
ทำไมต้องค้าน “ร่างกฎหมายคุมสื่อ” ???
ทำไมต้องค้าน “ร่างกฎหมายคุมสื่อ” : สำนักข่าวเนชั่น รายงาน
เป็นภาพที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก สำหรับการที่ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน มารวมตัวกันและออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่ฝ่ายรัฐกำลังดำเนินการ
ร่างกฎหมายนั้น คือ ร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ยกร่างขึ้นมาโดย คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หนึ่งในแม่น้ำ 5 สายของ คสช. ซึ่งมี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ
ทำไมต้องคัดค้านร่างกฎหมายนี้ โดยเฉพาะหากดูจากชื่อแล้ว ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี??
“ชื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ฟังแล้วสวยหรู แต่เนื้อหาไม่ใช่การปฏิรูปสื่อ แต่เป็นการถอยหลังเข้าคลอง กลับไปในยุคที่อำนาจรัฐและการเมืองเข้ามามีอิทธิพลครอบงำการทำงานของสื่อ” ความเห็นของ เทพชัย หย่อง ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ต่อการออกมาคัดค้านร่างกฎหมายนี้
ร่างกฎหมายฉบับนี้ มีเนื้อหาทั้งหมด 98 มาตรา เหตุผลในการเสนอร่างกฎหมายนี้ ระบุว่าเพื่อให้มีการปฏิรูปด้านการสื่อสารมวลชน โดยเขียนไว้ในตอนหนึ่งว่า “ด้วยภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป ด้วยเทคโนโลยี่การสื่อสาร ด้วยพัฒนาการของสื่อที่กลายเป็นอุตสาหกรรมอันมีเป้าหมายในทางธุรกิจมากกว่าอุดมการณ์และความรับผิดชอบต่อสังคม การกำกับดูแลสื่อจากการกำกับดูแลตัวเองแต่เพียงประการเดียวจึงไม่เพียงพอ ไม่มีประสิทธิภาพ”
สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ องค์กรที่ถูกคัดค้าน
จุดสำคัญในร่างกฎหมายนี้ที่ทำให้ถูกคัดค้านจากองค์กรสื่อ คือ การกำหนดให้มี “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ขึ้นมาเป็นกลไกในการกำกับดูแลสื่อ จากปัจจุบันสื่อจะมีกลไกตรวจสอบกันเอง ซึ่งมี 2 ระดับ คือ ระดับองค์กรสื่อที่นักข่าวนั้นสังกัด และระดับองค์กรวิชาชีพด้านสื่อ
โดยกำหนดให้มีกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจำนวน 13 คน มาจาก 3 ส่วนคือ ผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพ 5 คน ปลัดกระทรวง 4 คน และกรรมการอื่นที่มาจากการผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และภาคประชาชน ที่กรรมการ 2 ส่วนแรกเป็นผู้คัดเลือก อีก 4 คน
ในส่วนที่ให้ปลัดกระทรวง 4 คนนี้มาอยู่ในคณะกรรมการสภาวิชาชีพฯ ทางคณะกรรมาธิการฯได้เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่จากที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้กำหนดไว้ จึงยิ่งทำให้เกิดข้อกังวลว่า การให้ปลัดกระทรวงซึ่งเป็นตำแหน่งที่นักการเมืองเป็นคนเลือกมาตรวจสอบสื่อ เท่ากับเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานของสื่อได้ นอกเหนือจากที่ปลัดกระทรวงต้องเป็นคนที่สื่อถูกตรวจสอบ แต่กลับจะมาเป็นคนที่ตรวจสอบสื่อเสียเอง
สื่อมวลชนต้องขึ้นทะเบียน
อำนาจหน้าที่สำคัญของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ คือ “รับขึ้นทะเบียน ออกและเพิกถอนใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพกำหนด” ซึ่งมีข้อกังวลว่า จะมีการเขียนกติกาออกมาอย่างไร เพราะอาชีพสื่อไม่เหมือนบางอาชีพที่สามารถระบุไปได้ชัดเจนว่าต้องจบด้านไหน เช่น หมอก็ต้องจบแพทย์ วิศวกรก็ต้องจบวิศวะ ในขณะที่คนเป็นนักข่าว เป็นสื่อมวลชน ไม่เคยกำหนดไว้ว่าต้องจบด้านไหน บางคนอาจจบด้านนิเทศศาสตร์ บางคนก็ไม่ใช่ แทบจะเรียกได้ว่าคนทำอาชีพนี้ มาได้จากทุกสาขาวิชา
ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้กำหนดว่าผู้ประกอบอาชีพนี้ทุกคนต้องไปขึ้นทะเบียน แต่การเริ่มต้นเช่นนั้นก็ทำให้เกิดข้อกังวลขึ้นมา รวมไปถึงอำนาจในการเพิกถอนใบอนุญาตด้วย
ความเชื่อมโยงกับรัฐ
ถึงแม้ว่าในร่างกฎหมายนี้จะกำหนดไว้ว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชนฯ ไม่เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่เนื่องจากรายได้สำคัญของสภาวิชาชีพนี้มาจากเงินที่ทางรัฐบาลจัดสรรให้ด้วย จึงยิ่งเป็นข้อกังขาถึงความเป็นอิสระ การถูกแทรกแซง และสุดท้ายองค์กรนี้จะมีสภาพเป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมโยงของสภาวิชาชีพกับฝ่ายรัฐอยู่ในส่วนของวัตถุประสงค์ในการมีสภาวิชาชีพนี้ ที่กำหนดให้เสนอความเห็นและให้คำแนะนำต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับมาตรการในการกำกับดูแลสื่อด้วย
คุณสมบัติกรรมการสภาวิชาชีพ
อีกข้อน่าสังเกต คือ คุณสมบัติและข้อห้ามของตัวแทนสมาชิกสภาวิชาชีพ ที่จะมาเป็นกรรมการสภาวิชาชีพ แม้จะกำหนดข้อห้ามต่างๆไว้ว่าต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่อยู่ในพรรคการเมือง และข้อห้ามอื่นที่ใกล้เคียงกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ในส่วนของคุณสมบัติ กลับกำหนดไว้เพียง 2 ข้อ คือ มีสัญชาติไทย มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีและไม่เกิน 70 ปี โดยไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพนี้เลย
ต่างจากคุณสมบัติของคณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชน ที่ยังกำหนดไว้ว่า ต้องประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี
จึงข้อกังวลที่เกิดขึ้นคือ อาจจะมีการอุปโลกน์ตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนขึ้นมาเพื่อส่งตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการสภาวิชาชีพ อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในกระบวนการตั้ง กสทช.ครั้งแรก
บทกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่งสภาวิชาชีพฯ
ในร่างกฎหมายนี้กำหนดผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการเสนอข่าวของสื่อ สามารถร้องเรียนมาที่องค์กรสื่อนั้น หรือ องค์การวิชาชีพสื่อ และสามารถอุทธรณ์ไปยังสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติได้ด้วย โดยให้ถือคำวินิจฉัยของสภาวิชาชีพเป็นที่สุด อย่างไรก็ตาม มีการกำหนดไว้ด้วยว่า หากผู้ร้องเรียนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของสภาวิชาชีพฯ มีสิทธิฟ้องศาลได้
และกำหนดให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนมีอำนาจปรับทางปกครองกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ องค์กรสื่อ หรือองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนที่ฝ่าฝืนคำสั่งได้ 3 ระดับ คือ ฝ่าฝืนคำสั่งครั้งแรก ลงโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท ฝ่าฝืนครั้งที่ 2 ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ฝ่าฝืนครั้งที่ 3 ปรับไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทและเพิกถอนสมาชิกภาพ
ทั้งนี้ในบทเฉพาะกาล กำหนดให้มีคณะทำงานเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพื่อดำเนินการให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติภายใน 3 ปี โดยให้จัดสรรเงินของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะให้คณะทำงานนี้
ห้ามฝ่ายการเมือง-เจ้าหน้าที่รัฐแทรกแซง หรือเปิดช่อง?
ในเรื่องการเข้ามาแทรกแซงกรทำหน้าที่ของสื่อมวลชนจากฝ่ายการเมือง ได้กำหนดไว้ในมาตรา 78 ว่า “การกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐอันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมสื่อมวลชน”
สปท.เดินหน้า สื่อ ยกระดับคัดค้าน
ทาง สปท. โดย พล.อ.อ.คณิต ออกมายืนยัน จะเดินหน้าเสนอร่างกฎหมายนี้ต่อที่ประชุม สปท.ต่อไป ซึ่งตามขั้นตอนแล้ว หากที่ประชุม สปท.เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ก็จะส่งให้รัฐบาล และสภานิติบัญญัติ (สนช.) ออกเป็นกฎหมายต่อไป
ขณะที่ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เตรียมเดินหน้ายกระดับการคัดค้านร่างกฎหมายที่พวกเขาถือว่าเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และ การตรวจสอบอำนาจรัฐ!!



