คอลัมนิสต์

KEY PLAYERS “คดีครูจอมทรัพย์” แพะ หรือ แกะ?

KEY PLAYERS “คดีครูจอมทรัพย์” แพะ หรือ แกะ?

27 ม.ค. 2560

KEY PLAYERS “คดีครูจอมทรัพย์” พยานที่จะตัดสินว่าครูจอมทรัพย์เป็น แพะ หรือ แกะ? : โอภาส บุญล้อม สำนักข่าวเนชั่น รายงาน

 

            ย้อนกลับไปเมื่อ วันที่ 9 ม.ค.60 พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ  รองปลัดยุติธรรม พร้อมด้วยนายนิธิต ภูริคุปต์  เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือกรณีของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน  จ.สกลนคร ภายหลังถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน ในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  จากกรณีขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซููซุ สีน้ำตาล บค.56 สกลนคร ชนนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 48 อ.เรณูนคร จ.นครพนม ทั้งนี้ “ครูจอมทรัพย์”ถูกจำคุกจริงเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง โดยได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 58

            ทั้งนี้ทางศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ได้เข้าไปช่วยเหลือ “ครูจอมทรัพย์”ในการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยนางจอมทรัพย์ ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุนางจอมทรัพย์อยู่กับครอบครัวที่บ้าน ซึ่งอยู่ที่ จ.สกลนคร ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.59ตามที่“ครูจอมทรัพย์” ร้องขอ เนื่องจากเห็นว่าคำร้องมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้  เนื่องจากนางจอมทรัพย์  มีหลักฐานว่า ได้มีนายสับ วาปี ยื่นคำร้องขอชำระเงินแทนนางจอมทรัพย์ ในวันที่10 มิ.ย 57 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นางจอมทรัพย์ ชำระเงิน 170,000บาท ให้กับบุตรผู้ตาย และนายสับ ยังให้ข้อเท็จจริงกับนางจอมทรัพย์ ว่า นายสับ เป็นคนขับรถชนผู้ตายและได้หลบหนี แต่ต่อมาทราบว่านางจอมทรัพย์ ถูกลงโทษจำคุกทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำ จึงสำนึกผิด 

            การรื้อฟื้น“คดีครูุจอมทรัพย์ตอนแรกดูเหมือนจะราบรื่น แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่  

            KEY PLAYERS “คดีครูจอมทรัพย์” แพะ หรือ แกะ?

            12  ม.ค.60 พ.ต.ท.ทงศักดิ์ โพธิ์โหน่ง  พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี  ออกมายืนยันว่า  พยานหลักฐานที่รวบรวมไว้ เชื่อมโยงได้ทุกขั้นตอนไม่มีเลศนัย ไม่ได้เรียกร้องรับผลประโยชน์ใดๆ จากผู้ใดทั้งสิ้น  ปฏิบัติหน้าที่่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต

            17  ม.ค.60 พล.ต.อ. ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า กรณี “ครูจอมทรัพย์”ขอรื้อคดีพบสิ่งผิดปกติหลายอย่างและมีขบวนการรับจ้างรับผิด” โดยมีผู้ร่วมขบวนการประมาณ 6 คน เป็นข้าราชการ อดีตข้าราชการ และพลเรือนแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อหาประโยชน์จากเงินเยียวยา และมีพยานสำคัญที่ตำรวจได้สอบปากคำ คือ อดีต ส.ว.มุกดาหารที่เคยได้รับการติดต่อว่าจ้างให้ทำหน้าที่ทนายความ “คดีครูจอมทรัพย์” และยังพบว่า ขบวนการนี้เริ่มเคลื่อนไหว หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องครูจอมทรัพย์ คล้ายกับเห็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ และการสืบสวนยังพบอีกว่า ขบวนการนี้ทำมาแล้วหลายครั้ง ในพื้นที่ภาคอีสาน มีทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จส่วนในความเคลื่อนไหวของครูจอมทรัพย์ มีการรับและจ่ายเงินให้คนในขบวนการบางส่วนแล้ว

            17 ม.ค. 60 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ระบุว่า กรณี “ครูจอมทรัพย์ ”มีการจัดฉาก หวังได้รับเงินค่าเยียวยา เป็นเรื่องเท็จ มีการจ้างพยานมาสมอ้างว่าเป็นคนขับรถชนคนตาย และยกตัวอย่างให้เห็นว่า ในปี 2557 ที่กลุ่มครูที่ช่วยเหลือคดีครูจอมทรัพย์ อ้างว่าได้ขอซื้อรถเก่าจากนายสับ วาปี และได้มีการพูดคุยกับนายสับ และนายสับ บอกว่าได้ชับรถชนคนตายและได้เห็นรถนายสับ หมายเลขทะเบียน บค.56 มุกดาหาร ในป่าละเมาะที่นายสับ เอารถไปซ่อนนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนายสับ ได้แจ้งยกเลิกป้ายทะเบียนดังกล่าวไปตั้งแต่ปี 2552และ ได้ขายรถคันดังกล่าวเป็นซากรถไปในปีเดียวกัน

            17 ม.ค.60 นางแพงสี พ่อบำรุง  ลูกสาวของนายเหลือ ผู้ตาย  เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ธ.ค  56  กลุ่มเพื่อนครูของนางจอมทรัพย์ ได้มาพบที่บ้าน เพื่อนัดจ่ายเงิน 150,000 บาท  พร้อมกับทำหนังสือบันทึกข้อความขึ้น และให้คนในครอบครัวนายเหลือ ลงนามยินยอมว่าจะไม่ดำเนินคดีกับนายสับ วาปี ที่กลุ่มเพื่อนครูระบุว่า เป็นคนขับรถชนนายเหลือ และนัดจ่ายเงินผู้เสียหายวันที่ 2 ธ.ค.56 ที่ สภ.เรณูนคร แต่เมื่อถึงวันนัดจ่ายเงิน กลับไม่มีใครนำเงินมาจ่าย 

            17  ม.ค. 60 นายเมธี แสนพินิจ  หัวหน้าฝ่ายใบอนุญาตขับรถ สำนักงานขนส่ง จ.มุกดาหาร นำเอกสารหลักฐานมายืนยันว่า รถยนต์กระบะทะเบียน  บค.56 มุกดาหาร มีผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือนายสับ วาปี  และตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา มีเพียง พ.ต.ท. ทงศักดิ์ โพธิ์โหน่ง ผู้ทำคดีครูจอมทรัพย์  ทำหนังสือขอตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวเพียงรายเดียว 

            18 ม.ค 60 พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะมุกดาธนพง อดีต ส.ว.มุกดาหาร ที่ถูกอ้างว่า เป็นบุคคลที่เคยได้รับการทาบทามเข้าร่วมกระบวนการรื้อคดีของนางจอมทรัพย์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้เคยพบกับกลุ่มบุคคลที่นั่งรถตู้มากว่า 10 คน ซึ่งมาขอคำปรึกษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2556 ว่าขอให้ช่วยครูจอมทรัพย์ด้วย และบอกว่าครูถูกจำคุกอยู่ตอนนี้ แต่ตนได้บอกกับคนกลุ่มนั้นไปว่าไม่รู้จะช่วยได้อย่างไรเพราะศาลฎีกาตัดสินแล้ว

             19 ม.ค 60  นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์  เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุเวลา 19.30 น. ขณะที่ตนขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านญาติโดยมีเพื่อนซ้อนท้ายมา มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งตามหลังมาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับขับแซงนำหน้ารถตนขึ้นไป เป็นจังหวะเดียวกันที่นายเหลือ พ่อบำรุง ผู้เสียชีวิต ขับรถจักรยานข้ามฟากมาจากอีกฝั่งหนึ่ง ขณะเดียวกันรถยนต์กระบะคันดังกล่าว วิ่งพุ่งชนทางด้านขวา จนร่างของนายเหลือลอยกระเด็นตกห่างจุดชนหลายเมตร จากนั้นตนและเพื่อน เห็นคนขับรถกระบะฝั่งด้านคนขับลักษณะเป็นผู้ชาย รูปร่างท้วม เปิดประตูเดินรถมานั่งยองๆ ดูว่านายเหลือเสียชีวิตหรือไม่ แล้วก็เดินขึ้นรถขับหนีออกไปอย่างรวดเร็ว จำได้แม่นว่าทะเบียนคือ หมายเลข 56 ส่วนหมวดอักษรจะเป็น บค หรือ บต นั้นไม่แน่ใจ และไม่เห็นหมวดจังหวัดและจำสีรถไม่ได้

            นางทัศนีย์ ยังบอกว่า หลังจากเหตุการณ์ประมาณ 1 สัปดาห์ ต่อมาได้มีีหมายเรียกไปให้ปากคำ ตนจึงได้เล่าเหตุการณ์ตามที่ได้เห็น แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้ถามว่าคนขับรถชนเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย กระทั่งไปขึ้นศาล ศาลถามว่า คนขับเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จึงตอบว่าเป็นผู้ชาย ศาลจึงถามต่อว่าทำไมไม่ให้ปากคำต่อพนักงานชั้นสอบสวน ตนจึงตอบว่า เขาไม่ได้ถาม จึงไม่ได้พูดประเด็นนี้

             KEY PLAYERS “คดีครูจอมทรัพย์” แพะ หรือ แกะ?

            19 ม.ค.60 นางทองเรศ วงศ์ศรีชา   พยานอีกคนซึ่งนั่งซ้อนท้ายนางทัศนีย์  ระบุว่า เห็นผู้ชายเป็นคนขับรถคันที่ชนแล้วหนี 

            19 ม.ค. 60  ได้มีการเปิดเผยเอกสารผ่านสื่อ เป็นบันทึกปากคำของนายสับ ที่ได้เคยให้ไว้กับตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรนาโดน  อ.เรณูนคร จ.นครพนม ลงวันที่ 19 พ.ค 57 โดยนายสับ  ได้เล่าข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 48  นายสับ ได้ขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูุซุ สีเขียว รุ่นเคบีแซด บค. 56  มุกดาหาร  ไปธุระและชนนายเหลือ พ่อบำรุง  ที่ขี่จักรยาน  ทำให้นายเหลือ ถึงแก่ความตาย ที่จ.นครพนม  หลังเกิดเหตุได้หยุดและเปิดประตูรถยนต์ลงมาดู แต่เห็นคนขับรถจักรยานเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จึงได้ขับรถยนต์หลบหนีไป และนำรถยนต์คันเกิดเหตุไปซุกซ่อนไว้ในป่าใกล้หมู่บ้าน ต่อมาหลังเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน จึงได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวในสภาพซากรถให้กับผู้รับซื้อของเก่าต่างท้องที่ ซึ่งมาเร่ซื้อของเก่าในหมู่บ้านไปในราคา 20,000 บาท และในเดือน ธ.ค. 59 นายสับ ได้มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนคำร้องขอรื้อฟื้นคดีให้กับ“ครูจอมทรัพย์”ด้วย

            19 ม.ค.60  นายเวช คล่องแคล่ว  เจ้าของอู่รถ อ.เมือง จ.มุกดาหาร เล่าว่า ตนได้ซ่อมรถยนต์ที่นายสับ วาปี นำมาให้ซ่อมเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว โดยไม่ทราบว่านายสับ ขับไปชนอะไรมา โดยรถได้รับความเสียหายด้านหน้ารถ และต่อมานายสับ ได้เดินทางมาพบตนและขอให้ตนไปเป็นพยานว่าตนได้ซ่อมรถของนายสับ จริง ต่อหน้าบัลลังก์ศาลไปแล้ว และนายสับ มาพบตนหลายครั้ง บอกว่ารู้สึกผิดที่เป็นคนขับรถชนผู้อื่นเสียชีวิตแต่ต้องให้คนอื่นต้องมารับโทษแทน

            19 ม.ค. 60 นายอุบล ไชยบัน  อยู่ที่บ้านเลขที่ 107  ต.คำป่าหลาย อ. เมือง จ.มุกดาหาร ออกมาเปิดเผยว่า ตนได้ซื้อรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บค.56 มุกดาหาร สีเขียว ยี่ห้ออีซูซุ เมื่อปี 2547  โดยซื้อมาจากนายนิรันทร์ ทูลแก้วหรือนายรัน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 ต.กุดแข้ อ.เมืองมุกดาหาร ซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกันกับนายสับ วาปี โดยซื้อในราคา 33,000 บาท รถมีสภาพเก่าและนำมาใช้ในหมู่บ้าน ไม่เคยให้ใครยืม และไม่เคยขับออกนอกพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร และตนเคยเสียภาษีประจำปีเพื่อต่อทะเบียนเมื่อ  21 ก.พ.48 โดยชื่อผู้ครอบครองรถคือนายสับ วาปี และหลังจากรถใช้งานไม่ได้ ตนได้ขายเป็นเศษเหล็กให้กับคนมาซื้อของเก่าเมื่อปี 2551 ในราคา 15,000บาท และได้เอาเอกสารรถให้คนซื้อเศษเหล็กไปหมดเลย สำหรับคดีครูุจอมทรัพย์ ที่อ้างว่าเกี่ยวกับรถกระบะทะเบียน บค.56 มุกดาหาร คิดว่าไม่เป็นความจริง

            และนายอุบล ยังบอกว่า หลายปีที่ผ่านมามีครูุ 2 คน ได้มาหาตนที่เถียงนา บอกว่า ขอร้องอยากได้เศษเหล็กของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค.56 มุกดาหาร เพื่ออยากช่วยเพื่อนที่ถูกจับ  แต่ตนเองได้ปฏิเสธไป และครูทั้ง 2 คนได้หายไปเลย

            20  ม.ค. 60 นางไสว แสนเมืองโคตร ชาวสกลนคร  ซึ่งเป็นแม่ของนายประพัฒน์ แสนเมืองโคตร ที่ซื้อรถต่อจากครูจอมทรัพย์ ในราคา 133,000 บาท โดยทำเรื่องโอนชื่อเจ้าของรถ ในวันที่ 11 มี.ค. 48 ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดสกลนคร โดยหลังจากโอนรถเสร็จแล้ว ครูจอมทรัพย์ได้ขอยืมรถลูกชายไปทำธุระต่อ กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น 12 มี.ค.2548 ครูจอมทรัพย์นำรถมาคืน

            จากนั้นไม่นาน มีหมายศาลมาถึงบ้าน แจ้งว่ารถกระบะที่ลูกชายซื้อมาชนคนตายในพื้นที่ จ.นครพนม ลูกชายจึงตรวจสอบสภาพ และพบความผิดปกติ ว่ารถมีลักษณะคล้ายกับเกิดการชน

             21 ม.ค. 60   มีการเผยแพร่บันทึกประจำวันของ  สภ. เรณูนคร เมื่อ 23 ธ.ค.56  พบว่า หลังจากครูจอมทรัพย์ ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาจำคุก  ได้มีนายสุริยา นวลเจริญ หรือ ครูอ๋อง เพื่อนครูจอมทรัพย์  เข้าพบพนักงานสอบสวน และ บอกว่ารู้ตัวคนขับรถชนตัวจริงแล้วว่าเป็นใคร โดยได้ไปตามทะเบียนรถที่หมวดอักษรตรงกันกับรถ"ครูจอมทรัพย์ " คือทะเบียน บค. 56 มุกดาหาร เป็นรถยนต์กระบะ และทราบว่านายสับ วาปี เป็นผู้ครอบครองรถ  จากนั้นนายสุริยา ตามไปหานายสับถึง จ.มุกดาหาร และนายสับ ยอมรับว่าเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวจริง แต่ขายรถคันนี้ต่อให้นายเสริฐ  รูปสะอาด ชาว อ. คำชะอี จ.มุกดาหาร ก่อนปี 2548 แล้ว แต่ยังไม่ได้โอนทะเบียน หลังจากนั้น “ครูอ๋อง”จึงตามไปหาตัวนายเสริฐที่บ้าน นายเสริฐ สารภาพว่า ได้ขับรถชนคนเมื่อคืนวันที่  11 มี.ค. 48  

             21 ม.ค. 60  นางเริม อุคำพันธ์ ภรรยานายเสริฐ ซึ่งแต่งงานกัน เมื่อปี 2558 ยืนยันว่านายเสริฐ ขับรถกระบะไม่เป็น

            คดีนี้หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ศาลจังหวัดนครพนม  ได้นัดพร้อมคู่ความเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 60 แต่เมื่อถึงวันนัด นายสับ วาปี ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นคนขับรถชนนายเหลือผู้ตาย และนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานผู้เห็นเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุไม่ได้มาศาล ศาลจึงนัดสืบพยานใหม่วันที่ 8 ก.พ. นี้ 

            แม้ว่า“คดีครูจอมทรัพย์”มีความซับซ้อน พยานแตกหน่อ ออกมามากมาย จนชวนงุนงงว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนขับรถชนนายเหลือ ผู้ตาย ..."ครูจอมทรัพย์"-"สับ วาปี" หรือว่า "ใครอื่น" แต่สุดท้าย "ศาลสถิตยุติธรรม" "จะคลี่คลายความจริงให้ปรากฏ

(เรื่องที่เกี่ยวข้อง เปิดวงเงินเยียวยาครูแพะ สูงสุด 2.7 แสน )