
"ยึดทรัพย์“บุญทรง-ภูมิ”-ไม่ได้เสี้ยวความเสียหาย “จีทูจี”
หลังจากศาลปกครอง ยกคำร้อง ที่"บุญทรง" กับพวก ขอให้ทุเลาการบังคับคดีค่าเสียหาย"จีทูจี" กระบวนการบังคับคดีก็เริ่มต้น แล้ว.. "บุญทรง-ภูมิ" มี ทรัพย์สินแค่ไหน
เริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยกับคำสั่งของกระทรวงพาณิชย์ลงวันที่ 19 ก.ย.59 เรื่องให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น โดยให้บังคับคดีกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์, นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์, พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์,นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ,นายอัฐฐิติพงศ์ หรืออัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศและนายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ และอดีตผู้ช่วยเลขานุการ ในคณะทำงานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว
ล่าสุด ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งยกคำร้องนายบุญทรงและนายภูมิ ที่ขอทุเลาการบังคับคดีตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ จึงเป็นหน้าที่กรมบังคับคดีต้องดำเนินการทางปกครองต่อไป เพียงแต่รอกรมการค้าต่างประเทศสืบหาทรัพย์สินทั้งหมด ก่อนตั้งเรื่องให้กรมบังคับคดีดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินส่วนต่างๆนำมาขายทอดตลาดต่อไป
“บุญทรง-ภูมิ” มีจ่าย?
แต่เมื่อพลิกดูบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของ 2 อดีตรัฐมนตรี คือนายบุญทรงและนายภูมิ ที่ยื่นต่อป.ป.ช. มีดังนี้
นายบุญทรงและคู่สมรส ยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุด หลังพ้นตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อ 29มิ.ย.57 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 16,626,357 บาท และหากนับเฉพาะทรัพย์สินของนายบุญทรง พบว่า มีเงินสด 400,000 บาท เงินฝาก 138,479 บาท รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 1,840,000 บาท นาฬิกายี่ห้อ Patek 1 เรือน มูลค่า 450,000 บาท และนาฬิกา Rolex 1 เรือน มูลค่า 300,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของนายบุญทรงทั้งสิ้น 3,128,479 บาท
ในส่วนของนายภูมิและคู่สมรสยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. ครั้งล่าสุดหลังพ้นตำแหน่งครบ1ปี เมื่อ 26 ต.ค.56 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 41,486,116 บาท เมื่อนับเฉพาะทรัพย์สินนายภูมิ พบว่า มีเงินสด 800,000 บาท เงินฝาก 4,221,425 บาท เงินลงทุน 1,000,000 บาท ที่ดิน 14,050,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 5,600,000 บาท รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 5 คัน มูลค่า 2,180,000 บาท ,อาวุธปืน 13 กระบอก มูลค่า 440,000 บาท และนาฬิกาข้อมืออีก 4 เรือน มูลค่า 1,200,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของนายภูมิทั้งสิ้น29,491,425 บาท
ทว่าตัวเลขความเสียหายมูลค่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น นายบุญทรง ต้องรับผิดชอบ 1,770 ล้านบาท นายภูมิ 2,300 ล้านบาท และอีก 4 คนที่เหลือ คนละ 4,000 ล้านบาท แต่ละคนจะมีปัญญาชดใช้ได้แค่ไหนอย่างไร โดยเฉพาะนายบุญทรงและนายภูมิ ที่ตัวเลขในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อป.ป.ช. เรียกได้ว่า ยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของความเสียหายที่ต้องรับผิดชอบ จึงสร้างความสงสัยว่า จะทำอย่างไรถึงตามเช็คบิลได้ครบถ้วนตามมูลค่าที่ระบุ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายเรื่องนี้ว่า ความกังวลว่าทรัพย์สินของนายบุญทรงและนายภูมิ ที่เคยยื่นไว้กับป.ป.ช.ว่าจะไม่เพียงพอกับความเสียหายที่ต้องชดใช้นั้น ถือเป็นคนละเรื่อง บัญชีทรัพย์สินที่ยื่นกับป.ป.ช.นั้นเรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องดำเนินการยึดทรัพย์โดยกรมบังคับตดีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากเกิดกรณีที่กรมบังคับคดีพบว่าทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องมีไม่เพียงพอกับมูลค่าความเสียหายที่ต้องรับผิดชอบนั้น เรื่องดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการหรืออายุความ10ปี หมายความว่าภายในอายุความ กรมบังคับคดีค่อยๆ ยึดทรัพย์ไปเรื่อยๆ มีหรือพบเมื่อไหร่ก็ไปตามยึด ไม่มีก็หยุด และสืบหาต่อไป ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
ถึงขั้นต้องฟ้องล้มละลาย?
ทั้งนี้ นายวิษณุ ยังไขข้อสงสัยที่ว่า หากคดีพ้นอายุความ10ปีไปแล้ว แต่ทรัพย์สินที่ยึดได้ยังไม่เพียงพอกับความเสียหายที่ต้องรับผิดชอบ จะต้องฟ้องล้มละลายหรือไม่ว่า “ล้มละลายอาจจะเป็นอีกเรื่อง เรายังไม่พูดกันในเรื่องนั้น”
“ความเสียหายที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบนั้น มีสัดส่วนของใครของมันชัดเจนตามอำนาจหน้าที่ ไม่ได้เป็นการเฉลี่ยกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดไว้แล้ว ส่วนของนายบุญทรง เองก็ไม่ได้ต้องรับผิดชอบเป็นหมื่นล้านอย่างที่มีการพูดกัน และรัฐบาลก็ไม่ต้องเข้าไปดูอะไรในเรื่องนี้ ให้กรมบังคับคดีซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบไป เพราะเรื่องยึดทรัพย์เขาเป็นมืออาชีพ” นายวิษณุ ระบุ ทั้งยังชี้ให้เห็นช่องทางการใช้สิทธิและโอกาสในการขอทุเลาคำสั่งการบังคับตามคำสั่งเรียกค่าเสียหายว่า นายบุญทรงและนายภูมิเคยขอไปแล้ว ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำร้องไป แต่ก็ยังมีโอกาสยื่นใหม่อีกครั้ง
สำหรับรายละเอียดในกระบวนการบังคับคดี เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 57 ซึ่งอนุญาตให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาใช้โดยอนุโลม
ทั้งนี้ มาตรา 271 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคล ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ( เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
ดังนั้นกระบวนการบังคับคดีนายบุญทรงกับพวกรวม 6 คน ก็จะเริ่มจากโจทก์ ซึ่งได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ ยื่นตั้งเรื่องยึดอายัดทรัพย์ พร้อมวางค่าใช้จ่ายและส่งเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะยึด ซึ่งขั้นตอนนี้ทางฝ่ายโจทก์ต้องเป็นผู้ไปดำเนินการสืบทรัพย์ หาข้อมูลว่านายบุญทรงกับพวกทั้ง 6 รายมีทรัพย์สินรายการใดบ้าง และต้องมีการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หากเป็นโฉนดที่ดินต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานที่ดิน เป็นต้น มาประกอบการพิจารณา
จากนั้น เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีจะพิจารณาคำขอยึดทรัพย์ แล้วจะรายงานต่อศาลเพื่อขออนุญาตขายทรัพย์ ซึ่งจะเข้าไปสู่ขั้นตอนการขายทอดตลาด แต่หากรายการทรัพย์สินของนายบุญทรงกับพวกทั้ง 6 รายไม่เพียงพอต่อมูลค่าหนี้ที่ต้องชำระ ทางกรมบังคับคดีก็จะรายงานต่อศาลว่ามูลค่าทรัพย์ไม่เพียงพอกับมูลค่าหนี้ เพื่อให้โจทก์พิจารณาว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ทั้งนี้ การบังคับคดีต้องดำเนินการภายในอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ชดใช้เงิน
ส่วนคนที่ต้องหนาว !!รายต่อไปก็คือ“ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” ที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา โดยฟ้องร้อง นายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 4 คน กรณีขอให้เพิกถอนคำสั่ง ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าเสียหาย จากเหตุขณะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่ จนทำให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย โดยศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว และทำการไต่สวนเพื่อนำข้อมูลไปพิจารณาว่าจะกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา คือระงับคำสั่งที่่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายมูลค่า 35,717 ล้านบาท ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตามที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นขอหรือไม่ เนื่องจากรูปคดีคล้ายกับคดีของนายบุญทรงกับพวก แม้ว่าทนายความของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ จะบอกว่า การไต่สวนของแต่ละคดีอาจมีข้อเท็จจริงที่นำเสนอแตกต่างกัน ผลคำสั่งจึงอาจจะยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นผลเช่นเดียวกับคดีนายบุญทรงกับพวก ก็ตาม



