
"ปรองดอง" จริงหรือ?
(คอลัมน์ขยายปมร้อน) "ปรองดอง" จริงหรือ? : พิมพ์นารา ประดับวิทย์ สำนักข่าวเนชั่น รายงาน
“ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และเดินหน้าประเทศ ไม่ใช่คิดแต่ยื่นนำหน้าในเรื่องของนิรโทษกรรม , ยกโทษ , ใช้มาตรา 44 ผมถามว่า สังคมทั้งประเทศรับได้หรือไม่ ถ้ารับได้ก็ค่อยมาว่ากัน แต่หากยังรับไม่ได้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แล้วจะไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการได้อย่างไร ในเรื่องการเดินหน้าประเทศ ไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มันไปไม่ได้หากทุกคนไม่ร่วมมือ วันนี้หลายคนหลายฝ่ายออกมาพูดว่าจะไปสู่การเลือกตั้ง โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ถามว่าแล้วเคยพูดกันบ้างหรือยังว่าจะปฏิรูปประเทศอย่างไร สำหรับข้อเสนอให้ใช้มาตรา 44 นิรโทษกรรมนั้น ไม่ใช่เรื่องของผม ใครอยากเสนออะไรก็เสนอไป อย่ามายุ่งกับมาตรา 44 ของผม ไปหาวิธีการ ซึ่งสิ่งสำคัญคือสังคมประเทศไทยยอมรับกันหรือไม่"
คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เอ่ยออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว เป็นการส่งสัญญาณให้ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะประชาชนได้รับรู้ หลังออกมาถูกจี้ใจดำ เพราะจากนั้นไม่นานรัฐบาลก็คลอด “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.)” อย่างเป็นทางการออกมา 4 ชุด โดยที่เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศ การปรองดอง และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ล้วนต้องสัมพันธ์กัน เดินไปให้สอดคล้องกัน
ฝ่ายที่ทำงานใกล้ชิดนายกฯบอกว่า รัฐบาลไม่ได้เพิ่งมาคิดทำเรื่องปรองดองในช่วงนี้ แต่ปี 60 เป็นช่วงของการปฏิรูป ซึ่งการปรองดองเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องทำ และต้องแยกออกจากกระบวนการยุติธรรมชัดเจน เป็นธรรมดาของฝ่ายการเมืองบางคนที่สูญเสียอำนาจ จะคาดหวังนำไปสู่การนิรโทษกรรม หากไม่นิรโทษกรรม การปรองดองก็ไม่สำเร็จ ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ตั้งโจทก์ว่าจะนำเรื่องปรองดองมาเป็นตัวตั้ง แต่มองในเรื่องของผลพวงด้านกฎหมายเป็นหลัก เมื่อทำผิดกฎหมายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และรับโทษตามกฎหมายก่อน จะเป็นตามข้อกฎหมายกำหนดกึ่งหนึ่งหรือระยะเวลาเท่าไหร่ ถึงจะนิรโทษกรรมให้ได้หรือไม่ก็ว่ากันไป แต่หากไม่มารับโทษตามกฎหมายเลย ก็เชื่อได้ว่านายกฯถึงกับปิดประตูตายในเรื่องนี้กันเลยทีเดียว
ในมุมมองของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคลูกพระแม่ธรณีบีบมวยผมเตือนว่า รัฐบาลต้องจำกัดความเข้าใจของทุกฝ่ายให้ตรงกันถึงคำว่า “ปรองดอง” คืออะไรมีขอบเขตในระดับไหนของกฎหมายและไม่นิรโทษกรรม เพราะคำว่าสองมาตรฐานจะถูกจุดเป็นกระแสขึ้นมาได้ตลอดเวลา และเรื่องของคำว่า “ประชาธิปไตย” โดยเฉพาะ เรื่องของหลักเสียงข้างมาก ว่าเสียงข้างมากทำอะไรได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาฝ่ายหนึ่งบอกว่าเขามีเสียงข้างมากในสภา เป็นตัวแทนของประชาชน ฉะนั้นสภาจะอนุมัติให้ทำอะไรก็ได้ เช่น แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ได้ จึงเกิดมีการชุมนุมต่อต้าน ดังนั้นเรื่องนี้ต้องมีการวางกติกากันใหม่
ขณะที่ในเพื่อไทยบางคน ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะเอาจริงเรื่องปรองดอง เพราะแค่สิทธิขั้นพื้นฐานขอเปิดประชุมพรรคการเมือง รัฐบาลยังไม่อนุญาต แล้วถ้าต้องมีการเลือกตั้ง ไม่ให้พรรคการเมืองพูดคุยกันหรือทำพื้นที่เลยเป็นไปได้อย่างไร อีกทั้งทหารสามารถสร้างเหตุหรือคุมสถานการณ์ไปเรื่อยๆ และอาจใช้ช่องนี้อยู่ต่อได้เรื่อยๆ เป็นไปได้หรือไม่ที่เมื่ออยู่ในอำนาจแล้ว อาจจะเสพติดอำนาจเหมือนนักการเมือง??
ส่วนมุมมองของนักวิชาการอย่าง ศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิการบดีวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เห็นด้วยที่นายกรัฐมนตรีจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแบ่งวาระการทำงานออกเป็นคราวละ 5 ปี รวมทั้งการมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมดูแลเรื่องการปรองดอง เพราะสามารถพูดคุยได้กับหลายฝ่าย
แม้ว่าช่วงนี้จะไม่ใช่ช่วงสุดท้ายของโรดแม็พ เพราะต้องรอรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ออกมาบังคับใช้ถึงจะนับหนึ่ง เรื่องการปฏิรูปอย่างเต็มระบบ แต่ต้องไม่ลืมว่าการเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือเสียงข้างมากลากไปแต่เป็นประชาธิปไตยที่เสียงข้างมาก ต้องพร้อมเคารพเสียงข้างน้อย พร้อมจะอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน
สุดท้ายก็ต้องจับตาดูว่า พล.อ.ประยุทธ์จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในอดีตฝ่ายการเมืองอย่าง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ ก็เคยพยายามที่จะทำให้ได้ก่อนหน้านี้ แต่ธงของฝ่ายการเมืองนั้นแตกต่างจากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร จึงไม่สามารถที่จะปรองดองกันได้
ในเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจมาแล้ว เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มทุกอย่าง ทั้งกฎหมายพิเศษอย่าง ม.44 และกฎหมายปกติ หากยังไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ ทั้งที่บริหารประเทศเข้าสู่ปีที่ 3 เป็นรัฐบาลรัฐประหารที่มีอายุยาว หากออกไปโดยที่ยังไม่สามารถแก้ความขัดแย้งได้ จะกลายเป็นการรัฐประหารที่เสียของหรือไม่



