คอลัมนิสต์

ย้อนรอยศูนย์ปรองดองตั้งแล้วล่ม...

ย้อนรอยศูนย์ปรองดองตั้งแล้วล่ม...

22 ม.ค. 2560

(รายงาน) ย้อนรอยศูนย์ปรองดองตั้งแล้วล่ม วัดฝีมือ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” เอาจริงแค่ไหน : สำนักข่าวเนชั่น

 

            เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จุดพลุปรองดองส่งเทียบเชิญพรรคการเมืองให้ร่วมพูดคุยเพื่อเสนอทางออกให้ประเทศหลุดพ้นวังวนความขัดแย้ง โดยมอบหมายให้ “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงเล่นสนามนี้ด้วยตัวเอง

            “บิ๊กตู่” จัดตั้ง “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง” (ป.ย.ป.) มีคณะกรรมการ 4 ชุดย่อยได้แก่ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ 20 ปี 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการปรองดอง 4.คณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์

            ทว่าถนนทุกเส้นกลับโฟกัสหลักไปที่ “คณะกรรมการปรองดอง” ที่ “บิ๊กป้อม” เตรียมแต่งตั้งให้ “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งประธานคณะกรรมการปรองดอง โดยยกเช็ตขุนทหารมานั่งกรรมการเกือบทั้งหมด เหลือก็เพียงผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอุบไต๋กันอยู่ว่าจะเทียบเชิญใครมาร่วมงาน

            แต่หากย้อนความหลังตั้งแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 “บิ๊กตู่” ได้ตั้งทีมปรองดองมาแล้ว และเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยหลายครั้ง แต่ทุกข้อเสนอทั้งในที่ประชุมและข้อเสนอทางลับไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะชน แถมไม่มีความคืบหน้าออกมาให้เห็นตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา

              ย้อนรอยศูนย์ปรองดองตั้งแล้วล่ม...

            โดยในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2557 “บิ๊กตู่” ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ให้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ขึ้นมา มอบหมายให้ “พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์" (ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการเวลานั้น) เป็นหัวหน้าศูนย์ศปป.

            พร้อมจัดตั้งศปป.ระดับภาค-ระดับจังหวัด ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับประชาชน และจัดกิจกรรมเพื่อเชื่อมความสมานฉันท์ระหว่างประชาชน-ทหาร-ข้าราชการ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นอย่างใจฝัน จนสุดท้ายชื่อของศปป.ก็ถูกกลืนหายไป แทบจะไม่มีใครจำได้ว่าศปป.ทำอะไรไปบ้าง และมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่

            แม้ปัจจุบัน “พล.ท.ณัฐ อินทรเจริญ” รองเสนาธิการทหารบก เป็นผู้อำนวยการศปป. จะพยายามขับเคลื่อนศปป.ในระดับภูมิภาคให้มีการทำงานเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรม ยิ่ง “บิ๊กตู่” มาแต่งตั้ง “คณะกรรมการปรองดอง” ยิ่งทำให้ศปป.แทบจะหมดความหมาย หากจะยุบทิ้งไม่ให้เปลืองงบประมาณก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

            และหากสังเคราะห์ลงลึกไปในโครงสร้างของศปป. ก็จะพบว่า “บิ๊กตู่” ได้ตั้งกลุ่มงานสร้างความปรองดองและการปฏิรูป เอาไว้ด้วย โดยมอบหมายให้ “บิ๊กเต๋า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ (ปลัดกระทรวงกลาโหมเวลานั้น) เป็นคนรับผิดชอบ หากยังจำกันได้ “บิ๊กเต๋า” เชิญฝ่ายการเมืองมากินโต๊ะจีน พูดคุยที่สโมสร กองทัพบก ถนนวิภาวดี เพื่อรวบรวมข้อเสนอไปแล้วด้วย

            การทำงานของศปป.-กลุ่มงานสร้างความปรองดองและการปฏิรูป ที่แต่งตั้งขึ้นมาหลังการรัฐประหารไม่กี่เดือนจึงถูกมองว่าเป็นเพียงกลไกสร้างความชอบธรรมให้กับ “บิ๊กตู่-กองทัพ” วาดฝันให้เชื่อมั่นว่าจะมีความปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริง

            แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว เหมือนมวยล้มต้มคนดู... ซึ่งไม่ต่างจากคณะกรรมการปรองดองที่ตั้งจากรัฐบาลเลือกตั้ง

            นอกจากนี้ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานอนุกมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 ชุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เคยเสนอต่อรัฐบาลตั้งแต่เดือนธันวาคม2557

            โดยมีข้อเสนอดังนี้ 1.ตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ 2.นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวชุมนุมระหว่างปี2548-2557และ 3.ให้ฝ่ายที่ขัดแย้งกันได้มีโอกาสมาทำงานร่วมกันในการบริหารบ้านเมืองให้มากยิ่งขึ้น

            ซึ่งหาก “บิ๊กตู่-รัฐบาล” ให้ความสำคัญกับข้อเสนอของ “เอนก” ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาก็จะไม่เสียเปล่า การสร้างความปรองดองจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้ แต่นี่เท่ากับว่ารัฐบาลปล่อยให้เสียเวลามา2ปี คำถามจึงอยู่ที่ว่า “บิ๊กตู่-รัฐบาล” ตั้งใจปล่อยให้เสียเวลามา 2 ปีหรือไม่

            แถมล่าสุดก็โดนฝ่ายการเมืองออกมาดาหน้าขย่มกันว่า “บิ๊กตู่-รัฐบาล” ไม่จริงใจสร้างความปรองดอง แต่ที่ตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมา เพื่อต้องการยื้อเวลาโรดแมปให้ยืดออกไปอีก

            ร้อนจนหัวเรือใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” ต้องออกมาแก้ลำโดยยืนยันว่า “จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการรับฟังข้อคิดเห็นทั้งหมดไม่ใช่ว่ากระบวนการเสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน จากนั้นนำความคิดเห็นต่างๆมาเผยแพร่ และเข้าสู่กระบวนการต่อไป”

             ย้อนรอยศูนย์ปรองดองตั้งแล้วล่ม...

            ต่อด้วย“บิ๊กช้าง” ที่ยืนยันอีกเสียงว่า “กระบวนการรับฟังความคิดเห็นฝ่ายต่างๆ ทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองจะใช้เวลา 3เดือน โดยจะสรุปข้อเสนอทั้งหมดทำเป็นข้อตกลงร่วมกัน จึงต้องรอดูข้อมูลที่จะได้รับมาก่อน ยืนยันการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การซื้อเวลา ไม่มีมวยล้มต้มคนดูอย่างแน่นอน”

            ระยะเวลาโรดแม็พ 2 ปีครึ่ง ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก คณะกรรมการปรองดองถูกแต่งตั้งชุดแล้วชุดเล่า แต่ความปรองดองที่ประชาชนทั้งประเทศอยากเห็นมากที่สุดยังไม่ได้รับการแก้ปม-แก้เงื่อน ให้หลุดพ้นกันเสียที เวลาที่เหลือบวกลบไม่เกิน 1 ปีครึ่ง จึงถูกคาดหวังจากประชาชนอย่างมาก

            งานนี้วัดใจ “บิ๊กตู่” วัดฝีมือ “บิ๊กป้อม” จะนำพาประเทศไทยออกจากวังวนความขัดแย้งได้หรือไม่

            หรือก็เป็นเพียงแค่อีกหนึ่งอีเวนท์ที่ผ่านเข้ามา!?