
"ข้อดี-เสีย“-ผู้ต้องหาเลือกให้การชั้นศาล
ในคดีสำคัญๆ เรามักจะเห็นผู้ต้องหาเลือกให้การในชั้นศาล แทนที่จะให้การในชั้นสอบสวน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
สืบเนื่องจากการรื้อฟื้นคดีของ“ครูจอมทรัพย์” แสนเมืองโคตร ที่ต้องโทษจำคุกจากคดีขับรถชนคนตาย ได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรม โดยระบุว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดขับรถชนคนตาย แต่ตกเป็น“แพะ”ในคดี ซึ่งมีปมที่ถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดในชั้นพนักงานสอบสวน จึงไม่ให้การ แต่กลับไปให้การในชั้นศาลแทน
เรามักเห็นอยู่บ่อยว่า ใน “คดีสำคัญๆ” ผู้ต้องหา มักขอให้การ “ชั้นศาล” และปฏิเสธที่จะให้การใน“ชั้นสอบสวน”
ทำไม...จึงเป็นเช่นนั้น
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า เป็น “สิทธิ”ของผู้ต้องหาทุกคน ทุกคดี ในการที่จะให้ให้การหรือไม่ให้การในชั้นสอบสวน
เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 บัญญัติว่า ในการถามคําให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า
(1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคําที่ผู้ต้องหาให้การนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
สรุปว่า ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาจะไม่ให้การก็ได้หรือจะให้การก็ได้ ซึ่งหากไม่ให้การจะไม่พูดอะไรเลยก็ได้ หรือ จะแจ้งพนักงานสอบสวน ว่าขอให้การในชั้นศาลก็ได้
แต่สิ่งที่ขอแนะนำไปก่อนเลย ก็คือ เมื่อรู้ตัวว่าเป็นผู้กระทำผิดจริง ขอให้ยอมรับสารภาพตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน
เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 บัญญัติว่า เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้ที่กระทำความผิดนั้นก็ได้
เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ ผู้กระทำความผิด รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น
คราวนี้กลับมาเข้าประเด็นว่า การขอให้การในชั้นศาลกับการให้การในชั้นสอบสวน อย่างไหนดีกว่าตัวผู้ต้องหามากกว่ากัน
มีบางคนบอกว่า เมื่อขอไม่ให้การใดๆในชั้นสอบสวนและขอไปให้การในชั้นศาล พนักงานสอบสวนก็มักจะเห็นควรสั่งฟ้องและคดีต้องไปถึงศาล
แต่ถ้าผู้ต้องหาเลือกให้การในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนอาจเห็นควรสั่งไม่ฟ้องและเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องตามไปด้วย คดีก็จบได้ง่ายกว่า หากคดีนั้นผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไม่ได้ประกัน ก็ได้รับอิสรภาพเร็วกว่า และยิ่งคำให้การนั้นๆจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ต้องหา ผู้ต้องหา ก็ควรรีบให้การในชั้นสอบสวนไปเลย
แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยมองว่า การที่ผู้ต้องหาเลือกให้การในชั้นศาล น่าจะดีกว่า โดยให้เหตุผลว่า
ประการแรก เป็นสิทธิของผู้ต้องหาตามกฎหมายอยู่แล้ว ที่จะไม่ให้การในชั้นสอบสวน
ประการที่สอง ในการที่ถูกตำรวจจับกุมและสอบสวนนั้น หากเป็นคนที่รู้กฎหมายอยู่แล้ว ก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าเป็นคนไม่รู้กฎหมาย หากผู้ต้องหาให้การอย่างใดอย่างหนึ่งในชั้นสอบสวนไป ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าคำให้การนั้น จะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อรูปคดี เมื่อไม่แน่ใจ ผู้ต้องหาจึงไม่ควรให้การใดๆในชั้นสอบสวนโดยขอให้การในชั้นศาลหรือให้การปฏิเสธลอยๆว่าไม่ได้กระทำผิด โดยรายละเอียดของข้อเท็จจริง ขอให้การในชั้นศาล
นายเจษฎา อนุจารี ทนายความผู้คร่ำหวอด บอกว่า การฟังพยานหลักฐานในคดีอาญานั้น ถ้าพยานหลักฐานโจทก์แน่นหนาคำให้การจำเลย แทบไม่มีความหมาย ศาลจะไม่ฟัง เช่น จำเลยโดนฟ้องว่ายิงคนกลางวันแสกๆ พยานโจทก์มีเป็นสิบคนที่เห็นว่าเป็นจำเลยและจำจำเลยได้ แม้ว่าจำเลย จะให้การปฏิเสธว่า ไม่ใช่ตนเอง ศาลก็จะไม่ฟัง แต่เมื่อไหร่พยานโจทก์เริ่มมีพิรุธ ศาลก็จะเริ่มหันมามองพยานจำเลย เช่น เกิดเหตุยิงกัน ประมาณ 3-4 ทุ่ม มีคนเห็นว่าคล้ายกับจำเลย ส่วนจำเลยอ้างว่า ในเวลาดังกล่าว จำเลยอยู่ที่อื่น ศาลก็จะดูว่าพยานทางจำเลยมีใครมายืนยันคำใ้ห้การของจำเลยบ้าง เช่น มีภรรยามายืนยัน หรือมีภาพบันทึกว่าจำเลยอยู่ร่วมงานแห่งหนึ่งในวันเวลา เกิดเหตุ
“ ถ้าถามว่า มีข้อดีหรือข้อเสีย อย่างไรกับการที่ผู้ต้องหาเลือกให้การในชั้นศาลโดยไม่ให้การในชั้นสอบสวน หรือว่าอย่างไหนดีกว่ากันระหว่างการเลือกให้การในชั้นศาล กับการให้การตั้งแต่ต้นในชั้นสอบสวน ตอบได้ว่า ขึ้นอยู่กับรูปคดี ถ้าผู้ต้องหาทำผิดจริง ก็ควรรับสารภาพตั้งแต่ชั้นสอบสวน เพื่อจะได้รับการบรรเทาโทษ หรือถ้าผู้ต้องหามั่นใจว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่ ชัดเจนว่า สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองบริสุทธิ์ ก็ต้องรีบให้การเกี่ยวกับข้อมูลนั้นกับพนักงานสอบสวน เนื่องจากตามกฎหมาย พนักงานสอบสวน มีหน้าที่ต้องช่วยหาข้อมูลพยานหลักฐานมาสนับสนุนว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์ด้วย แต่ถ้าผู้ต้องหา ยังไม่มั่นใจว่าหลักฐานของตนเองที่มีอยู่จะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ ก็ควรให้การปฏิเสธลอยๆในชั้นพนักงานสอบสวนไว้ก่อน โดยรายละเอียดขอให้การในชั้นศาล เพราะถ้ารีบให้การในชั้นสอบสวนไป ก็จะเป็นการผูกมัดจำเลยเมื่อคดีถึงศาล เช่น ให้การในชั้นสอบสวนว่าอยู่ ณ.ที่ใดที่หนึ่งเวลา 3 ทุ่ม ขณะที่เหตุในคดีเกิดขึ้นเวลา 4 ทุ่ม ก็มีความเป็นไปได้ที่จำเลยจะกระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา และต้องเข้าใจด้วยว่าก่อนที่คดีจะถึงขั้นสืบพยานในศาล ทางผู้ต้องหาไม่สามารถทราบได้ว่าทางโจทก์มีพยานหลักฐานอะไรบ้าง แต่จะมาทราบว่าทางโจทก์มีพยานหลักฐานอะไรบ้าง เมื่อมีการสืบพยานกันในชั้นศาล เพราะทางโจทก์ต้องนำสืบพยานโจทก์ก่อนทางจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยรอให้คดีมีการสืบพยานโจทก์ในชั้นศาลเสียก่อน ก็จะทำให้รู้ว่าพยานโจทก์มีอะไรบ้างและมีช่องโหว่ตรงไหน จำเลยก็สามารถให้การชี้ให้ศาลเห็นข้อพิรุธดังกล่าวได้ และสามารถให้การพลิกแพลงตามสถานการณ์รูปคดี โดยมีความอิสระในการให้การในชั้นศาลมากกว่าชั้นสอบสวน”
ทั้งหมดเป็นแง่มุมและข้อคิด แต่ที่แน่ๆไม่มีสูตรสำเร็จเกี่ยวกับคดีความ เพราะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดีด้วย



