
พลิกร่าง รธน. ดูบทบัญญัติคุ้มครองสื่อ
พลิก ร่างรธน.ฉบับผ่านประชามติ ดู บทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครอง สิทธิ-เสรีภาพสื่อ : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น รายงาน
น่าสนใจทันที เมื่อ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ออกมาระบุทำนองว่า ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่คณะกรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำลังทำอยู่ และถูกคัดค้านจากองค์กรวิชาชีพสื่อ อาจขัดกับร่างรัฐธรรมนูญ
“ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ มีหลักการให้สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการประกอบวิชาชีพ และคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าว รวมถึงวางหลักการให้สื่อมวลชนควบคุมและกำกับกันเอง เพราะหากให้บุคคลในวิชาชีพอื่นเข้ามาดำเนินการอาจเกิดการแทรกแซงได้ การออกกฎหมายใดๆก็ตามต้องยึดหลักการและไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ หากกฎหมายใดทำขัดกับรัฐธรรมนูญถือว่ากฎหมายนั้นใช้ไม่ได้” มีชัย ระบุ
เมื่อพลิกดูร่างรัฐธรรมนูญ “ฉบับมีชัย” พบว่ามีบทบัญญัติที่ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของสื่อมวลชน ไว้ในมาตราต่างๆ ดังต่อไปนี้
มาตราหลัก คือ มาตรา 35 วางหลักให้บุคคลที่ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
พร้อมกับเขียนเงื่อนไขต่อการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน ในสาระสำคัญ คือ 1.ห้ามสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพ 2.ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบข่าวสารหรือข้อความใดๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้น ก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใดๆ ยกเว้นประเทศอยู่ในภาวะสงคราม 3.เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย
4. ห้ามรัฐให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรื่อสื่อมวลชนอื่นของเอกชน แต่หากหน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทำนองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทราบภายในเวลาที่กำหนด และประกาศให้ประชาชนทราบ และ 5. สื่อมวลชนซึ่งสังกัดหน่วยงานของรัฐย่อมมีเสรีภาพ แต่การปฏิบัติหน้าที่ต้องคำนึงวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานที่สังกัด
นอกจากนั้น สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน ยังเกี่ยวเนื่องในอีกหลายมาตรา เพราะสื่อมวลชน ในอีกสถานะหนึ่งก็คือ “ประชาชน” ประกอบด้วย
มาตรา 25 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งถูกกำหนดไว้ในวรรคแรก ตามสาระสำคัญ ที่ว่า “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ หรือไม่มีข้อห้าม หรือข้อจำกัดไว้ในกฎหมายอื่น หรือในรัฐธรรมนูญ สามารถทำได้ เว้นแต่เป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพไปกระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น”
มาตรา 34 ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ที่กำหนดไว้ในวรรคแรก ตามสาระสำคัญ คือ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน”
และ มาตรา 40 ว่าด้วย “เสรีภาพในการประกอบอาชีพ” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้อง ระบุในวรรคสอง ว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเท่าที่จำเป็น หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น”
ดังนั้นหากพิจารณาตามเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของคณะกรรมาธิการของ สปท. ที่ใช้มาตรการกำกับและดูแลสื่อมวลชน ผ่าน “คณะสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ที่มีองค์ประกอบของภาครัฐร่วมกับตัวแทนขององค์กรสื่อมวลชน จึง “ส่อขัดกับบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ” ตามที่กล่าวมา และวิธีการจัดทำร่างกฎหมายคุมสื่อมวลชนนั้น ยังส่อขัดกับบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ มาตรา 26 อีกด้วย
เพราะเนื้อหาของมาตรา 26 นั้นมีเงื่อนไข กำหนดชัดเจน ต่อหลักการตรากฎหมายที่มีผลต่อการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ที่ระบุว่า “การตรากฎหมายต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ แต่กรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ต้องทำกฎหมายโดยไม่ขัดต่อนิติธรรม, ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และต้องไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล”
ขณะที่ประเด็นของการส่งเสริมให้สื่อมวลชนมีมาตรฐานการกำกับกันเอง ตามที่ “มีชัย” ให้สัมภาษณ์นั้น แม้จะไม่มีบทบัญญัติใดเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญชัดๆ แต่เมื่อสอบถามจาก “ภัทระ คำพิทักษ์ กรธ.สายสื่อมวลชน” คำตอบ คือ ถูกรับรองไว้ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และถือเป็นแนวปฏิบัติ
“ในร่างรัฐธรรมนูญไม่มีเนื้อหาที่เขียนให้มีสภาวิชาชีพ หรือ องค์กร รวมตัวเพื่อกำกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนตามกรอบจริยธรรม ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่เปิดให้องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง” ภัทระ ระบุ



