
“ชัยวัฒน์ สถาอานันท์” มอง “ธรรมกาย” หลายโจทย์ขัดแย้ง
สัมภาษณ์พิเศษ "ชัยวัฒน์ สถาอานันท์" กับมุมมองปัญหา "วัดพระธรรมกาย"
กับปรากฏการณ์ “ธรรมกาย” ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติใช้ไม้แข็ง ด้วยมาตรการทางกฎหมายพิเศษกระชับพื้นที่ วัตถุประสงค์หนึ่ง คือ การเอื้อให้เจ้าหน้าที่ค้นหาและจับตัว “พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาดำเนินคดีทางกฎหมาย แต่วัตถุประสงค์ที่ซ้อนอยู่คือควบคุมการก่อหวอดของมวลชนผู้สนับสนุนพระธัมมชโย ที่รัฐแอบหวั่นว่าจะเป็นภัยและต่อต้านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
ประเด็นนี้ยืดเยื้อมาเกือบ 2 สัปดาห์ จนหลายฝ่ายเฝ้าจับตาและเดาทางว่า ปรากฏการณ์แข็งกร้าว จะบานปลายกลายเป็นความรุนแรง “ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์” ได้พูดคุยกับ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสังเคราะห์เหตุการณ์ในมุมมองวิชาการ
ปูความเข้าใจ ปรากฏการณ์ “ธรรมกาย”
บทเริ่มสนทนา “ศ.ดร.ชัยวัฒน์” สะท้อนปรากฏการณ์ธรรมกายว่า เป็นหนึ่งในกระแสฟื้นฟูพุทธศาสนารอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ที่คนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจศาสนามาแต่เดิม กลับมาสนใจศาสนา ซึ่งความสนใจนั้นอาจมาได้หลายรูปแบบ เช่น สายปัญญา จะพบกระแสนิยมสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พระสายวิชาการ มีพุทธธรรม และคำอธิบายอย่างลึกซึ้ง แม่นยำ, สายศีล จะพบกรณีของสันติอโศก แม้ถูกตัดสินว่าไม่ใช่พุทธ แต่ยังมีผู้สนใจและเชื่อในคำสอนของสมณะโพธิรักษ์ขณะที่ธรรมกาย อาจเป็นคำตอบเรื่องสมาธิ แต่เป็นแบบที่เขาคิด ว่าสมาธินั้นนำไปสู่การได้สิ่งที่ดีงามในชีวิตของตัวเอง และเพื่อให้เป็นเช่นนั้นต้องมีของแลกเปลี่ยน
“หากพูดให้จำเพาะ การสนใจ หรือ การฟื้นฟูศาสนา หมายถึงทำให้คนมีศรัทธา ให้คนกลับเข้าวัดมากขึ้น ให้คนฟังเทศน์มากขึ้น อย่างธรรมกายก็ปรารถนาเช่นนั้น ส่วนคนที่เลือกเชื่อตามบุคคลที่เขาเชื่อถือ เช่นเลือกเชื่อสันติอโศก จะมีชุดเชื่อว่าชีวิตเป็นสมถะ มังสวิรัติ เป็นต้น หากเชื่อธรรมกาย อาจจะเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไร คุณไปทำงาน ให้ร่ำรวยแล้วก็ทำบุญเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ทั้งหมดนี้อธิบายได้คือปรากฏการณ์ของกระแสฟื้นฟูศาสนา เพียงแต่ว่า ศาสนาที่มีอยู่จำนวนหนึ่งอาจก่อปัญหาให้กับภาครัฐมากกว่าบางอัน”
ลัทธิ “ธรรมกาย” คือความแปลกแยก ต้องทำลาย จริงหรือ?
ต่อข้อสันนิษฐานนี้ “ศ.ดร.ชัยวัฒน์” ไม่ฟันธง แต่ให้ข้อมูลในมุมมองวิชาการว่า หากเราอยู่ในธีมการฟื้นฟูศาสนา การแสดงออกของการฟื้นฟู แบบที่ไม่เข้ากับพุทธศาสนาที่ผู้มีอำนาจ หรือรัฐ ดูแล ให้ความเชื่อถือ หรือใช้อยู่ ซึ่งเขาอาจคิดว่าพุทธศาสนาในประเทศนี้ควรมีรูปลักษณ์ ความเชื่อ ความศรัทธา วัตรปฏิบัติ อยู่ในขอบเขตบางอย่าง หากเป็นอย่างอื่นที่นอกขอบเขต คือ ไม่ใช่ และรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนสภาพ
ที่ใครโยงว่า ธรรมกาย คือ ลัทธิแปลกแยกนั้น เป็นการใช้คำของฝ่ายที่จะโจมตีเขา หรือ ฝ่ายที่จะจัดการกับเขา แต่เรามองจากข้างนอก ไม่สามารถตอบได้ว่าเขาคือของแปลกแยก หรือ ไม่แปลกแยก ผมแค่บอกว่าเขาจะต่างจากพุทธศาสนากระแสหลัก ซึ่งรัฐอาจใช้กระบวนการบางอย่างเพื่อจัดการให้อยู่ในกรอบ ในร่องในรอย แบบที่รัฐต้องการด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาที่มีมานาน ดังนั้นกรณีที่แตกต่างจึงเป็นสิ่งที่ต้องจัดการอะไรบางอย่าง ให้อยู่ในกรอบและร่องรอยที่รัฐต้องการ
ถูกหรือไม่ ที่รัฐต้องใช้ไม้แข็ง ฝ่าดงมวลชน เพื่อจับตัว “องค์พ่อ”
กรณีที่ “เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย” ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าอยู่ในกระบวนการยักยอกทรัพย์ และไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย มุมนี้ “ผู้อำนวยการข่าวสารสันติภาพ” สะท้อนว่า เรื่องทางคดีต้องพิสูจน์ในศาลว่าทำผิด หรือ ทำถูกอย่างไร ขณะที่รัฐได้พยายามนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการทางศาลเพื่อตัดสิน แต่ในกระบวนการทางศาล, กฎหมาย และรัฐ ในมุมมองคือเครื่องมือแบบหนึ่งของการจัดการ ซึ่งเครื่องมือแบบนี้อาจทำให้มีปัญหากับประเด็นที่ละเอียดอ่อนกว่า คือ ความเชื่อ ความศรัทธาของคน ดังนั้นเมื่ออยู่ในภาวะที่สู้กับความเชื่อ รัฐต้องเดินอย่างระมัดระวัง เหมือนกับการเดินบนสะพานซึ่งแคบมาก หากไม่ระวัง หรือไม่เห็นว่าสำคัญ รัฐอาจถูกมองว่ากำลังดูหมิ่นดูแคลนความเชื่อ ความศรัทธาของคนได้
“เมื่อรัฐยึดว่าต้องจับกุมคนมาดำเนินคดี ต้องระวัง เพื่อไม่ให้กระบวนการนั้นแปลสภาพไปสู่โจทย์ใหม่ของปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ เพราะเรื่องนี้ถูกนำไปพันกับเรื่องอื่น หากเรานึกถึงเรื่องความปรองดอง ไม่ใช่แค่ปรองดองฝ่ายเหลือง หรือ ฝ่ายแดง แต่อาจเป็นความปรองดองระหว่างชาวพุทธซึ่งเชื่อคนละแบบ ดังนั้นการจัดการปัญหาคงต้องทำเพราะเรื่องนี้มีต้นทุน แต่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความไม่สมานฉันท์ระหว่างคน ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะจบยังไง แต่สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ความขัดแย้งเรื่องเดียว หากทำบางเรื่องได้ อาจเป็นแค่การระงับไว้ชั่วคราว แต่กลายเป็นความขัดแย้งแบบอื่น”
กับแนวทางคลี่คลายแบบสันติ เป็นเรื่อง “ยาก”
คำถามใหญ่ที่ถูกถามว่า เรื่อง “รัฐ” กับ “ธรรมกาย” จะจบแบบไหน เมื่อ 2 ฝ่ายล้วนมีกำลังจะจัดการแต่ละฝ่าย ปรากฏการณ์จะนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือไม่ มุมมองของ “นักวิชาการด้านสันติภาพ” ตอบแบบเร็วว่าแนวทางคลี่คลาย ด้วยสันติวิธีเป็นไปได้ยาก หากทำความเข้าใจต่อสันติวิธี ที่แปลว่า การจัดการปัญหาเชิงสังคม วัฒนธรรม การเมือง แต่เมื่อเรื่องก้าวไปสู่ประเด็นกฎหมาย ต้องจับกุม เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างแข็ง ดังนั้นกรณีใช้ไม้แข็งเพื่อจัดการกับของอ่อนเป็นสิ่งที่ลำบาก และอาจทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยากได้
“กระบวนการที่รัฐบาลทำ เชื่อว่าให้ความสำคัญพอสมควร แต่ไม่ง่ายที่จะสำเร็จ เพราะท่าที ความรู้สึก ความขัดแย้งในสังคมขณะนี้ คือ มองว่าธรรมกายเชื่อมโยงกับสีหนึ่ง หรือพรรคการเมือง หรือเชื่อมโยงกับบุคคลหนึ่ง ดังนั้นเขาจะเอาเรื่องเดิมที่เคยขัดแย้งมาทับบนเรื่องนี้ ทำให้เรื่องนี้แทนที่จะทำได้ง่าย กลับเป็นเรื่องยากขึ้น สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือจำแนกมิติความขัดแย้งที่ทับซ้อนออกจากกัน นั่นคือมุมคิดที่มองว่าเขาคือฝ่ายตรงข้าม ต้องทะเลาะกับเขา”
สำหรับประเด็นของ “มวลชน” ที่ยังเป็นป้อมปราการให้กับ“หลวงพ่อธัมมชโย” นั้น ในทัศนะของ“ศ.ดร.ชัยวัฒน์” เชื่อว่ารัฐมีกระบวนการแบบสันติวิธีที่จะทำได้ แต่อาจมีสิ่งที่สร้างความยุ่งยากซึ่งเหนือการควบคุม คือการใช้ประทุษวาจาตามสื่อออนไลน์ สื่อมวลชน และสื่อต่างๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดเห็นของคนในมุมศาสนา และศรัทธา
โจทย์ใหญ่ ไปไกลกว่า “องค์พ่อ” มอบตัว
มุมมองของสาธารณะที่อยากเห็นเรื่องธรรมกาย จบโดยไว มีข้อเสนอให้ “ธัมมชโย” มอบตัวและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่อาจไม่ใช่หนหาสงบศึกที่แท้จริง โดย “ศ.ดร.ชัยวัฒน์” อธิบายบนทฤษฎีความเชื่อพร้อมกับยกปรากฏการณ์กระแสฟื้นฟูศาสนา ประกอบว่าประเด็นฟื้นฟูศาสนา ที่เกี่ยวกับความเชื่อของคน แม้ธัมมชโยจะมีคนนับถือ แต่ถ้าธรรมกายประสบความสำเร็จด้านสร้างความเชื่อด้วยตัวเองได้จริง กรณีจะมีหรือไม่ไม่ธัมมชโย ก็อาจไม่มีผลต่อความเชื่อนั้น หรือมีบ้างแต่น้อย แต่หากธรรมกายล้มเหลวในการทำให้ทุกอย่างขึ้นกับธัมมชโยก็จะทำได้ง่าย
-------
ขนิษฐา เทพจร



