คอลัมนิสต์

"เปิดคำพิพากษา“คดีฆ่าหั่นศพครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น”    

"เปิดคำพิพากษา“คดีฆ่าหั่นศพครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น”   

02 ก.พ. 2560

จำเลยในคดีฆ่าหั่นศพครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่นเลือดเย็น ขนาดไหน ติดตามได้จากคำพิพากษา(ฉบับเต็ม)


          จากกรณีที่ศาลอุทธรณ์ ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2560 ในคดีที่พนักงานอัยการ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมชาย แก้วบางยาง จำเลยที่ 1, นางพรชนกหรือเพ็ญ ไชยะปะ  จำเลยที่ 2 สองสามีภรรยา  ในคดีฆ่าหั่นศพนายโยชิโนริ ชิมาโต  ครูสอนภาษาญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่น  และมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิต นายสมชาย จำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 45,390 บาท และจำคุก 20 ปีนางพรชนก จำเลยที่ 2 ฐานลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ,ฐานมีและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นของผู้อื่นโดยมิชอบ และซ่อนเร้นทำลายศพ  และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 720,000 บาท แก่นายเท็ตซูโอะ ชิมาโต ซึ่งเป็นบุตร หรือทายาทอื่นของนายโยชิโนริ ชิมาโต ผู้ตาย นั้น
            คำพิพากษาศาลอุทธรณ์(ฉบับเต็ม) มีดังนี้....
            "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า นายสมชาย จำเลยที่ 1  ฆ่าผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่  สำหรับปัญหานี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า  นายเท็ตซูโอะ ชิมาโต เป็นบุตรของนายโยชิโนริ  ชิมาโต ผู้ตาย  เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 นายเท็ตซูโอะ แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ  สน.ห้วยขวาง เนื่องจากไม่สามารถติดต่อกับผู้ตายทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ จากนั้นนายเท็ตซูโอะ พาเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปยังห้องพักเลขที่ 180 อาคารศรีวราแมนชั่น ชั้น 10 เขตห้วยขวาง กทม.ซึ่งเป็นที่พักอาศัยประจำของผู้ตาย และพบนางพรชนก จำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้องพัก เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นนางพรชนกจำเลยที่ 2 พบบัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่สีลมของผู้ตาย  อยู่ในกระเป๋าของนางพรชนก จำเลยที่ 2 และตรวจค้นรถยนต์กระบะของนางพรชนก จำเลยทีี่ 2  พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีซิมการ์ดโทรศัพท์ หมายเลข 098-253-7570 ของผู้ตาย อยู่ในครอบครองของนางพรชนก จำเลยที่2
จำเลยทั้งสองอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาตั้งแต่ปี 2530 น.ส.อุษารัตน์ แก้วบางยาง เป็นบุตรของจำเลยทั้งสอง ก่อนเกิดเหตุ นางพรชนกจำเลยที่ 2 คบหาและมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับผู้ตาย
          เมื่อวันที่ 21กันยายน 2557  เวลาประมาณ 16.00 น. นางพรชนก  ขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ  หมายเลขทะเบียน ศฉ 1416 กทม. พาผู้ตายไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบางนา 2  เนื่องจากมีอาการแขนขาอ่อน แรง  แพทย์มีความเห็นว่าผู้ตายควรนอนพักรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล แต่นางพรชนก จำเลยที่2  แจ้งว่า ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป จากนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. นางพรชนก จำเลยที่ 2  ขับรถพาผู้ตายเดินทางออกจากโรงพยาบาลบางนา 2  ไปยังบ้านเลขที่ 201/237 หมู่บ้านออคิดวิลล่า  หมู่ที่ 7 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ และผู้ตายถูกฆ่าจนถึงแก่ความตายขณะอยู่ภายในบ้านดังกล่าว จากนั้นนายสมชาย จำเลยที่ 1 ชำแหละศพผู้ตาย โดยหั่น เฉือน ตัด แล่ อวัยวะส่วนต่างๆ ของผู้ตายออกเป็นชิ้น แล้วใส่อ่างอาบน้ำไว้บริเวณชั้นบนของบ้าน ในช่วงเวลากลางคืนของวันที่  21 กันยายน  2557 ต่อมานายสมชาย จำเลยที่ 1  นำชิ้นส่วนศพของผู้ตายใส่ถุงปุ๋ยและถุงพลาสติกสีดำ แล้วนำไปทิ้งในคลองนางทิ้ม ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 21 และ 22 ตุลาคม 2557  เจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำ สังกัดกองบังคับการตำรวจน้ำ ไปตรวจสอบหาวัตถุพยานบริเวณคลองนางทิ้มซึ่งเป็นจุดที่นายสมชาย จำเลยที่ 1  แจ้งว่า นำชิ้นส่วนศพของผู้ตายไปทิ้งเพื่อปิดบังการตายตามที่นายสมชาย จำเลยที่ 1   ให้ถ้อยคำรับในชั้นจับกุม ผลการค้นหาพบถุงปุ๋ยและถุงพลาสติกสีดำจมอยู่ใต้พื้นน้ำ ตรวจสอบภายในถุงพบชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์และกะโหลกศีรษะมนุษย์ 
          เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ให้นายเท็ตซูโอะ มาตรวจดูชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์ ที่พบแล้วยันยันว่า คือ ชิ้นส่วนอวัยวะของผู้ตาย เนื่องจากชิ้นมีลักษณะพิเศษโดยกระดูกเข่าด้านขวามีเหล็กดาม มีฟันปลอมแบบถอดได้ ทั้งด้านบนและด้านล่าง มีเส้นลวดที่เส้นเลือดหัวใจ ผลจากการตรวจพิสูจน์หาสารพันธุกรรมหรือ DNA ของชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ และกะโหลกศีรษะเปรียบเทียบกับนายเท็ตซูโอะแล้ว ไม่ปฏิเสธความสัมพันธ์บิดาและบุตร  จากการคำนวนค่าทางสถิติมีความน่าจะเป็นบิดาและบุตร คิดเป็นร้อยละ 99.99999861 ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ 
           ดังนั้นจึงเชื่อว่า ชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์และกะโหลกศีรษะที่ตรวจพบเป็นผู้ตาย เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุมาเบิกความ แต่พยานแวดล้อมกรณีตั้งแต่การติดตามหาผู้ตายของนายเท็ตซูโอะ และการค้นพบชิ้นส่วนอวัยวะของผู้ตาย ตามคำรับสารภาพของนายสมชาย จำเลยที่ 1  ประกอบกับนายสมชายจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุได้ถูกต้องสอดคล้องกับพยานพฤติเหตุแวดล้อม กรณีเชื่อว่านายสมชาย จำเลยที่ 1  ฆ่าผู้ตายตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  
           มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า นางพรชนก จำเลยที่ 2 ร่วมกับ นายสมชาย จำเลยที่ 1  ฆ่าผู้ตายตามฟ้องหรือไม่  ปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์ว่า จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า นางพรชนก จำเลยที่ 2  มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับนายสมชายจำเลยที่ 1 แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานก็ตาม แต่โจทก์ก็มีพยานแวดล้อมกรณีนำสืบข้อเท็จจริงได้ความว่า นางพรชนก จำเลยที่ 2  นำผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาลบางนา 2 และพาผู้ตายมาที่บ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านของนางพรชนก จำเลยที่ 2  ทั้งขณะเกิดเหตุนายสมชาย จำเลยที่ 1  ฆ่าผู้ตาย นางพรชนก จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุด้วย 
           เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยเจตนาของนางพรชนก จำเลยที่ 2 ว่าร่วมกระทำความผิดกับนายสมชาย จำเลยที่ 1 ด้วย หรือไม่นั้น จะต้องได้ความมากกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ การเป็นสามีภรรยากัน การอยู่ในบ้านด้วยกันขณะเกิดเหตุ ยังมิอาจนำมาวินิจฉัยถึงเจตนาในการกระทำความผิดได้ และได้ความเพียงว่านางพรชนก จำเลยที่ 2  นำตัวผู้ตายมาที่บ้านเกิดเหตุ นำตัวผู้ตายไปนอนในห้องนอน หลังจากนั้นก็พบศพผู้ตายในอ่างน้ำจึงสอบถามนายสมชาย จำเลยที่ 1 ว่าฆ่าผู้ตายหรือไม่   จึงยังฟังไม่ได้ว่า นางพรชนก เป็นตัวการร่วมฆ่าผู้ตาย ดังที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
           ทั้งนี้ คดีนี้ใน“คำพิพากษาของศาลอาญา”(ฉบับเต็ม)ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่  14 ม.ค.2559 มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ ... 
           "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า นายสมชาย จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องหรือไม่  ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมแล้ว เชื่อว่า สาเหตุที่นายสมชาย จำเลยที่ 1  ฆ่าผู้ตายจนถึงแก่ความตายน่าจะเกิดขึ้นจากความหึงหวงที่นางพรชนก จำเลยที่ 2   คบหาและติดต่อกับผู้ตายบ่อยครั้ง  ตลอดจนผู้ตายกับนางพรชนก จำเลยที่ 2 มีเพศสัมพันธ์ที่บ้านเกิดเหตุมาโดยตลอด นอกจากนี้นางพรชนก จำเลยที่ 2  เคยเล่าให้นายสมชาย จำเลยที่ 1   ฟังว่าช่วงมีเพศสัมพันธ์ ผู้ตายจะทำร้ายร่างกายนางพรชนก จำเลยที่ 2 บ่อยครั้ง จึงอาจทำให้นายสมชาย จำเลยที่ 1  โกรธผู้ตายที่ทำร้าย นางพรชนก จำเลยที่ 2  หรืออาจมาจากสาเหตุที่ผู้ตายทราบแล้วว่า นายสมชาย จำเลยที่ 1  เป็นสามีของนางพรชนก จำเลยที่ 2  จนทำให้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายมีปากเสียงกับนางพรชนก จำเลยที่ 2 บ่อยครั้ง ก็เป็นได้
             ส่วนพฤติการณ์ในการชำแหละศพ แม้นายสมชาย จำเลยที่ 1 ใช้มีดหั่นข้อเท้า ทั้งสองข้างไล่ขึ้นมาหั่นข้อเข่าทั้งสองข้าง ใช้มีดเซาะตัดเอ็นข้อต่อให้หลุดออกจากกันจนถึงสะโพก ตัดแขนทั้งสองข้างตรงข้อต่อบริเวณหัวไหล่ กรีดหน้าอกถึงท้องแล้วดึงอวัยวะในช่องอกออกมา หั่นคอออกจากลำตัว จากนั้นนำอวัยวะภายในออกมากองกับพื้นห้องน้ำ ใช้มีดแล่เนื้อจากส่วนต่างๆออกจากกระดูกมากองรวมไว้ เฉือนเปิดหนังกระโหลกศีษะออก เลาะเนื้อออกจากบริเวณใบหน้า  กรณีต้องถือว่า นายสมชาย จำเลยที่ 1 กระทำต่อศพของผู้ตายอย่างตั้งใจ โหดเหี้ยม และทารุณ อันแสดงให้เห็นถึง จิตใจที่เลือดเย็นและโหดร้ายของจำเลยที่ 1  แต่กรณีไม่อาจถือเอาพฤติการณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องการวางแผนฆ่าผู้ตายโดยคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจฆ่าผู้ตาย เนื่องจากการชำแหละศพของผู้ตายเกิดขึ้นหลังจากนายมชาย จำเลยที่1 ฆ่าผู้ตายจนถึงแก่ความตายแล้ว โดยเป็นการกระทำเพื่อปกปิดฐานฆ่าผู้ตายจนถึงแก่ความตายของนายสมชาย จำเลยที่ 1 เท่านั้น
           มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า นางพรชนก จำเลยที่ 2  ร่วมกับ นายสมชาย จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายตามฟ้องหรือไม่
           การที่นางพรชนก จำเลยที่ 2  ขับรถพาผู้ตายไปส่งโรงพยาบาล ทำให้เห็นเป็นประจักษ์ในเบื้องต้นว่า นางพรชนก จำเลยที่ 2  ยังไม่ต้องการให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในขณะนั้น นอกจากนี้ หากนางพรชนก จำเลยที่ 2  สมคบคิดหรือวางแผนร่วมกับนายสมชาย จำเลยที่ 1  ที่จะฆ่าผู้ตายไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว เชื่อว่า นางพรชนก จำเลยที่ 2  คงไม่ตระเตรียมการหรือวางแผนนำผู้ตายไปฆ่าให้ถึงแก่ความตายที่บ้านเกิดเหตุ ซึ่งนางพรชนก จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของอย่างแน่นอน ทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมา ยังรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยไม่ได้ว่า หลังจากนางพรชนก จำเลยที่ 2  นำผู้ตายออกจากโรงพยาบาลบางนา 2  ไปที่บ้านเกิดเหตุแล้ว นายสมชาย จำเลยที่ 1 เดินทางไปที่บ้านเกิดเหตุ เพื่อร่วมกันฆ่าผู้ตายขณะนางพรชนก จำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุหรือไม่