คอลัมนิสต์

ระวัง!! กรงขัง สื่อ(ออนไลน์)

ระวัง!! กรงขัง สื่อ(ออนไลน์)

04 มี.ค. 2560

เปิดรายงานอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ : ขนิษฐา เทพจร ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์

 

            แม้ขณะนี้ วงสื่อสารมวลชน และ สาธารณะ จะอยู่ในอาการสงบนิ่ง เพื่อรอดูเนื้อหา “ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน” ฉบับปรับปรุง โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมาธิการเตรียมหารือกันรอบสุดท้าย หลัง “วันนักข่าว 5 มีนาคม” ก่อนเสนอให้ วิป สปท. เพื่อบรรจุวาระประชุม

            หากไม่มีข้อผิดพลาด หรือข้อแก้ไขเพิ่มเติม ช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้จะได้รับการพิจารณา แต่หากมีประเด็นต้องพิจารณาเพิ่มอาจต้องเลื่อนออกไปสัปดาห์ต่อสัปดาห์

            อย่างไรก็ดี ฟากการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อมวลชน ไม่อาจหยุดสายตาเฉพาะ “ร่างกฎหมายคุมสื่อมวลชน” ได้ เพราะในชั้นอนุกรรมาธิการยังมีประเด็นพิจารณากรณี “ปฏิรูปสื่อออนไลน์”

            ใน อนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านสื่อออนไลน์ ที่มี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ เป็นประธาน มีความพยายามเสนอ “ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์”

            ซึ่งต้องยอมรับว่าการเสนอดังกล่าว ที่พ่วงคำว่ายุทธศาสตร์ นั้น คือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่จะเป็นทายาทของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังลงจากอำนาจไปแล้ว และหน้าที่ของ สปท. อันสำคัญ คือ ให้ความเห็นเพื่อเสนอเป็นแนวทางกำหนดเป็นกฎหมายทำยุทธศาสตร์ชาติ

            หากทำหน้าที่เพียงแค่เสนอแนะคงไม่เท่าไร แต่ในร่างรายงานผลการศึกษาการปฏิรูปใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นั้น กลับมีข้อเสนอ ที่น่าจะยอมรับได้ยาก!!

            คือ กำหนดให้ “ข้าราชการประจำระดับท็อป 13 หน่วยงาน” เป็นกรรมการขับเคลื่อนการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ร่วมกับ กรรมการจากองค์กรกึ่งอิสระ และผู้แทนสื่อมวลชน-กรรมการที่มาจากนักวิชาการสายสื่อมวลชน ดังนี้

            1.รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งกำกับดูแลสื่อฯ เป็นประธาน

            2.ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธาน

            (กรรมการประกอบด้วย)

            3.ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

            4.ปลัดกระทรวงกลาโหม

            5.ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

            6.ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

            7.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

            8.อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

            9.ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

            10.ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

            11.อธิบดีกรมการศาสนา

            12.เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

            13.ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

            14. เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

            15.ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

            

ระวัง!! กรงขัง สื่อ(ออนไลน์)

            กรรมการลำดับที่16.-19. เป็นกรรมการจากผู้แทนสื่อมวลชน จำนวน 4 คน มาจากการคัดเลือกกันเองของผู้แทนองค์กรสื่อแต่ละด้าน คือ สื่อสิ่งพิมพ์, สื่อวิทยุ, สื่อโทรทัศน์ และ สื่อออนไลน์ ด้านละ 1 คน

            กรรมการลำดับ20-22 เป็นกรรมการมาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย นักวิชาการด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชนจำนวน 1 คน, นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนที่มีประสบการณ์และงานวิจัยที่เกี่ยวกับสื่อสารมวลชน 2 คน นอกจากนั้นยังกำหนดให้ ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังวัฒนธรรม เป็นเลขานุการ

            หน้าที่อันสำคัญของคณะกรรมการขับเคลื่อนการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ตามที่ “ร่างรายงานการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์” ระบุไว้ คือ

            1.ทำแผนแม่บทสำหรับรณรงค์ส่งเสริมการใช้สื่ออย่างสรางสรรค์ที่ต่อเนื่อง ยั่งยืน

            2.ทำนโยบายเกี่ยวกับการรณรงค์ส่งเสริมการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการปฏิรูป 3.ติดตาม ประเมินผล

            เมื่อดูจากโครงสร้าง กรรมการ และ หน้าที่ จากตัวร่างรายงานฯ ซึ่งเตรียมเสนอ สปท. ทำให้มีข้อกังขาว่า จะฝากความหวังไว้กับ กรรมการที่ส่วนใหญ่มาจากภาคราชการประจำ และภาคการเมืองไว้ได้แค่ไหน อีกทั้งด้วยยุคสมัย เทคโนโลยีที่เปลี่ยนนาทีต่อนาที การควบคุมสื่อออนไลน์ แผนแม่บทนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดการปฏิรูป หรือ เป็นการสร้างกลไกควบคุมการนำเสนอข่าวสาร-ความเห็นบนโลกออนไลน์ กันแน่!!

            อย่างไรก็ดี ตามร่างรายงานการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ยังมีความตั้งใจดี ที่ต้องการปฏิรูปสื่อออนไลน์ ให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้กลไกกำกับกันเอง ดูได้จากแนวทางที่กำหนดไว้ ใน 5 รูปแบบ คือ

            1. ส่งเสริม สนับสนุน การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ

            2.การสร้างกลไกบริหารจัดการและกำกับดูแลการใช้สื่อฯ ในลักษณะการกำกับกันเอง ที่มีภูมิคุ้มกันและสร้างความเข้มแข็งให้กลไกกำกับกันเอง

            3.เสริมสร้างและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้สังคมไทยใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรม คุณภาพ และเหมาะสมกับบริบทและวัฒธรรมไทย

            4.การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม แนวทางและการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ที่มีความต่อเนื่อง ยั่งยืน

            5.มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล ผ่านตัวชี้วัดที่ผูกเข้ากับหน่วยงานราชการ และกำหนดกรอบเวลาตรวจสอบ ประเมินผลที่ชัดเจน

            แนวทางข้อที่ 5 น่าจะเป็นหัวใจรวบยอดของกลไกปฏิรูปสื่อออนไลน์ ที่รัฐ ต้องมีส่วนกำกับ ผ่านระบบตรวจสอบ แม้ในร่างรายงานจะยกตัวอย่างของแนวทางนี้ ไว้ว่า กำหนดตัวชี้วัดกับหน่วยราชการ โดยสอดคล้องกับการเสริมสร้างและจัดทำกิจกรรม โครงการการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในมิติต่างประเทศ เช่น ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จัดกิจกรรม โครงการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เป็นตัวชี้วัด และให้เป็นกลไกบริหารจัดการและกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ สำหรับกลไกกำกับกันเองของสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์อาจนำกระบวนการของ ก.พ.ร.ใช้เป็นมาตรฐาน

            โดยสาระสำคัญอีกประการ คือ เสนอให้ “จัดตั้งศูนย์ประสานงานการเฝ้าระวัง” เพื่อเป็นช่องทางประสานงาน เชื่อมโยงกับกลุ่มหรือองค์กรที่มีหน้าที่เฝ้าระวัง หรือเข้ามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลกันเอง ได้ตลอดเวลาและเข้าถึงทุกพื้นที่ รวมถึงมีหน้าที่ตรวจสอบ เฝ้าระวัง คัดกรองการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารซึ่งบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ

            แม้ร่างรายงานจะไม่ปิดกั้นการทำหน้าที่อยู่ก่อนหน้านี้ของสื่อ ที่กำกับกันเอง ตามข้อความที่ปรากฎว่า “ขณะที่หน่วยงานที่ทำหน้าที่อยู่ก่อนแล้วต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดี เฝ้าระวังในส่วนที่เกี่ยวกับภารกิจของตนเองเพื่อให้กลไกเฝ้าระวังสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

            แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ถึงเจตจำนงที่ต้องการควบคุมสื่อมวลชนทุกแขนง!!