำหนดให้ “ข้าราชการประจำระดับท็อป 13 หน่วยงาน” เป็นกรรมการขับเคลื่อนการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ร่วมกับ กรรมการจากองค์กรกึ่งอิสระ และผู้แทนสื่อมวลชน-กรรมการที่มาจากนักวิชาการสายสื่อมวลชน ดังนี้
1.รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งกำกับดูแลสื่อฯ เป็นประธาน
2.ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธาน
(กรรมการประกอบด้วย)
3.ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
4.ปลัดกระทรวงกลาโหม
5.ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
6.ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
7.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
8.อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
9.ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
10.ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
11.อธิบดีกรมการศาสนา
12.เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
13.ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ
14. เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
15.ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
กรรมการลำดับที่16.-19. เป็นกรรมการจากผู้แทนสื่อมวลชน จำนวน 4 คน มาจากการคัดเลือกกันเองของผู้แทนองค์กรสื่อแต่ละด้าน คือ สื่อสิ่งพิมพ์, สื่อวิทยุ, สื่อโทรทัศน์ และ สื่อออนไลน์ ด้านละ 1 คน
กรรมการลำดับ20-22 เป็นกรรมการมาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย นักวิชาการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชนจำนวน 1 คน, นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนที่มีประสบการณ์และงานวิจัยที่เกี่ยวกับสื่อสารมวลชน 2 คน นอกจากนั้นยังกำหนดให้ ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังวัฒนธรรม เป็นเลขานุการ
หน้าที่อันสำคัญของคณะกรรมการขับเคลื่อนการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ตามที่ “ร่างรายงานการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์” ระบุไว้ คือ
1.ทำแผนแม่บทสำหรับรณรงค์ส่งเสริมการใช้สื่ออย่างสรางสรรค์ที่ต่อเนื่อง ยั่งยืน
2.ทำนโยบายเกี่ยวกับการรณรงค์ส่งเสริมการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการปฏิรูป 3.ติดตาม ประเมินผล
เมื่อดูจากโครงสร้าง กรรมการ และ หน้าที่ จากตัวร่างรายงานฯ ซึ่งเตรียมเสนอ สปท. ทำให้มีข้อกังขาว่า จะฝากความหวังไว้กับ กรรมการที่ส่วนใหญ่มาจากภาคราชการประจำ และภาคการเมืองไว้ได้แค่ไหน อีกทั้งด้วยยุคสมัย เทคโนโลยีที่เปลี่ยนนาทีต่อนาที การควบคุมสื่อออนไลน์ แผนแม่บทนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดการปฏิรูป หรือ เป็นการสร้างกลไกควบคุมการนำเสนอข่าวสาร-ความเห็นบนโลกออนไลน์ กันแน่!!
อย่างไรก็ดี ตามร่างรายงานการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ยังมีความตั้งใจดี ที่ต้องการปฏิรูปสื่อออนไลน์ ให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้กลไกกำกับกันเอง ดูได้จากแนวทางที่กำหนดไว้ ใน 5 รูปแบบ คือ
1. ส่งเสริม สนับสนุน การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ
2.การสร้างกลไกบริหารจัดการและกำกับดูแลการใช้สื่อฯ ในลักษณะการกำกับกันเอง ที่มีภูมิคุ้มกันและสร้างความเข้มแข็งให้กลไกกำกับกันเอง
3.เสริมสร้างและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้สังคมไทยใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรม คุณภาพ และเหมาะสมกับบริบทและวัฒธรรมไทย
4.การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม แนวทางและการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ที่มีความต่อเนื่อง ยั่งยืน
5.มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล ผ่านตัวชี้วัดที่ผูกเข้ากับหน่วยงานราชการ และกำหนดกรอบเวลาตรวจสอบ ประเมินผลที่ชัดเจน
แนวทางข้อที่ 5 น่าจะเป็นหัวใจรวบยอดของกลไกปฏิรูปสื่อออนไลน์ ที่รัฐ ต้องมีส่วนกำกับ ผ่านระบบตรวจสอบ แม้ในร่างรายงานจะยกตัวอย่างของแนวทางนี้ ไว้ว่า กำหนดตัวชี้วัดกับหน่วยราชการ โดยสอดคล้องกับการเสริมสร้างและจัดทำกิจกรรม โครงการการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในมิติต่างประเทศ เช่น ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จัดกิจกรรม โครงการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เป็นตัวชี้วัด และให้เป็นกลไกบริหารจัดการและกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ สำหรับกลไกกำกับกันเองของสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์อาจนำกระบวนการของ ก.พ.ร.ใช้เป็นมาตรฐาน
โดยสาระสำคัญอีกประการ คือ เสนอให้ “จัดตั้งศูนย์ประสานงานการเฝ้าระวัง” เพื่อเป็นช่องทางประสานงาน เชื่อมโยงกับกลุ่มหรือองค์กรที่มีหน้าที่เฝ้าระวัง หรือเข้ามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลกันเอง ได้ตลอดเวลาและเข้าถึงทุกพื้นที่ รวมถึงมีหน้าที่ตรวจสอบ เฝ้าระวัง คัดกรองการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารซึ่งบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ
แม้ร่างรายงานจะไม่ปิดกั้นการทำหน้าที่อยู่ก่อนหน้านี้ของสื่อ ที่กำกับกันเอง ตามข้อความที่ปรากฎว่า “ขณะที่หน่วยงานที่ทำหน้าที่อยู่ก่อนแล้วต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดี เฝ้าระวังในส่วนที่เกี่ยวกับภารกิจของตนเองเพื่อให้กลไกเฝ้าระวังสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ถึงเจตจำนงที่ต้องการควบคุมสื่อมวลชนทุกแขนง!!



