
เสียงที่อยากให้เข้าหู นายกฯตู่ ในวันที่คอร์รัปชั่นไทยดิ่งเหว
"การที่คะแนนโปร่งใสของไทยลดลง เป็นเพราะภาพลักษณ์หรือความจริงที่แย่ลง" เป็นข้อสังเกตของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ
พลันที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ประกาศผลการจัดอันดับความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และปัญหาการทุจริตของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ปรากฎว่า ดัชนีการรับรู้ด้านคอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index : CPI) ปี 2559 ของประเทศไทย อยู่ที่ 35 จาก 100 คะแนน แขวนอยู่ในลำดับที่ 101 จากทั้งหมด 176 ประเทศทั่วโลก นับว่าทั้งคะแนนและอันดับที่ได้ครั้งนี้ หล่นวูบกว่าปี 2558 ที่ได้ 38 คะแนน อยู่ในอันดับ 76 จากทั้งหมด 168 ประเทศที่มีการจัดอันดับ
ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า สถานการณ์คอร์รัปชั่นในประเทศไทย ภายใต้การนำรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคสช. นั้นกำลังมีปัญหา เผชิญกับคำถามและความท้าทายสำคัญอย่างเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาใหญ่ระดับชาติที่เรื้อรังมานาน มีแนวโน้มดิ่งลงๆ เรื่อย ถึงเวลาของชุมชนที่รวบรวมมันสมองของประเทศ ทั้ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นำโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ต้องออกโรงเพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหา และแน่นอน ดร.สมเกียรติ คงหวังด้วยว่า สิ่งที่นำมาถ่ายทอดนั้นจะเข้าหู นายกฯ ที่ชื่อ“ตู่” ในที่สุด
ผลงานรัฐบาล แรงต้น แผ่วปลาย
ดร.สมเกียรติ กล่าวในการบรรยายหัวข้อ “ปัญหาและทางออกกรณีดัชนีการรับรู้ด้านคอร์รัปชัน (CPI)ของไทย” ระบุว่า คะแนน CPI เป็นเรื่องการรับรู้ภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น การต่อต้านคอร์รัปชั่นและความโปร่งใสนั้น ภาพลักษณ์สำคัญไม่แพ้กว่าความจริง ตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางปี 2557 จะเห็นว่าคะแนน CPI เพิ่มขึ้นและคงอยู่ในระดับนั้นจนปี 2558 แต่คะแนนปี 2559 ที่ประกาศเมื่อไม่นานนี้ ก็ตกอย่างที่เห็น แสดงว่ารัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในช่วงแรก สร้างภาพลักษณ์การรับรู้เรื่องความโปร่งใสเพิ่มขึ้น ด้วยผลงานหลายเรื่อง แต่ล่าสุด สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าในสายตาต่างประเทศที่เคยยกระดับไทยให้มีความโปร่งใสเพิ่มขึ้น แต่พอบริหารประเทศมา 2-3 ปี ก็ตกสู่จุดตั้งต้นเดิม
ภาพลักษณ์ หรือ ความจริง ที่แย่ลง??
การที่ประเทศไทยคะแนนแย่ลง เป็นเพราะภาพลักษณ์หรือความจริงที่แย่ลงนั้น 2เรื่องนี้ วัดยากมากเพราะคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ เป็นแค่เรื่องที่รู้กันโดยทั่วไป จึงต้องวัดโดยความรับรู้หรือความรู้สึก ซึ่งองค์กรเพื่อความโปร่งใสฯ ก็ประสบความยากลำบากนี้ จึงพัฒนาวิธีการวัดความรับรู้ด้านคอร์รัปชั่นมาต่อเนื่อง การมีคอร์รัปชั่นมากหรือน้อยในแต่ละประเทศเป็นเรื่องความรับรู้ เลยใช้วิธีเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งหมด 13 แหล่ง แล้วเอามาเฉลี่ยกัน แต่ประเทศไทยใช้ข้อมูล 9 จาก 13 แหล่งข้อมูล คะแนนจากแต่ละประเภทก็จะเปลี่ยนตามแหล่งข้อมูล ดังนั้น การเปรียบเทียบกับแต่ละประเทศก็ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานเดียวกันจริงๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าทำไมใช้วิธีนี้ เพราะการเก็บข้อมูลแต่ละประเทศทำได้ไม่เท่ากัน และวิธีการเฉลี่ยก็ไม่ทำให้คะแนนแกว่งมากเกินไป เอาความเห็นคนจำนวนมาก ดีกว่าเอาความเห็นจากแหล่งเดียว วิธีคิดเขาเป็นแบบนี้ซึ่งยอมรับได้
ความหลากหลายด้านประชาธิปไตย ตัวแปร ทำคะแนนทิ้งดิ่ง
ความหลากหลายด้านประชาธิปไตย เป็นแหล่งข้อมูลใหม่ที่เพิ่งนำมาใช้ประเมินประเทศไทยครั้งนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งไทยได้เพียง 24 คะแนน ถือว่าค่อนข้างแย่ จนทำให้ฉุดคะแนนในภาพรวมทั้งหมด สิ่งที่น่าสังเกตคือการใช้เกณฑ์ประเมินเรื่องความหลากหลายด้านประชาธิปไตยเข้ามานั้น ให้ผลต่างจากการวัดด้วยแหล่งข้อมูลเดิมที่เคยใช้อย่างมาก อาจตั้งข้อสังเกตว่า การวัดถูกต้องหรือไม่ เพราะคะแนนส่วนนี้ของไทยต่ำกว่าเมียนมาด้วยซ้ำ
“ความหลากหลายด้านประชาธิปไตย ที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสฯ นำมาใช้ประเมินเรื่องความโปร่งใสและคอร์รัปชั่นนั้น ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตย เป็นเรื่องคอรรัปชั่นล้วนๆ คือ มีคอร์รัปชั่นมากหรือน้อยในกระบวนการบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แล้วถ้าเราไม่คิดว่าความหลากหลายด้านประชาธิปไตยวัดได้เที่ยงตรง เพราะเป็นตัวประเมินใหม่ ไม่มีตัวชี้วัดย้อนหลัง สมมติเราตัดตัวนี้ออกไป คะแนนจะออกมาว่า ประเทศไทยครั้งล่าสุดนี้จะได้ประมาณ 36 คะแนน อันดับที่ 95 แปลว่า อาจจะไม่ได้แย่เท่าที่ถูกมองด้วยความหลากหลายด้านประชาธิปไตย แต่ข้อสรุปไม่เปลี่ยนคือ ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยโปร่งใสมากกว่าอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ไม่ได้แย่ลงอย่างที่ดูด้วยคะแนนที่ออกมา ซึ่งรวมเอาเกณฑ์ความหลากหลายด้านประชาธิปไตยเข้ามาแล้ว”
ประชาธิปไตย หนุน เมียนมา คะแนนดีกว่าไทย
การวัดความหลากหลายด้านประชาธิปไตยของเมียนมา คะแนนดีกว่าไทย ซึ่งองค์กรเพื่อความโปร่งใสฯ อธิบายว่า เป็นเพราะเมื่อเดือนมี.ค.2559 รัฐบาลอองซาน ซูจี ชนะเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจ พูดง่ายๆ แค่เป็นประชาธิปไตย แล้วประกาศจะปราบคอร์รัปชั่น คะแนก็ดีกว่าไทยเลย ทั้งที่ผลลดน้อยหรือมากขึ้นขนาดไหนยังไม่น่าจับต้องได้ ก็จะกลับไปเรื่องที่ว่าคอร์รัปชั่นถูกลากเข้ามาเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันถูกทำให้เป็นประเด็นการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว
ยอมรับความจริง ทำไมไทย โงหัวไม่ขึ้น
องค์กรเพื่อความโปร่งใสฯ บอกถึงเหตุผลว่า ทำไมไทยถึงได้คะแนนต่ำลง เพราะว่า 1.มีปัญหาจากการที่รัฐบาลเข้าไปปราบปราม ปิดกั้นการแสดงความเห็น การไม่มีหน่วยงานอิสระเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล รวมถึงเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่บอกว่าให้ความสำคัญกับการต้านคอร์รัปชั่น แต่ก็ยังมีปัญหาคือฝ่ายค้านถูกปิดกั้นทางความคิดเห็น และประชาชนส่วนหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลถูกจบกุมกักขัง ถ้าย้อนดูคะแนนที่ได้ จะเห็นว่าอาจเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะคะแนนที่ตกคือความหลากหลายด้านประชาธิปไตยเป็นส่วนใหญ่ คือจะดูว่าประเทศเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเขาจะบอกว่าเราไม่เป็นก็ถูกต้อง แต่มีอีกส่วนที่ใช้ประเมินคือ มีคอร์รัปชั่นในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ขนาดไหน ส่วนนี้ไม่ได้สะท้อนโดยตรงกับสิ่งที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสฯ อธิบาย พูดง่ายๆคือ ความจริงอาจไม่ได้แย่เหมือนต่างชาติมอง เรื่องคอร์รัปชั่น ถึงไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าเป็นภาพลักษณ์ ก็มีความเสียหายเกิดขึ้นได้
แล้วถ้าภาพลักษณ์ไปเชื่อมโยงประชาธิปไตย แล้วคนประเมินเห็นว่าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมีคอร์รัปชั่นได้มากกว่าเพราไม่มีองค์กรมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ คะแนนก็ตก ภาพลักษณ์ก็ลดลงได้ ทั้งที่ความจริงคอร์รัปชั่นไม่ลดหรือเพิ่มขึ้นเลยก็ตาม
อยากขึ้นแท่น ประเทศพัฒนา ต้องได้อย่างน้อย 40 คะแนน
เท่าที่ได้ศึกษาไม่มีประเทศใดที่จะเป็นประเทศที่พัฒนาไปได้ ถ้าคะแนน CPI ต่ำกว่า 40 คะแนน ดูอย่าง สิงคโปร์ คะแนนอยู่ที่ 80-90 มาโดยตลอด เกาหลีใต้ ไต้หวัน ช่วงแรกประมาณ 40 คะแนน และแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนประเทศไทยในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ยังไม่เคยได้สูงถึง 40 คะแนน ถ้ายังได้แบบที่เป็นอยู่ ต่อให้ตัดแหล่งข้อมูลบางตัวที่ใช้ประเมินออกไป เพราะเราคิดว่ามันไม่ถูก เราก็ยังไม่ถึงระดับที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ดี การจะเป็นประเทศที่พัฒนา รัฐบาลจะมีนโยบายต่างๆออกมา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เอกชน แต่ถ้าความโปร่งใสในประเทศต่ำ รัฐบาลจะมีข้อจำกัดมากในการใช้เครื่องมือช่วยเอกชน ถ้าเข้าไปช่วยจะถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่น การที่คะแนนของไทยไม่สูง ทำให้ข้อจำกัดของรัฐในการยกระดับประเทศต่ำไปด้วย ถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศที่ได้ต่ำกว่า 40 คะแนน ยากจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
ทำไม สิงคโปร์ คอร์รัปชั่นน้อย ทั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ไม่มีประเทศไหนที่จะมีความโปร่งใส คอร์รัปชั่นน้อยได้โดยไม่เป็นประชาธิปไตย มีประเทศประชาธิปไตยจำนวนมาก ที่มีคอร์รัปชั่นมาก เพราะระบบตรวจสอบไม่ดี มีประเทศประชาธิปไตยอีกส่วนที่คอร์รัปชั่นน้อย เพราะการตรวจสอบดี แต่ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั้นยากมากที่จะเห็นระดับคอร์รัปชั่นลดน้อยลง จะมีก็เช่น สิงคโปร์ ที่เรารู้ว่าต่อให้มีการเลือกตั้งก็ไม่ได้เสรี เป็นธรรมจริงๆ แต่ด้วยปัจจัยพิเศษคือผู้นำเอาจริงในการปราบคอร์รัปชั่น
3 เรื่อง ที่ผู้นำรัฐบาลไทยต้องทำ
เสนอว่ารัฐบาลต้องทำทั้งเรื่องความจริงในการปราบคอร์รัปชั่นและสร้างการรับรู้ของคนด้วย สิ่งที่ควรทำคือ 1.เอาวิธีเพิ่มความโปร่งใสตามแนวทางที่ได้รับการยอมรับในทางสากลมาใช้ เพราะถูกพิสูจน์มาแล้วในหลายประเทศว่าช่วยลดคอร์รัปชั่นได้จริง เช่น ความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ โครงการความโปร่งใสในอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากรธรรมชาติ และเน้นการเปิดเผยข้อมูล ให้ประชาช่วยตรวจสอบ ถ้าไทยคิดสูตรปราบคอร์รัปชั่นแปลกๆ ขึ้นมาเอง อาจได้ผล แต่ต่างชาติจะไม่เข้าใจ และสงสัยว่า เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่
2.โละกฎระเบียบครั้งใหญ่ กฎหมายของไทยมีเป็นแสนฉบับ ซึ่งเอกชนไทยสนับสนุนให้ทำ แต่รัฐบาลมีแนวคิดทำแต่ยังลังเล ส่วนนี้จะเป็นรากฐานเพิ่มความโปร่งใสประเทศ เกาหลีใต้เคยทำตอนวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย 2540 โละกฎหมายไป2หมื่น จาก4หมื่นฉบับ
3.ถ้าผู้นำเอาจริงแก้คอร์รัปชั่น จะช่วยได้เยอะ และต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน กลับสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว การเลือกตั้งควรเกิดขึ้นตามโรดแม็พ แต่ถ้ายังเลือกตั้งไม่ได้ก็ควรเปิดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะกับสื่อมวลชนและประชาชนในการร่วมตรวจสอบรัฐ
กล้าพอไหม!!! เอาผิดคนรอบข้าง
รัฐบาลต้องส่งสัญญาณแรงๆ ว่าประเทศไทยพร้อมทำสงครามกับคอร์รัปชั่นอย่างแท้จริง 1.เร่งรัดคดีสำคัญที่สาธารณะชนให้ความสนใจ เช่น สินบนโรลส์รอยซ์ ที่เกี่ยวข้องกับการบินไทยและปตท. ถ้ารัฐบาลเอาจริง ทำโดยเร็ว จะเป็นสัญญาณที่ดี 2.ผู้นำรัฐบาลต้องไม่เกรงใจคนรอบข้าง นายกฯ ต้องเอาผิดคนรอบข้างที่น่าสงสัยว่าจะคอร์รัปชั่น เหมือนที่สิงคโปร์เคยทำได้ผล เมื่อพบว่ามีรัฐมนตรีหรือคนที่เป็นเพื่อนนายกฯ ไปทำอะไรไม่ดี ก็สั่งให้สอบ หรือปลดออก และ3.รัฐบาลต้องระวังความสัมพันธ์กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่ร่วมมือในโครงการประชารัฐ จะไม่นำไปสู่การให้สิทธิประโยชน์พิเศษกับกลุ่มทุนใหญ่
นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ทิ้งท้ายว่า การวัดคอร์รัปชั่นไทย อาจจะถูกมองในแง่ร้ายมากเกินไปบ้าง เพราะใช้ฐานข้อมูลใหม่เรื่องความหลากหลายด้านประชาธิปไตย ไทยอาจไม่ได้แย่ลงขนาดนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราไม่ได้ดีขึ้น สิ่งง่ายๆ รัฐบาลทำไปหมดแล้ว เหลือแต่สิ่งยากๆ ที่ต้องอาศัยความกล้าหาญทางการเมือง



