คอลัมนิสต์

“ เอนก"  เชื่อ  ปรองดองใกล้สำเร็จ

“ เอนก" เชื่อ ปรองดองใกล้สำเร็จ

12 ก.พ. 2560

“ เอนก" เชื่อ ปรองดองใกล้สำเร็จ หวัง เห็นรัฐบาลผสมขนาดใหญ่

 

         “ผมถือหลักว่า การทำเรื่องปรองดอง ถ้ามีโอกาสก็ต้องเข้าไปทำ เพราะทำมาตั้งแต่ต้น2ปีกว่าแล้ว เมื่อมีโอกาสได้เข้าไปทำก็ถือว่าดี ส่วนจะทำได้แค่ไหนอย่างไร ก็ต้องทำไปดูไป แต่ที่สำคัญทุกฝ่ายต้องให้โอกาสกับความปรองดอง ให้โอกาสกับความสงบ สันติสุขของบ้านเมือง ที่ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความยุ่งเหยิงทางการเมืองและการเข้ามาใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ปี2557ซึ่งบ้านเมืองไร้ความสงบสันติสุข เกิดความร้าวฉานเกิดความแตกแยก แตกหัก”

         เป็นคำกล่าวของศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิการบดีวิทยาลัยรัฐกิจมหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)กับ" สำนักข่าวเนชั่น" ถึง การตัดสินใจเข้าร่วมการทำงาน เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการย่อยในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.)ครั้งนี้ว่า ผมใช้เวลาตัดสินใจประมาณอาทิตย์หนึ่งก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อ รองศาสตราจารย์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ)เป็นคนโทรศัพท์มาหาผม บอกว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้มาช่วย

         “คงจำได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านได้ตรัสไว้แล้วว่า ปรารถนาที่จะเห็นบ้านเมือง กลับสู่ความสงบสันติ และการที่คสช.เข้ามากุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เพราะว่าบ้านเมืองร้าวฉาน และสิ่งที่จะบ่งบอกถึงความสำเร็จของคสช. อยู่ที่ว่าทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ สันติสุข ปรองดองสามัคคีได้แค่ไหน แต่ผมคิดว่าเขาคงพยายามที่จะทำ ต้องมองในแง่ดีเอาไว้ด้วย”

          ส่วนการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูเรื่องการปรองดองจะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่เพราะที่ผ่านมาเคยตั้งมาหลายชุดแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จนั้น  อาจารย์เอนก กล่าวว่า ผมคิดว่าถ้าไม่สุดท้ายก็คงใกล้ๆจะสุดท้าย ( กล่าวพร้อมหัวเราะ ) ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้นเพราะผมทำงานนี้มา ได้คุยกับคน2ฝ่าย3ฝ่าย ที่ขัดแย้งกัน ก็คิดว่าเวลาที่ผ่านไป2-3ปีได้สมานแผลไประดับหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ทุกคนก็กลายมาเป็นผู้ที่เดือดร้อนกันถ้วนหน้า เดือดร้อนก็คือ บางคนได้เข้าไปอยู่ในคุกแล้ว บางคนก็กำลังจะเข้าไปอยู่ในคุก บางคนก็กำลังถูกดำเนินคดีในศาลที่จะฟ้องร้องสู่ศาล บางคนรอ การพักโทษ บางคนก็รอการ อภัยโทษ เพราะฉะนั้นก็เปลี่ยนจากที่เคยเป็นคู่ขัดแย้ง คู่ต่อสู้ มากลายเป็นผู้ที่ร่วมอยู่ในทุกข์ด้วยกัน ย่อมปรารถนาที่จะเห็นสิ่งที่ตัวเองได้รับการอภัยโทษ รับการลดหย่อนโทษ ได้รับการนิรโทษ และทุกคนก็พร้อมที่จะเริ่มต้นกันใหม่ และจะไม่กลับไปสู่ความขัดแย้ง ความแตกแยกอีก

          ประเด็นนี้ก็มาบวกกับข้อแรกที่ว่า เวลาผ่านไปแล้วเยอะ สมานแผลไประดับหนึ่งแล้ว นอกจากนี้คนทั้งสองฝ่ายได้มาทำงานร่วมกันไประดับหนึ่ง ไม่ว่าจะผ่านคณะทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง หรือผ่านคณะกรรมการที่มี พล.ท.บุญธรรม โอฤทธิ์ เป็นรองประธานศูนย์ซึ่งเป็นมือทำงาน รวมทั้งที่ผมได้ไปเรียนหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข (4ส.) ของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ก็ได้ทำงานร่วมกันมา ก็ได้รู้ได้เห็นได้เข้าใจกัน ผมจึงคิดว่าอยู่ในวิสัยที่เป็นเพื่อน เป็นมิตรกันได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าถ้าคราวนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ก็คงใกล้จะสุดท้ายแล้ว

          ส่วนคนที่เป็นคู่ขัดแย้งหรือคู่ต่อสู้ทางการเมือง เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งนั้น  ดร.เอนก กล่าวว่า ผมคิดว่าเป็นส่วนที่เวลายาวนานกว่านี้ จะเปิดโอกาสให้เขาได้คิดและทบทวนกัน แต่ ณ เวลานี้ก็เป็นธรรมชาติที่เขาจะยังมีอะไรที่เขาสงวนเอาไว้ ว่าเขาไม่ได้ขัดแย้ง เขาไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง เขาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ต่างฝ่ายก็คิดว่าตัวเองต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แต่ก็มีอะไรที่ร่วมๆกันอยู่ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็มีความรู้สึกว่าที่ผ่านมามันแรงไป ทำเกินเหตุไปบ้างหรือทำเกินเหตุไปมาก ผมจึงคิดว่าเรื่องนี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนมาเริ่มต้นปรองดองครั้งใหญ่ แล้วค่อยๆให้เวลาสมานแผลเพิ่มไปอีก

         ส่วนที่หลายคนก็ตั้งข้อสังเกตว่า บางคน บางกลุ่ม ไม่ได้คิดที่จะปรองดองอย่างแท้จริง แต่ยอมๆไปทั้งที่ข้างในยังคุกรุ่นอยู่นั้น ศาสตราจารย์ ดร.เอนก มองว่า ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นธรรมดาของความสามัคคี ไม่ว่าที่ไหนในโลกนี้ ที่ลำดับความสามัคคีจะลึกขึ้นๆเป็นลำดับ ก็ไม่ควรคิดที่จะทำรอบเดียวให้จบ หรือว่าทำครั้งเดียวแล้วจะต้องจบ ถ้ามันเกิดความเป็นธรรมขึ้นในอนาคต โดยที่ทุกฝ่ายรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น ก็คงจะยิ่งทำให้กลมกลืนและกลมเกลียวกันมากขึ้น แต่อย่าไปคิดว่าจะเห็นร่วมกันหมด เพราะเป็นไปไม่ได้ สังคมเราเป็นสังคมสมัยใหม่ที่เปิดโอกาสให้คน ได้แย้ง ได้ถก ได้ประชันขันแข่งกัน ก็ต้องมีความแตกต่างอยู่ไปเรื่อยๆ ต้องใช้เวลา

        “อย่างบาดแผลจากกรณีจากในอดีต เช่น14ตุลาคม2516กว่าที่คนจะเริ่มรู้สึกว่าลดลงไปมาก หรือหายไปแล้ว หรือกลายอารมณ์เป็นอย่างอื่นไปแล้ว ก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปี หรือบาดแผลจาก6ตุลาคม2519ตอนนี้บางคนก็ยังรู้สึกกว่ามีแผลเป็นอยู่ แต่สำหรับคนทั่วไปเวลาทำให้สามารถที่จะเยียยาได้ ก็เป็นเรื่องปกติ เราไม่ควรจะใช้ท่าทีที่อยากจะเห็นผลอะไรในเวลาอันรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการมาคุยเรื่องความแตกแยกร้าวฉาน ก็ต้องใช้เวลา”

         ส่วนปัจจัยที่จะนำไปสู่ความปรองดองได้สำเร็จ หรืออุปสรรคที่ทำให้ไม่สำเร็จนั้น ศาสตราจารย์ ดร.เอนก เห็นว่า ผมก็ยังอยากจะคิดว่าทำเป็นระยะ ทำเป็นเฟสไป แล้วสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเห็น คือ พรรคการเมือง 2พรรค 3พรรค 2ฝ่าย 3ฝ่าย เข้ามาเป็นผู้นำที่จะพาสังคม มาจับมือกันมาปรองดองกันแก้ปัญหาเรื่องความร้าวฉาน ความแตกแยกนี้ด้วย ไม่อยากให้เป็นเรื่องของ คสช.อย่างเดียว สังคมที่แม้ว่าจะแตกต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ และในระยะแรกๆผมยังอยากที่จะเห็นพรรคการเมือง เข้ามาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ก็รู้ว่าทำยากแต่ก็ยังอยากที่จะเห็นทำกัน เพื่อจะให้ บ้านเมืองยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้นที่จะปรองดองกัน

         “ที่ผมอยากเห็น คือ เป็นรัฐบาลผสมขนาดใหญ่ เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตั้งรัฐบาลแต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน บรรยากาศที่จะเริ่มปรองดองกันได้ ก็จะขัดแย้งกันอีก ฉะนั้นผมคิดว่าเราจะต้องลดความจำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายค้านลงไป ให้มาร่วมกันเป็นฝ่ายรัฐบาลให้มากที่สุด ให้แผลที่เริ่มรักษาแล้วเป็นแผลที่ติดให้ได้ หากลดฝ่ายค้านแต่ไม่มีฝ่ายตรวจสอบก็ไม่เป็นไร เพราะมีฝ่ายตรวจสอบอยู่เต็มไปหมด และตรวจสอบๆได้ดีกว่าฝ่ายค้านด้วย ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.),คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ( ปปท.), ศาลปกครอง ,ศาลรัฐธรรมนูญ , สื่อมวลชน , สื่อสังคม ผมคิดว่าถ้าเราอยากปรองดองต้องมีจินตนาการใหม่บ้าง ต้องมีโลกทัศน์ใหม่ มีกระบวนทัศน์ใหม่”

         เป็นอีกมุมมองหนึ่งของผู้ที่เคยศึกษาเรื่องปรองดอง และยินดีที่จะให้นำรายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างความปรองดองไปปรับใช้ ทั้งนี้สังคมต้องไม่ลืมว่าครั้งใดที่การเมือง มีความขัดแย้งหรือนองเลือด สิ่งแรกๆที่คนในสังคมมักพูดถึง คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ความจริงแล้วปัญหาการเมืองไทยไม่ใช่รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ยังมีเรื่อง “ความปรองดอง” ซึ่งมาถึงจุดที่เป็นพิธีกรรมที่ สังคมจะยอมรับได้หรือไม่ และอยู่ที่การตีโจทก์ของรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งจะตัดสินใจ เดินไปในแนวทางไหน เพราะจุดยืนของแต่ละภาคส่วนไม่มีทางผิดเพี้ยนไปจากเดิม