คอลัมนิสต์

เมื่อ “ธรรมกาย”  ถูกขยายจนไม่ “ธรรมดา” 

เมื่อ “ธรรมกาย”  ถูกขยายจนไม่ “ธรรมดา” 

24 ก.พ. 2560

ปัจจุบันเรื่องราวที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องของ “คดีอาญา” ปกติอีกต่อไป เพราะผูกโยงทั้งเรื่องการเมือง และเรื่องสิทธิมนุษยชน  ซึ่ง “ธรรมกาย” ก็เล่นเรื่องนี้อย่างเต็มที

 

          ปฏิบัติการปิดล้อมวัดพระธรรมกายเพื่อความหาตัว “พระธัมมชโย” ผ่านมาร่วม 10 วันแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหาตัวได้พบ และในขณะเดียวกันการทำงานและขอบข่ายของความขัดแย้งก็ขยายวงกว้างมากขึ้นไปเรื่อยๆ

          การใช้กฎหมายปกติก่อนหน้านี้เพื่อตามจับตัวไม่เป็นผล เพราะถูกมวลชนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีทั้งพระและฆราวาสสกัดกั้น นี่จึงเป็นที่มาของการใช้อำนาจตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ เข้าปฏิบัติการแบบพิเศษเพื่อให้สามารถเข้าค้นวัดพระธรรมกายซึ่งเชื่อว่าเป็นที่หลบซ่อนตัวได้

          แน่นอนว่าคำสั่งดังกล่าวย่อมกระทบสิทธิพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน แต่ทางรัฐเองก็กดดันไม่น้อยเมื่อผ่านไปวันแล้ววันเล่ากลับไม่บรรลุภารกิจเสียที และยิ่งใช้เวลามากขึ้นเรื่องนี้ก็จะถูกผูกโยงเข้ากับเรื่องอื่นมาขึ้นเรื่อยๆ

          ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจพื้นฐานเสียก่อนว่าปฏิบัติการครั้งนี้ เบื้องต้นมีขึ้นเพื่อตามหาและจับกุมตัว “พระธัมมชโย” จากความผิดฐานฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนสงสัยว่าเป็นการกระทำที่สมควรแก่เหตุหรือไม่ เพราะขณะนี้ภารกิจได้ล่วงล้ำไปสู่วงของสิทธิ และ ความเชื่อของบุคคล

          และเมื่อกลายเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลของฝ่ายไหนก็แน่นอนว่าย่อมถูกผูกโยงเข้าสู่เรื่องทางการเมืองอย่างแน่นอน

          ฝั่งผู้ที่นับถือ “ธรรมกาย” เชื่อว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง เพราะการที่ใช้มาตรา 44 เป็นธงนำในปฏิบัติการครั้งนี้ก็แน่นอนว่าเป็นไฟเขียวมาจาก “นายกรัฐมนตรี” อีกทั้งคำพูดในหลายๆครั้งของ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เองก็ยากที่จะมองเป็นอย่างอื่นว่าเขาคิดเช่นไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น

          และเมื่อ “ประยุทธ์”ถือธงนำเช่นนี้ แน่นอนว่ากลุ่มผู้สนับสนุนของเขาก็เฮละโลไปในทางเดียวกัน และกลุ่มผู้สนับสนุนเขาก็เป็นกลุ่มขั้วเดียวกับฟากฝั่งการเมือง

          รวมถึงผู้ที่ออกมาส่งเสียงหนุน โดยมากก็เป็นกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกับรัฐบาล รวมไปถึง “พุทธะอิสระ - พญาอินทรีแห่งแจ้งเวทีแจ้งวัฒนะ" เมื่อครั้งชุมนุมทางการเมือง ก็ประกาศตัวชนตรงๆ ยิ่งทำให้เรื่องนี้ถูกผูกโยงกับการเมืองมากยิ่งขึ้น

         ประกอบกับมีความพยายามผูกโยง “ธรรมกาย” เข้ากับกลุ่มการเมือง “ฟากฝั่งเพื่อไทย” และ “ทักษิณ ชินวัตร” ยิ่งทำให้เรื่องนี้ถูกลากลงไปสู่วังวนของการเมือง 

          และแน่นอนว่า “ธรรมกาย” เองก็ย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องนี้หลุดมือไปแน่ โดยมีการระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มากกว่าคดี แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองต้องการทำลายวัด และระบุว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมกำลังจัดการกับพวกเขา

          เรื่องจึงถูกเชื่อมเข้ากับระบอบการเมืองการปกครองอย่าง  “ประชาธิปไตย - เผด็จการ”   “รัฐบาล- เสื้อแดง” 

          สำทับด้วยมวลชนและนักการเมืองฝ่ายที่ใกล้ชิดพรรคเพื่อไทย ต่างก็ออกมายืนเคียงข้างวัดพระธรรมกายเช่น วัฒนา เมืองสุข  หรือ แม้แต่ กิตติรัตน์  ณ ระนอง ก็เลือกที่จะแสดงว่าตัวเองมีความใกล้ชิดพระสงฆ์ในวัดพระธรรมกาย

          นาทีนี้ เรื่องของ “ธรรมกาย” และ “ธัมมชโย” จึงไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อทางศาสนาอีกต่อไป

           นอกจากนี้  สิ่งที่ “ธรรมกาย” กำลังงัดออกมาสู้กับฝังรัฐ คือเรื่องความไม่ชอบธรรมของการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน จากการใช้กฎหมายพิเศษ  การเรียกร้องให้ยกเลิก มาตรา 44 จึงเกิดขึ้น

          การเรียกร้องของธรรมกายนั้นไม่เพียงแต่เรียกร้องในประเทศเท่านั้น หากแต่เรียกร้องไปยังนานาชาติ โดยทำป้าย หรือภาพเรียกร้องที่เป็นภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ 

          การเรียกร้องเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้น พวกเขาก็ยืนยันในหลักการข้างต้นว่า ผู้ที่เป็นผู้ต้องสงสัยคือ “พระธัมมชโย” เท่านั้น แต่สิ่งที่รัฐกำลังทำนั้น กลับไปกระทบสิทธิผู้อื่น เช่นลูกศิษย์วัด หรือพระในวัด การปิดทางเข้าออก การประกาศเขตพื้นทีควบคุม การส่งน้ำส่งอาหาร ล้วนถูกมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุทั้งสิ้น

           ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าจุดติดไม่น้อย เพราะ แม้แต่กรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยอย่าง “อังคณา นีละไพจิตร” ก็ออกมาระบุว่า  “มีสองเรื่องที่แยกกันคือเรื่องความมั่นคง ของรัฐ ส่วนประชาชนก็ต้องมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อาหารน้ำดื่มและความเชื่อความศรัทธา การที่เจ้าหน้าที่จะกดดัน ทำไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ  ซึ่งน่าจะมีทางออกร่วมกัน เช่นตรวจสอบสิ่งที่นำเข้าไปภายในวัด”

           “การข่าวของรัฐมีอะไรที่ผิดพลาดหรือไม่รัฐต้องการเพียงไม่กี่คน ไม่รู้ว่าอยู่ในนั้นจริงหรือไม่ ทุกวันนี้เหมือนการข่าวของรัฐยังไม่รู้ว่าอยู่ข้างในจริงหรือไม่ กลายเป็นการกระทบความเชื่อความศรัทธา ซึ่งเขาไม่มีความผิดอะไร” อังคณากล่าว

เมื่อ “ธรรมกาย”  ถูกขยายจนไม่ “ธรรมดา” 

           เช่นเดียวกับ  ”สุณัย ผาสุข"  ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย  ที่ระบุว่าการใช้มาตรา 44 เเปรียบได้กับการเขียนเช็คเปล่า ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดและความอ่อนไหวสูง​ ที่จะนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ

            “สุณัย”  กล่าวอีกว่า “ในกรณีของวัดธรรมกาย เป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการนับถือความเชื่อทางศาสนา เป็นสิทธิพื้นที่ฐานที่ไทยรับรอง ซึ่งรัฐบาลก็ต้องแสดงความชัดเจนว่าปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ได้ไปปิดกั้นความเชื่อ การนับถือศาสนา และไม่เกี่ยวข้องกับข่าวลือที่ต้องการล้มวัดธรรมกาย แต่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอาญาปกติ ซึ่งการใช้เครื่องมือที่ผิดก็อาจนำมาสู่ความวิตกกังวลดังกล่าวได้  ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการทำกฎหมายปกติ”

เมื่อ “ธรรมกาย”  ถูกขยายจนไม่ “ธรรมดา” 

           จึงน่าสนว่า ณ ปัจจุบันเรื่องราวที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องของ “คดีอาญา” ปกติอีกต่อไป เพราะผูกโยงทั้งเรื่องการเมือง และเรื่องสิทธิมนุษยชน  ซึ่ง “ธรรมกาย” ก็เล่นเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และนำเรื่องออกสู่เวทีโลก

           ล่าสุด “ธรรมกาย” ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับ “พระวีระธุ”  พระสงฆ์นักเคลื่อนไหวหัวรุนแรงในประเทศเมัียนมา ก็ได้เคลื่อนไหวร่วมกัน   โดยสื่อสื่อท้องถิ่นของเมียนมา รายงานว่าคณะพระสงฆ์กลุ่มพุทธชาตินิยมมะบะธะ ได้เตรียมจัดชุมนุมที่หน้าสถานทูตไทยในย่างกุ้ง เพื่อสนับสนุนวัดพระธรรมกาย

           ปมที่เกิดขึ้นจึงดูเหมือนจะยุ่งเหยิงและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ