คอลัมนิสต์

“คนเลี้ยงหมู” เหยื่อ MCR-1 ยีนพันธุ์ใหม่

“คนเลี้ยงหมู” เหยื่อ MCR-1 ยีนพันธุ์ใหม่

29 ม.ค. 2560

รายงานพิเศษ

 

            แม้หลายฝ่ายพยายามปฏิเสธว่าไม่พบคนไทยติด “เอ็มซีอาร์–1” ยีนดื้อยาโคลิสตินสายพันธุ์ใหม่ แต่งานวิจัย “Dissemination of themcr-1 colistin resistance gene” Vol 16 February ระบุชื่อ 16 ประเทศที่พบยีนตัวนี้แล้ว โดยหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย ปี 2012 พบยีนดื้อยาเอ็มซีอาร์-วันในมนุษย์ (Human) 2 ราย​​

            สอดคล้องกับเอกสารรายงาน “สถานการณ์การเกิดโรคประจำสัปดาห์ที่ 24 ระหว่างวันที่ 12-18 มิถุนายน 2559” กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า มีการตรวจพบยีนดื้อยาดังกล่าวในตัวอย่างปัสสาวะผู้ป่วยชายวัย 63 ปี ที่เพชรบูรณ์

            “โคลิสติน” ยามหัศจรรย์ 

            “หมู” เป็นสัตว์ติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะลูกหมูอายุไม่เกิน 1 เดือน มักมีอาการท้องร่วงตายจากเชื้อแบคทีเรียตัวแสบ “อี โคไล”  (Escherichia coli) เพราะระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินอาหารของลูกหมูยังไม่แข็งแรงเต็มที่ เพื่อลดความเสี่ยงขาดทุนคนเลี้ยงหมูจะพยายามให้ยาแก้ท้องเสีย ให้บ่อยๆ จนเชื้อตัวนี้พัฒนาตัวเองกลายเป็นเชื้อดื้อยา สัตวแพทย์จึงต้องสั่งยาผสมกันหลายตัวหรือยาที่มีอิทธิฤทธิ์รุนแรงมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ “โคลิสติน”

            “ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี” ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาฯ อธิบายให้ฟังว่า “ยาโคลิสติน” (colistin) เป็นยาปฏิชีวนะมีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อแบคทีเรียลำไส้ โรคท้องเสีย และเชื้อโรคอีกหลายชนิด โดยเฉพาะ “เชื้ออี โคไล” ที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วง

            แต่หมอไม่นิยมสั่ง “โคลิสติน” ให้คนไข้ เพราะมีพิษข้างเคียงต่ออวัยวะอื่น เช่น ตับและไต ส่วนในสัตว์นั้น ยาโคลิสตินไม่ค่อยมีพิษ ที่ผ่านมายาตัวนี้สัตวแพทย์จึงแนะนำให้ใช้ในการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยเฉพาะฟาร์มสุกรมักเป็นโรคท้องร่วงติดต่อกันง่าย บางครั้งนำไปใช้ในรูปยาสูตรผสมร่วมกับยาปฏิชีวนะอื่น เช่น การใช้ร่วมกับอะม็อกซีซิลลิน (Amoxycillin) ที่เป็นยารรักษาเชื้อแบคทีเรียระบบทางเดินหายใจ

            “นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล” ผู้เชี่ยวชาญเชื้อดื้อยา ให้ข้อมูลว่า ถ้าคนไข้ป่วยทั่วไป หมอไม่ให้ยาโคลิสติน แม้ยาจะออกฤทธิ์ได้ผลดี ฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งหมดในร่างกาย เช่น ที่ปาก ลำไส้ ผิวหนัง แต่ผลข้างเคียงมีมากและค่อนข้างอันตราย เช่น เป็นพิษในตับและไต ดังนั้นยาโคลิสตินถูกนำมาใช้ต่อเมื่อคนไข้มีเชื้อดื้อยา ไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะตัวอื่นได้ผล

            “ใช้บ่อยในคนไข้ติดเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาล เชื้อพวกนี้เกาะติดอยู่ตามเครื่องมือแพทย์ เช่น เชื้อดื้อยา “อซีเนโตแบคเตอร์ บอมมานิไอ” (Acinetobacter baumannii) หรือบางครั้งเรียกสั้นๆ กันว่า “เอ บอม” (A-bomb) พบบ่อยในท่อช่วยหายใจ สายสวน ฯลฯ”

            เมื่อ โคลิสติน เป็นยามหัศจรรย์ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้หลายชนิด หมอทั่วโลกจึงกลัวว่าหากใช้ยาตัวนี้พร่ำเพรื่อ เชื้อโรคจะพัฒนาเก่งกล้าจนกลายเป็น “เชื้อดื้อยาโคลิสติน “

            หมายความว่า คนไข้ที่ติด “เอ บอม” หรือเชื้อดื้อยาร้ายแรงตัวอื่นๆ ซึ่งในแต่ละปีมีประมาณ 8-9 หมื่นคน จะเสียชีวิตมากไปกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาโอกาสรอดมีเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น ถ้าเชื้อดื้อยาโคลิสตินระบาดมากเท่าไร คนไข้จะตายเพราะเชื้อนี้มากเท่านั้น

             ข้อมูลศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ระบุว่า ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาของไทยกำลังเข้าขั้นวิกฤติ ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตจาก “เชื้อดื้อยา” ปีละ 3.8 หมื่นคน หรือประมาณวันละ 100 คน! และทั่วโลกตายจากเชื้อดื้อยาปีละ 7 แสนกว่าคน

            แม้บริษัทยาจะทุ่มเทในการสำรวจวิจัยคิดค้นหา “ยาปฏิชีวนะ” ตัวใหม่ๆ แต่ก็ไม่ได้ผลดีนัก มีการประเมินว่า 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ยังไม่มีใครทำสำเร็จ ทำให้วงการแพทย์ต้องรักษายาปฏิชีวนะตัวเก่าไว้ให้รักษาได้นานที่สุด โดยเฉพาะยามหัศจรรย์โคลิสติน

            ปัญหา “ฟาร์มหมู” กับ “โคลิสติน”

            หมอรักษา “คน” อยากสงวนโคลิสติน แต่หมอรักษา “สัตว์” หรือสัตว์แพทย์ไม่ได้คิดแบบเดียวกัน เพราะเชื่อว่าโคลิสตินไม่มีอันตรายในหมู และรักษาโรคระบาดท้องร่วงได้อย่างดี ไม่มีความจำเป็นต้องไปควบคุมการใช้ เพราะเป็นยาราคาแพง เกษตรกรจะใช้เฉพาะที่จำเป็นในลูกหมูป่วยเท่านั้น

             นอกจากนี้อนุญาตให้ขายยาโคลิสตินแบบยาผงสำหรับผสมในอาหารสุกรด้วย เพื่อรักษาป้องกันการเกิดโรคในลูกหมูที่หย่านมช่วงแรกๆ เพราะหมูหย่านมเสร็จจะท้องเสีย การให้โคลิสตินผสมในสูตรอาหารจึงเป็นที่นิยม และใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

            ปัจจุบัน การเลี้ยงหมูทำเป็นฟาร์มขนาดกลางและใหญ่หลายร้อยหลายพันตัวขึ้นไป บางฟาร์มหลักหมื่นตัว เชื้อโรคจึงวนเวียน ทำให้หมูอ่อนแอตายง่าย การอัดยาให้หมูกินตั้งแต่เป็นทารกจึงจำเป็น ต่างจากอดีตเลี้ยงแบบครอบครัวหลักสิบหลักร้อยตัว มีหมูตายบ้างก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องไปซื้อยาราคาแพงมาใช้

            เจ้าของฟาร์มหมูแห่งหนึ่งในสุพรรณบุรี เล่าว่า แต่ก่อนทำฟาร์มแบบชาวบ้านทั่วไป แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นคอนแทรคฟาร์มมิ่ง มีนายทุนรายหนึ่งมาจ้างเลี้ยงหมู ออกค่าก่อสร้างเล้าหมูให้ใหม่ รวมถึงการเตรียมอาหารและยาให้เลี้ยงตามระยะเวลาที่

            “เงื่อนไขของเขาคือ รอบหนึ่งเลี้ยงหมูประมาณ 400 ตัว ต้องไม่ให้หมูตายเกิน 3 ตัว ถ้าเกินนั้นโดนหักเงินไปเรื่อยๆ ตามจำนวนหมูตาย แต่เราไม่ต้องออกค่าอะไรเลย ยาฉีด ยากิน อาหารทุกอย่างส่งมาให้หมด จนโตเป็นหมูขุนส่งไปเชือดที่เขียง ชั่งกิโลแบ่งรายได้กันไป ผมได้ 20 บาทต่อกิโล”

            เมื่อไม่อยากให้หมูตายจนขาดทุน คนเลี้ยงต้องรีบป้องกัน ตื่นเช้าเดินสังเกตว่ามีหมูตัวไหนป่วย หรือนอนซม ถ้าเจอจะโดนจับฉีดยาเจนตา (GENTA) และเซฟโฟแทกซ์ (CEFOTAX) ผสมกัน ฉีดประมาณ 3 ครั้งคือ เช้า เย็น เช้า

            ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ยังป่วย แสดงว่าดื้อยา 2 ตัวนี้ ต้องฉีดโคลิสตินกับยาอะม็อกซิล จะช่วยแก้หมูป่วยที่เป็นโรคบิด ท้องเสีย ฯลฯ ส่วนใหญ่จะฉีดให้หมูเกือบทุกเดือน

            โคลิสตินที่ใช้เป็นยาฉีดได้ผลดี ทำให้เกษตรกรบางคนไม่อยากให้หมูติดโรคท้องร่วง เลยใช้วิธีให้อาหารหมูผสมยาโคลิสตินแบบผงทุกวัน เพราะเชื่อว่าเป็นการให้ยาทีละนิดเพื่อป้องกันหมูป่วย!

            ยาที่อาจารย์แพทย์หวงนักหวงหนา ไม่กล้าใช้โดยไม่จำเป็น เก็บไว้ใช้กับผู้ป่วยไม่มีทางเลือกเท่านั้น ถ้าหมอๆ ได้ไปเดินเล่นเยี่ยมชมฟาร์มหมู คงสะดุ้งหรือเป็นลม เพราะแต่ละฟาร์มหมูมีถุงยาผงโคลิสตินขนาดเท่าถุงปุ๋ยไซส์กลางวางเกลื่อน ซื้อหาได้ตามร้านอาหารสัตว์ทั่วไป ตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยบาทจนถึง 3-4 พันบาท

            และจะหวาดผวาไปกว่านั้น เพราะเจอ “ยาฉีดโคลิสตินเถื่อน” หรือยาไม่มีทะเบียน อย. ส่วนใหญ่ฟาร์มหมูใช้ยาแบบนี้ ไม่ได้สนใจว่ามีทะเบียนหรือไม่มีทะเบียน ยี่ห้อที่นิยมใช้คือ "DELTACIN กับ Polispen” ขวดละประมาณ 100 กว่าบาท ถ้ายาโคลิสตินของนอกหรือมีทะเบียนราคา 200-400 บาทขึ้นไป

            ข้างขวดยาโคลิสติดเถื่อนระบุว่า “ยาใช้เฉพาะฟาร์ม ยาอันตราย ยาสำหรับสัตว์” สรรพคุณ รักษาโรคบิด บิดมูกเลือด พีไอเอ ท้องเสีย ลำไส้อักเสบที่เกิดจากเชื้ออี.โคไล ยิ่งไปกว่านั้นจะมีแถบสีแดงเป็นภาษาอังกฤษว่า “FOR VETERINARY USE ONLY” หรือสำหรับสัตวแพทย์ใช้เท่านั้น ส่วนช่องที่เป็นเลขทะเบียนยากับวันหมดอายุ จะว่างเปล่าไม่มีตัวอักษรหรือตัวเลขใดๆ

“คนเลี้ยงหมู” เหยื่อ MCR-1 ยีนพันธุ์ใหม่

 

           โลกผวา!ยีนกลายพันธุ์ “เอ็มซีอาร์-วัน”

            ที่ผ่านมา การใช้ยาโคลิสตินในฟาร์มหมูไม่ได้มีเฉพาะในไทย แต่ใช้ทั้งในจีน อเมริกา เยอรมนี มาเลเซีย เวียดนาม ลาม กัมพูชา ฯลฯ ทำให้พบ “เชื้อแบคทีเรียดื้อยาโคลิสติน” เพิ่มขึ้นเรื่อยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

            ข่าวที่ทำให้วงการแพทย์ต้องตกตะลึง! เป็นงานวิจัยชาวจีนตีพิมพ์เผยแพร่ปี 2558 ระบุการดื้อยาโคลิสตินในฟาร์มหมูจีน และไม่ใช่แค่เชื้อดื้อยาธรรมดา แต่เป็น “ยีนชนิดข้ามสายพันธุ์” (horizontal gene transfer) หลังวิเคราะห์หาองค์ประกอบของสายพันธุกรรมนี้อย่างละเอียด ได้ตั้งชื่อว่า “ยีน เอ็มซีอาร์–1” (MCR-1: mechanism of colistin resistance 1) 

            นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า นี่คือการค้นพบครั้งสำคัญของโลก เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยพบเชื้อดื้อยาที่สามารถส่งสายพันธุกรรมหรือยีนดื้อยาข้ามจาก “สัตว์มาคน” และจาก “คนไปสัตว์”

            หมายความว่า ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เชื้อดื้อยาตัวใดก็จะส่งผลให้ดื้อยาตัวเดียว แต่ในวันนี้ ยีนดื้อยาโคลิสติน “เอ็มซีอาร์-1” นอกจากจะติดจาก “หมูดื้อโคลิสติน” มายังมนุษย์ กลายเป็น “คนดื้อยาโคลิสติน” แล้ว ยังมีฤทธิ์เดชข้ามสายพันธุ์ไปทำให้ดื้อยาตัวอื่นได้ด้วย ไม่ได้ดื้อเฉพาะโคลิสตินอย่างเดียว

            เช่น ถ่ายโอนยีนเอ็มซีอาร์-1 จาก “เชื้ออีโคไล” หรือเชื้อโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ ไปสู่ “เชื้อเคลบเซลลา นิวโมเนีย” ที่เป็นเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ หรือโรคปอดบวมได้ด้วย

            เมื่องานวิจัยยืนยันออกมา รัฐบาลจีนสั่งให้เข้มงวดการใช้ “ยาโคลิสติน” ในฟาร์มสุกร พยายามออกกฎระเบียบไม่ให้ซื้อขายทั่วไป ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เพราะกลัวว่า ยีนเอ็มซีอาร์-1 ที่พบในฟาร์มหมูจะแพร่กระจายไปสู่มนุษย์ เหมือนเช่นที่เกิดในอเมริกาที่พบหญิงป่วยท้องร่วง แล้วดื้อยาโคลิสติน โดยคนไข้หญิงรายนี้ไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับฟาร์มหมู และไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศมาก่อน

            คนอเมริกาไม่มีวัฒนธรรมการกินหมูไม่สุก ส่วนใหญ่หมูสุก สะอาด ปลอดภัย แล้วทำไมคนไข้หญิงรายนี้ มียีนดื้อยามรณะตัวนี้?

            ผศ.นสพ.ดร.อธิภู นันทประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญการดูแลและจัดการสุขภาพในสุกร คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่หมูจะดื้อยาโคลิสตินและยาตัวอื่นๆ ที่ใช้กันมานานในฟาร์มหมู โดยการแพร่เชื้อดื้อยาจะผ่านทาง “แม่หมูสู่ลูกหมูโดยตรง” หรืออาจ  “แพร่เชื้อสู่คนเลี้ยงหมู” ผ่านทาง สภาพแวดล้อมในฟาร์มหมูที่มีเชื้อโรคดื้อยาแพร่กระจายสะสมอยู่ตามที่ต่างๆ

            “ปัญหาที่กลัวว่า คนเลี้ยงหมูจะติดเชื้อดื้อยาโคลิสตินจากหมู ก็มีความเป็นไปได้ เพราะฟาร์มหมูบางแห่งมีเชื้อดื้อยาแพร่กระจายตามสิ่งแวดล้อมรอบๆ เล้าเลี้ยงหมูอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันควบคุมยาโคลิสติน” นสพ.อธิภู กล่าว

            “อภัย สุทธิสังข์” อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันไทยมีฟาร์มหมูประมาณ 1 หมื่นแห่ง กรมพยายามควบคุมติดตามการใช้ยาสัตว์อย่างเข้มงวด วิธีการใช้ คุณภาพของยาสัตว์ และการตกค้างของยา ทั้งก่อนและหลังการเชือดชำแหละ โดยเฉพาะการปราบปรามพวกลักลอบใช้ยาเถื่อน และผู้นำเข้า ผลิต โดยไม่ได้รับอนุญาต

            แม้ว่าอธิบดีกรมปศุสัตว์มีความคิดอยากปราบปรามยาเถื่อนอย่างจริงจัง แต่ถ้าพิจารณาบทลงโทษแล้ว “พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510” คนขายยาเถื่อนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

            หลายฝ่ายเชื่อว่า บทลงโทษที่น้อยนิด อาจทำให้ขบวนการขายยาเถื่อนไม่รู้สึกเกรงกลัว และก็ไม่มีใครเคยเก็บข้อมูลหรือตรวจสอบด้วยว่า ตัวเลขการใช้ “ยาโคลิสติน” ในประเทศไทยที่ผ่านมามีมากน้อยเพียงไร ฟาร์มหมูที่มีเชื้อดื้อโคลิสติน และยีนเอ็มซีอาร์-1 มีจำนวนเท่าไรกันแน่

            เพราะที่ชาวบ้านกลัว ไม่ใช่การติดยีนดื้อยาจาก “กินเนื้อหมู” แต่กลัวติดจาก “คนเลี้ยงหมู” เอามาเผยแพร่ หรือจากน้ำเสียของฟาร์มหมูที่ไหลปนเปื้อนเชื้อดื้อยาแล้วปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ?

             วิจัยชี้ชัด “หมูไทย”+“คนไทย” ตรวจพบเอ็มซีอาร์-1แล้ว              

              งานวิจัยเกี่ยวกับการแพร่กระจายของยีนดื้อยาเอ็มซีอาร์- วัน (MCR-1) เป็นภาษาอังกฤษชื่อหัวเรื่อง “Dissemination of the mcr-1 colistin resistance gene” Vol 16 February 2016 จากเว็บไซต์ www.thelancet.com/infection ระบุจากการสำรวจช่วงปี 2010–2015 พบประเทศที่พบเชื้อเอ็มซีอาร์-วันในมนุษย์ หมู และไก่ มีจำนวน 16 ประเทศแล้ว

             ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก โปรตุเกส เบลเยียม แอลจีเรีย จีน ญี่ปุ่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และประเทศไทย 

             สำหรับไทยนั้นเป็นรายงานการพบยีนเอ็มซีอาร์–วันในมนุษย์ (Human) จำนวน 2 รายเมื่อปี 2012

            ล่าสุดเอกสารรายงาน “สถานการณ์การเกิดโรคประจำสัปดาห์ที่ 24 ระหว่างวันที่ 12-18 มิถุนายน 2559” กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ามีการตรวจพบยีนดื้อยา เอ็มซีอาร์-วัน ในตัวอย่างปัสสาวะผู้ป่วยชายวัย63ปีที่จังหวัดเพชรบูรณ์ 

            รศ.นสพ.ดร.ณุวีร์ให้ข้อมูลว่า ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องค้นพบยีนเอ็มซีอาร์-1 ในมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการดื้อยาโคลิสติน ทีมงานวิจัยทำการศึกษาย้อนหลัง โดยตรวจหาเชื้ออีโคไลที่เพาะแยกได้หมูในฟาร์มปิดที่เก็บตัวอย่างไว้ตั้งแต่ปี 2004–2014 ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี นครราชสีมา และชลบุรี มีทั้งหมดจำนวน 259 ตัวอย่าง เพื่อนำมาตรวจสอบซ้ำเพื่อค้นหาว่ามีการดื้อยาโคลิสตินและมียีนเอ็มซีอาร์-1 อยู่หรือไม่

            ผลปรากฏว่าพบตัวอย่างที่เก็บมาช่วงปี 2012–2014 จำนวน 77 ตัวอย่างมีเชื้อดื้อยาโคลิสติน คิดเป็นร้อยละ 32.2 ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ามีจำนวน 23 ตัวอย่างที่ดื้อยาโคลิสตินและมียีนเอ็มซีอาร์-1 รวมอยู่ด้วย คิดเป็นร้อยละ 9.6 โดยจังหวัดที่พบเชื้อดื้อยาโคลิสตินและยีนเอ็มซีอาร์-1 ได้แก่

            “นครปฐม” ปี 2012 จำนวน 57 ตัวอย่าง พบเชื้อดื้อยาโคลิสติน 24 ตัวอย่าง และยีนเอ็มซีอาร์-1 จำนวน 2 ตัวอย่าง และ ปี 2013 จำนวน 44 ตัวอย่าง พบเชื้อดื้อยาโคลิสติน 18 ตัวอย่าง และยีนเอ็มซีอาร์-1 จำนวน 13 ตัวอย่าง “ราชบุรี” ปี 2014 จำนวน 57 ตัวอย่าง พบเชื้อดื้อยาโคลิสติน 25 ตัวอย่าง ยีนเอ็มซีอาร์-1 จำนวน 2 ตัวอย่างและ “ชลบุรี” ปี 2013 จำนวน 29 ตัวอย่าง พบเชื้อดื้อยาโคลิสติน 10 ตัวอย่าง และยีนเอ็มซีอาร์-1 จำนวน 6 ตัวอย่าง

            “การค้นพบดังกล่าวเป็นการยืนยันชัดเจนว่าประเทศไทยมีการพบเชื้ออี โคไลที่มียีนเอ็มซีอาร์-1 ดังนั้นควรมีแผนการเฝ้าระวังและควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มหมูเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากยีนเอ็มซีอาร์-1 นั้นเป็นยีนอยู่นอกดีเอ็นเอหลักที่ส่วนพลาสมิด (Plasmid) จึงมีความสามารถส่งผ่านหรือเคลื่อนย้ายไปให้เชื้ออี โคไลตัวอื่น และแบคทีเรียตัวอื่นได้ด้วย เช่น “ซัลโมเนลล่า” (Salmonella spp.) ที่ทำให้อุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษ รวมถึง “เครบซีลลา” (Klebsiellar spp.) โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ซึ่งการดื้อยาของแบคทีเรียเป็นภาวะคุกคามมีผลกระทบต่อความล้มเหลวในการรักษาทั้งคนและสัตว์” รศ.นสพ.ดร.ณุวีร์ อธิบายเพิ่มเติม

            ส่วนวิธีการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวไปสู่ผู้บริโภค รศ.นสพ.ดร.ณุวีร์แนะนำว่า

            1.ควรรับประทานเนื้อสุกรผ่านการปรุงสุก ผ่านความร้อน 100 องศา เซลเซียส 

            2.แยกอุปกรณ์ที่ใช้ในการหั่น หรือชำแหละเนื้อสุกรก่อนการปรุง และอาหารที่สุก 

            3.ผู้ทำงานในฟาร์มหมูหรือมีโอกาสสัมผัสหมูโดยตรง ควรล้างมือทุกครั้ง

            “ต้องยอมรับว่ายังมีฟาร์มหมูบางแห่งใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสม ใช้มากเกินความจำเป็น โครงการระบบมาตรฐานฟาร์มที่มีอยู่ก็ยังไม่สามารถใช้ครอบคลุมทุกๆ พื้นที่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น เกษตรกร สัตวแพทย์ และบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง มาสร้างข้อตกลงเกี่ยวกับแนวทางการใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีต่างๆ ในฟาร์มอย่างถูกต้อง และควรมีการสำรวจและติดตามปัญหาการดื้อยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโคลิสติน ในกระบวนการเลี้ยงสัตว์เพื่อความปลอดภัยในคุณภาพชีวิตของประชาชนในอนาคต”

             สุดท้ายคือ งานวิจัยเชิงลึกเพื่อยืนยันว่า เชื้อดื้อยาโคลิสตินและยีนเอ็มซีอาร์-1 ส่งต่อหรือถ่ายทอดยีนไปสู่มนุษย์ได้จริงหรือไม่? และศึกษาปัจจัยช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาในฟาร์มปศุสัตว์ ที่สำคัญคือ รศ.นสพ.ดร.ณุวีร์กำลังทดสอบหาสารธรรมชาติมาทดแทนยาปฏิชีวนะโดยเฉพาะยาโคลิสติน

            เพื่อให้คนเลี้ยงหมูไทยมีทางเลือกใหม่ๆ ไม่กลายเป็นเหยื่อแพร่ “เอ็มซีอาร์-1” ยีนดื้อยาอันตรายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์...