คอลัมนิสต์

มุมมองพรรค ต่อการสร้าง “ความปรองดอง” ของ คสช.

มุมมองพรรค ต่อการสร้าง “ความปรองดอง” ของ คสช.

12 ก.พ. 2560

“นักการเมือง” คือปัจจัยสำคัญที่จะชี้ว่าประเทศไทยจะไปถึง "ความปรองดอง" ได้หรือไม่ มาตรา 44 หรือกฎหมายใดก็ไม่สามารถบังคับได้ หากพวกไม่สมัครใจ

 

           ในการสร้างความสามัคคีปรองดองในชาติ “นักการเมือง” คือปัจจัยสำคัญที่จะชี้ว่าประเทศไทยจะไปถึงเป้าหมายนี้ได้หรือไม่ มาตรา 44 หรือกฎหมายใดก็ไม่สามารถบังคับได้ หากพวกเขาไม่สมัครใจ

           การที่รัฐบาล คสช. ขยับเรื่องปรองดองอีกครั้งผ่านกลไก ป.ย.ป. หรือ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง จะประสบความสำเร็จหรือไม่ นักการเมืองจากพรรคต่างๆมีมุมมองอย่างไร

           สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล  ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มองว่าตอนนี้ถือเป็นความหวังของคนทั้งชาติ เพราะทันทีที่รัฐบาล และ คสช. ประกาศเรื่องความปรองดองและพร้อมเดินหน้า ประชาชนทุกคนได้ตั้งความหวัง เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไปไม่ได้

           อย่างไรก็ตามการสร้างความปรองดองในยุคนี้ ไม่ใช่มีแค่ 2 ฝ่าย ตามที่หลายฝ่ายเข้าใจว่าเป็นความขัดแย้ง คือ ระหว่างฝ่ายที่เอาทักษิณ กับฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณ เพราะข้อเท็จจริงยังมีภาคประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

           “การสร้างความปรองดองให้เกิดได้ อย่าลืมมองกลุ่มอื่นๆ ด้วย ผมมองว่าตรงนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ต้องระวัง อย่ามุ่งเป้าไปเพียงแค่คู่ขัดแย้ง 2 ฝ่ายเท่านั้น”

           เมื่อการสร้างความปรองดองในยุค คสช. ถูกมองว่าเป็นความหวังของพื้นฐานที่จะต่อยอดการปฏิรูป นายสมศักดิ์ มองว่ามีวิธีตอบโจทย์สำคัญ คือ นำผลการศึกษาแนวทางสร้างปรองดองของคณะกรรมการชุดต่างๆในอดีต  ซึ่งเป็นรายงานที่หลายฝ่ายช่วยกันทำ จนตกผลึกทางความคิดมาใช้ ขณะเดียวกันต้องฟังความเห็นของประชาชนคู่ขนานร่วมด้วย

           “หากมองข้อเสนอที่ผ่านมามีเฉพาะมุมเยียวยา มุมการค้นหาความจริง และ มุมของการให้อภัยเท่านั้น ต้องถามว่าประชาชน ฐานะเจ้าของประเทศ  ซึ่งเขาไม่ได้อะไร เขายอมหรือไม่ ดังนั้นผมจึงอยากให้มองหลักกว้าง ตามที่ท่านบรรหาร (ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย) เคยพูดไว้ คือ 1.หลักนิติธรรม2.หลักคุณธรรม 3. หลักของการมีส่วนร่วม 4.หลักของการให้อภัย และ 5.กระบวนการมีส่วนร่วม”

           กรณีที่รัฐบาล เตรียมเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายร่วมแสดงความเห็นในเรื่องปรองดอง นายสมศักดิ์ มองว่า เดินทางถูกทางแล้ว แต่หัวใจสำคัญที่สุด คือ เมื่อรับฟังแล้วต้องนำไปปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม ยึดหลักนิติธรรม  

           “ต้องแยกให้ออกว่าความปรองดองกับความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นคนละประเด็นกัน ส่วนตัวมองด้วยว่าหากการปรองดองสามารถทำสำเร็จได้ การเมืองหลังจากนี้จะดีขึ้น เพราะขณะนี้มีประเด็นที่ห่วงใย คือ ปรองดองไม่ได้ การเลือกตั้งก็ไม่เกิดประโยชน์  ดังนั้นต้องปรองดองให้ได้ก่อน เพื่อนำไปสู่กระบวนการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลง คือ การเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลใหม่ และขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง”

            มุมมองพรรค ต่อการสร้าง “ความปรองดอง” ของ คสช.

          สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา แสดงความเห็นไว้ว่า สนับสนุนและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลเดินหน้าสร้างความปรองดองให้สำเร็จ เพราะประเด็นของความขัดแย้ง และแตกแยกในสังคมถือเป็นฝันร้ายของคนไทย เพราะมีผลต่อความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศเสียโอกาสที่ดี ส่วนประเด็นของการสร้างความปรองดองนั้น ต้องให้ภาคการเมืองที่เป็นปัจจัยหลักของปัญหาขัดแย้งเข้าร่วมมือต่อการปรึกษาหรือ และให้ความเห็นตามประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์

           “วิธีการปรองดองที่จะเกิดความสำเร็จได้จริง คือ ทุกฝ่ายต้องเสียสละ ยอมถอยกันบ้าง เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าต่อไป ยิ่งพวกเราร่วมมือส่งสัญญาณที่ดี จะทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีกับเศรษฐกิจ ทั้งความเชื่อมั่น การลงทุนต่างๆ และหากสามารถทำเรื่องปรองดองให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้ง จะทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบร้อย ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมถึงต่างประเทศด้วย และรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งจะมีความชอบธรรม ได้รับการยอมรับ สามารถบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนได้”

           ขณะที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ถ้าอยากให้ความปรองดองเกิด และชีวิตของคนไทยดีขึ้น สังคมไทยต้องช่วยกันผลักดันและทำ 2 สิ่งต่อไปนี้ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ประการแรก สังคมต้องพร้อมกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยพลัน เพราะความเป็นประชาธิปไตยคือหลักประกันสำคัญที่จะสร้างการยอมรับให้สังคมที่มีความแตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและสันติ

           ประการที่สอง ต้องยึดหลักนิติธรรมเป็นเสาค้ำการอยู่ร่วมกันภายในสังคม ที่สำคัญต้องให้หลักประกันที่จะอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ไม่มีอภิสิทธิ์ชน ไม่มีสองมาตรฐาน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันที่ยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

           “ตราบใดที่คนในสังคมไม่มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรม ย่อมยากที่จะทำให้ความสามัคคีปรองดองบังเกิดขึ้น ตามคำกล่าวที่ว่า หากความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีย่อมไม่เกิดขึ้น”

           ด้านพรรคประชาธิปัตย์ “นิพิฏ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า เรื่องของการปรองดอง เป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้การสนับสนุน ส่วนการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เราต้องหาทางออกว่าจะทำอย่างไรเราจะอยู่ในสังคมร่วมกันได้โดยไม่ใช่ความรุนแรง แม้จะมีความเห็นที่ต่างกัน

           “จะต้องทำความเห็นร่วมกันใน 3 เรื่อง เรื่องแรกคือความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” มีหลักการอย่างไร ที่ผ่านมาเราพบว่าคนส่วนหนึ่งไม่เข้าใจในคำๆนี้ เลยทะเลาะกันเถียงถึงความหมายของหลักการ ซึ่งเราต้อทำให้คนในสังคมมีความเข้าในในหลักของคำนี้อย่างใกล้เคียงกัน สองคือ หลักของความยุติธรรม ต้องเข้าใจหลักการในเรื่องนี้ก่อน แล้วมาหากันว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีดำเนินการ 2 มาตรฐานอย่างที่มีการกล่าวหาหรือไม่ และเรื่องสุดท้ายคือหลักของเสียงข้างมาก ที่ก่อนหน้านั้นกลุ่มเสียงข้างมากได้ใช้อำนาจผลักดันกฎหมายต่างๆโดยอ้างว่าประชาชนเลือกมาสามารถทำได้ อีกฝ่ายก็แย้งว่าเสียงข้างมากใช่ว่าจะทำได้ทุกเรื่อง จนประชาชนไม่ยอมก่อเกิดเป็นการชุมนุมต่อต้าน”

           “การนิรโทษกรรมก็เป็นหนึ่งในกระบวนการปรองดอง แต่เป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่ว่าที่ผ่านมามีปัญหาเพราะเราหยิบเรื่องนี้มาเป็นอันดับแรก”

            มุมมองพรรค ต่อการสร้าง “ความปรองดอง” ของ คสช.

           ส่วน “องอาจ คล้ามไพบูลย์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าแนวทางการดำเนินงานปรองดองตอนนี้ ควรให้คณะกรรมการ ป.ย.ป. เป็นเจ้าภาพหลักไปเลย เพราะที่ผ่านมา มีหลายหน่วยงานทำทั้ง สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภานิติญัติแห่งชาติ จนเกิดความสับสน และเกิดความเห็นด้วยไม่เห็นด้วยตั้งแต่ขั้นตอนการนำเสนอ ทำให้โอกาสที่จะทำงานสำเร็จเป็นไปได้ยาก

           “แนวคิดของพรรคในการปรองดองก็คือควรที่จะมองไปข้างหน้า เอาเหตุการณ์ความผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียน สรุปวิเคราะห์ออกมาเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีกในอนาคต และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือคดีความต่างๆ ก็ต้องให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมด้วย สำหรับเรื่องการนิรโทษกรรมนั้น แม้เป็นหนึ่งในวิธีการปรองดอง แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาพูด”