
"นิรโทษกรรม” เส้นชัยปรองดอง?
จับตาการทำหน้าที่ "“คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา รวบรวมความเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดองทางการเมือง”
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ตั้ง “คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา รวบรวมความเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง” โดยให้ “สังศิต พิริยะรังสรรค์” เป็นประธานอนุกรรมาธิการ พร้อมดรีมทีม สปท. ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มที่ขัดแย้งทางการเมือง ทั้ง ประชาธิปัตย์, เพื่อไทย, กปปส. และ นปช.
ภารกิจสำคัญของอนุกมธ.คือ รวบรวมความเห็นที่หลากหลายต่อแนวทางแก้ไขความขัดแย้ง และแนวทางสร้างความปรองดอง เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม สปท. ให้อนุมัติสส่งไปยัง “รัฐบาล” ที่อยู่ระหว่างขับเคลื่อนโปรเจกท์สร้างความสมานฉันท์ปรองดอง
สำหรับจุดตั้งต้นของ “อนุ กมธ.แก้ขัดแย้ง–สร้างปรองดอง” เริ่มด้วย ส่งจดหมายสอบถามความเห็นจาก พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย กลุ่มขบวนการนำประชาชนให้ออกมาชุมนุม คือ นปช. กับ กปปส. เพื่อขอข้อเสนอแนะและแนวทางความปรองดอง
ต่อจากนั้น คือ การศึกษารายงานปรองดองฉบับที่ค้นคว้าและเผยแพร่มาแล้ว ตั้งแต่ ปี 2552–2559 รวม 7 ฉบับ ได้แก่
1.รายงานข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2552 ฉบับที่มี “ดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี” เป็นประธาน
2.รายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) พ.ศ.2553 ที่มี “คณิต ณ นคร” เป็นประธาน
3.รายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ของ “สถาบันพระปกเกล้า" พ.ศ.2555 โดยวิจัยภายใต้การมอบหมายของกมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรที่มี “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ส.ส.พรรคมาตุภูมิ” เป็นประธาน กมธ.
4.รายงานข้อเสนอแนวทางการสร้างความปรองดอง พ.ศ.2555 ของ กมธ.ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ชุด “พล.อ.สนธิ” ซึ่งรายงานดังกล่าวเสนอควบคู่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ
5.รายงานข้อเสนอต่อแนวทางการสร้างความปรองดองของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พ.ศ.2558 ที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน”
6.รายงานการศึกษาประเด็นการสร้างความปรองดอง พ.ศ.2558 โดยคณะอนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดอง ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ กรธ. เป็นประธาน
7.รายงานผลดำเนินการสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป พ.ศ.2559 โดยศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.)
เหตุผลสำคัญที่ “อนุ กมธ.สังเคราะห์ประเด็นเพื่อแก้ความขัดแย้งและสร้างความปรองดองทางการเมือง” ต้องหยิบยกรายงานการศึกษาและข้อเสนอต่อแนวทางปรองดองทั้ง 7 ฉบับ มาพิจารณา เพื่อให้เข้าใจถึงสาระ วิวัฒนาการของแนวทางแก้ปัญหา ก่อนสังเคราะห์เป็นวิธีการที่ขับเคลื่อนไปสู่ความปรองดอง และแก้ขัดแย้ง
หากพิจารณารายงานศึกษาความขัดแย้งทางการเมือง และข้อเสนอของคณะทำงานแต่ละชุด พบว่ามีวิวัฒนาการต่อแนวทางแก้ปัญหามาเป็นลำดับ
เริ่มด้วย รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ฉบับ “ดิเรก” มุ่งศึกษาการแก้ปัญหาการเมืองและเคลื่อนไปสู่การเลือกตั้ง ตามคำประกาศของ “รัฐบาล ยุคที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ” ที่จะจัดการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2554 ดังนั้นข้อเสนอจึงเน้นไปในด้านการต่อรองทางการเมือง ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
ซึ่งผลตอบรับในขณะนั้น รัฐบาลและรัฐสภาร่วมกันขับเคลื่อนตามข้อเสนอ ผ่านการตั้งคณะทำงานหลายชุดขับเคลื่อน โดยมีผู้ใหญ่ทางการเมือง อาทิ นพ.ประเวศ วะสี, นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ ร่วมเป็นแม่ทัพทำงาน
แต่การสร้างความปรองดองช่วงดังกล่าวยังเป็นเพียงความฝัน เพราะมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
ต่อมาในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลได้เดินเกมอีกด้าน คือ การค้นหาความจริง และตั้ง “คอป.” เพื่อศึกษาข้อมูลและรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมทางการเมือง
ผลการศึกษาของ คอป.ในห้วง 1 ปี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553-กรกฎาคม 2554 มีข้อเสนอที่หลากหลาย ที่สำคัญมองไปถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และเสนอหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมถึงรัฐต้องชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกฝ่าย
ผลที่ถูกนำไปปฏิบัติ คือ การจ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง และผู้ที่ต้องคดีไม่ร้ายแรงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
นอกจากนั้นในช่วงปีเดียวกัน กมธ.ศึกษาแนวทางปรองดอง ชุด “พล.อ.สนธิ” ได้ศึกษาภาพรวมความขัดแย้ง นับตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 2549 และเรื่อยมาถึงปี 2553 โดยได้ทำงาน 2 ขา คือ ให้ “สถาบันพระปกเกล้า” ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง โดยนำประสบการณ์ของต่างประเทศมาศึกษา และสัมภาษณ์บุคคลที่มีส่วนในความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ตามผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า มีผลการศึกษาที่ต่อยอดมาจากรายงานของ คอป. ในประเด็น “นิรโทษกรรม” และแปลง เป็น ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่มีเนื้อหาเปิดทางให้นิรโทษกรรมให้แก่บุคคล, เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ช่วง 15 กันยายน 2549–10 พฤษภาคม 2554 และยกเลิกคดีที่เกี่ยวเนื่องกันในห้วงเวลาดังกล่าว
และร่างกฎหมายปรองดองนั้นเอง ถูก “ฟากพรรคเพื่อไทย” ใช้จังหวะ เสนอร่างกฎหมายชื่อเดียวกันประกบ อีก 3 ฉบับ ซึ่งถูกเรียกขานภายหลังว่า เป็นกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย ที่ถูกขวางและถูกต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เอา “ทักษิณ ชินวัตร” จนต้องล้มกระบวนการปรองดองในที่สุด
ขณะที่รายงานข้อเสนอต่อแนวทางการสร้างความปรองดองของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ช่วงสภาปฏิรูปประเทศ (สปช.) ถูกชูให้เป็นการปฏิรูปวาระพิเศษเรื่องที่ 15 ที่วางเป้าหมาย คือ ถอดบทเรียนความขัดแย้ง, สร้างความรับรู้และเข้าใจถึงสาเหต, สร้างสำนึกรับผิดชอบ, หาข้อตกลงการอยู่ร่วมกัน และหาทางป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว
ส่วนรายงานการศึกษาประเด็นการสร้างความปรองดอง ชุดของ “ภุมรัตน์” นั้น เสนอแผนตามกระบวนการสร้างความปรองดอง 3 ระยะ และหนึ่งในนั้นคือ การนิรโทษ หรืออภัยโทษตามกระบวนการกฎหมาย ยกเว้นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและคดีอาญาร้ายแรง
และสุดท้าย รายงานผลดำเนินการสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป พ.ศ.2559 โดยศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ซึ่งมีข้อเสนอต่อการแก้ไขความขัดแย้งในอนาคต คือ ให้แกนนำ หรือคู่ขัดแย้ง ลงนามบันทึกข้อตกล (เอ็มโอยู) ไม่กลับไปสร้างความขัดแย้งรอบใหม่อีก
สำหรับการสังเคราะห์ประเด็นของอนุกมธ.ยังหยิบยกข้อมูลที่เกี่ยวกับการออกกฎหมายเพื่อล้างมลทิน และพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษในยุคต่างๆ มาพิจารณา รวมถึงร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ฉบับที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาพิจารณาอีกด้วย
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากผลการศึกษา แนวทางข้อเสนอเพื่อความปรองดองและสลายความขัดแย้ง ตั้งแต่ปี 2552 แล้ว เห็นได้ชัดเจน คือ สิ่งที่ยังขาด และไม่ได้ทำ คือ การใช้กลไกและเงื่อนไขทางกฎหมายสร้างความสมานฉันท์
เพราะจากข้อมูลเบื้องหลังของรายงานข้อเสนอปรองดองฉบับของ “อ.เอนก” ยืนยันตรงกันคือ สิ่งที่เป็นเงื่อนไขที่ฝ่ายการเมือง-ผู้นำทางการต้องการอย่างเดียว คือ “นิรโทษกรรม”
แต่โจทย์ใหญ่ที่ “รัฐบาล” ต้องการในตอนนี้ ตามที่ “พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ เลขานุการอนุ กมธ.” เฉลยภายหลังที่พูดคุยกับ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” เลขานุการ ป.ย.ป. คือ กลไกวิธีการที่เร่งด่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองอย่างยั่งยืน
“ประเด็นที่ อนุกมธ.ต้องสังเคราะห์กันออกมาให้ได้ คือ กลไกและวิธีการที่นำไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์ ตามเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการ” พล.อ.เอกชัย ระบุ
ดังนั้น สิ่งที่ สปท.อาจพิจารณาต่อยอดคงหนีไม่พ้น รายงานของ “คอป.” และรายงานข้อเสนอปรองดองของ “อ.เอนก” เพราะถือว่าได้รับการยอมรับ และมีข้อเสนอเชิงรูปธรรม แต่ท้ายที่สุดต้องคอยติดตามว่า จะเป็นกลไกที่รัฐบาลรับช่วงต่อ เพื่อขับเคลื่อนการปรองดองที่ยั่งยืน ได้จริงหรือไม่



