คอลัมนิสต์

ชีวิตผู้ค้าแผงลอย หลัง กทม.ยกเลิกจุดผ่อนผัน

ชีวิตผู้ค้าแผงลอย หลัง กทม.ยกเลิกจุดผ่อนผัน

13 ม.ค. 2560

ชีวิตผู้ค้าแผงลอย หลัง กทม.ยกเลิกจุดผ่อนผัน : จักรวาล ส่าเหล่ทู สำนักข่าวเนชั่น รายงาน

 

            ในปีที่ผ่านมาทางกทม. ได้มีความพยายามคืนทางเท้าให้กับประชาชน ด้วยการยกเลิกจุดผ่อนผันบนทางเท้าสาธารณะ รวมถึงการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยที่ขายอยู่บนทางเท้าอย่างเข้มงวด จนเราอาจได้ข่าวการประท้วงของพ่อค้าแม่ขาย อยู่เป็นระยะ 

            ที่ผ่านมามีจุดผ่อนผันทั้งหมด 683 จุด ตั้งแต่มีการประกาศยกเลิกจุดผ่อนผันอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเหลือจุดผ่อนผันอยู่ 200 กว่าจุด ซึ่งทาง กทม. จะมีการดำเนินการต่อไป 

            แต่มีอยู่ 6 จุดที่ศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามประกาศเขตในการยกเลิกจุดผ่อนผันการค้าบนทางเท้า เป็นระยะเวลา 60 วัน โดยทางศาลได้ระบุว่าทาง กทม. ไม่ได้จัดหาพื้นที่รองรับ และแจ้งให้ผู้ค้าได้ทราบล่วงหน้า รวมถึงทางผู้ค้าไม่ได้ทำผิดหลักเกณฑ์ตามที่ กทม. เคยกำหนดไว้ ซึ่งจุดผ่อนผันแถวทางเท้าสุขุมวิท 1 - 21 ก็เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับการทุเลาด้วย

            ชีวิตผู้ค้าแผงลอย หลัง กทม.ยกเลิกจุดผ่อนผัน

            ทันที่ที่ย่างก้าวเข้าสู่ทางเท้าสุขุมวิท แถวๆสถานีรถไฟฟ้า นานา ในช่วงยามเย็น เราจะยังไม่พบกับแผงลอย จนกว่าเวลาจะพลบค่ำ 19.00 น. เนื่องจากเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ค้ากับทางเขต ให้ค้าขายในช่วงเวลาดังกล่าวส่งผลให้ทางเท้ายังคงเดินสัญจรได้ตามปกติ และเมื่อถึงเวลานัดหมาย ทางเดินกว่า 1 กม. ก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็นตลาดกลางคืนขนาดย่อม เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสัญจรไปมา ซึ่งระหว่างหว่างที่เดินเราจะสังเกตเห็นป้ายประกาศยกเลิกจุดผ่อนผันของ กทม. อยู่เป็นระยะ พร้อมกับการนับถอยหลังเวลาการทุกเลาตามที่ศาลกำหนด คือ หลังวันที่ 25 ก.พ. นี้

            “ผมขายของที่ตรงนี้ 20 ปีกว่าๆ แต่ก่อนขายได้แค่ช่วงบ่าย แถมยังต้องคอยหนีเจ้าหน้าที่เทศกิจบ้าง จนเมื่อปี 2548 ถึงมีจุดผ่อนผัน ทำให้ขายช่วงค่ำๆได้ ซึ่งผมก็มีใบอนุญาตขายของในพื้นที่ถูกตามกฎระเบียบ พร้อมเสียเงินค่าบำรุงพื้นที่สาธารณะทุกปี ปีละ 100 บาท จะให้ขายของเหล่านี้กับตลาดที่อื่นก็คงไม่ได้ เพราะสินค้าประเภทนี้ขายได้เฉพาะกับชาวต่างชาติเท่านั้น” นายกิตติพงศ์ รักนิยมวิทย์ พ่อค้าขายอุปกรณ์มายากลข้างทาง (Street Magic) เริ่มเล่า ถึงการทำค้าขายบนทางเท้า  

            หนุ่มใหญ่รายนี้ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่ทาง กทม. ห้ามขายของโดยเด็ดขาดนั้น ตนก็กินบุญเก่าโดยมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่คนที่ได้รับผลจริงๆคือลูกที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัย เพราะไม่มีปัญญาส่งเรียนเรามองอนาคตไม่ออก ได้แต่บอกกับลูกว่า อาจจะต้องส่งเสียตัวเองเรียน ตอนนี้อายุ ก็ 50 ปี แล้ว ถ้าเขาไม่ไล่ผมออกจากพื้นที่ ก็จะขายต่อไปอีกแค่ประมาณ 10 ปี แล้วจากนั้นก็หยุดขาย ที่ผ่านมาก็ขายของส่งบ้านซึ่งทำให้ไม่มีเงินเก็บ ซึ่งโชคดีที่เพิ่งผ่อนหมดไป 3 เดือนที่ผ่านมา พอจะเริ่มเก็บเงินได้ ก็ถูกไล่ที่เสียแล้ว บางคนหนักกว่าตนอีก ผ่อนบ้านยังไม่หมด ตนก็ได้แต่แนะนำเขาไปว่าให้ขายบ้านหลังนั้น แล้วไปซื้อใหม่ที่ไกลๆหน่อยๆแต่ราคาถูก จะได้มีเงินเหลือ

            ชีวิตผู้ค้าแผงลอย หลัง กทม.ยกเลิกจุดผ่อนผัน

            “เดี๋ยวนี้ขายของได้วันละ 1,500 - 1,600 กว่าบาท ซึ่งจำนวนเงินที่รวมต้นทุนสินค้าแล้ว ​ด้วยรายได้เท่านี้ทำให้ต้องขายทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ซึ่งเป็นข้อห้ามอยู่แล้ว ทั้งนี้ร้านมายากลที่ผมไปรับของมา ก็ได้รับผลกระทบในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน เพราะช่องทางระบายสินค้าเขาหายไป ซึ่งเขาก็บอกผมว่า หากหมดคนขายรุ่นผมแล้ว ก็จะเลิกขายส่งแล้ว เพราะร้านมายากลข้างทาง 3 - 4 ร้านโดนไล่ที่หมด ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ผลกระทบครั้งนี้ ไม่ใช่ผู้ค้าอย่างผมที่ต้องได้รับ หากแต่เป็นผู้ค้าส่งด้วย ทุกวันนี้เลยขายของเก่าไม่กล้ารับของใหม่เข้ามา ตอนนี้พยายามประคองตัวไป ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ตอนนี้ผมเริ่มอายุมากแล้ว จะให้แสดงกลเป็นอาชีพหลักก็คงยาก ซึ่งผมก็หยุดเดินสายแสดงมา 15 ปีแล้ว” 

            กิตติพงษ์ เล่าถึงแผนในอนาคตว่า หากต้องถูกไล่ที่หลังวันที่ 25 ก.พ. จริงๆว่า ตนมองแล้วว่าอายุเยอะประมาณนี้ ก็คงจะไปขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งตอนนี้วินเต็มแล้ว อาจจะจะมีเสื้อวิน แต่รถอาจจะป้ายทะเบียนขาว วิ่งแถวเส้นสุขุมวิท ซึ่งอาจจะเสี่ยงถูกจับก็ได้ หรือถ้าจะให้ไปขายที่อื่น ก็คงไม่ได้ เพราะอย่างที่บอก สินค้าประเภทนี้ขายได้แค่ชาวต่างชาติ วิถีคนไทย ไม่สนใจมายากล เหมือนอย่างคนต่างชาติที่มองเป็นศิลปะ หรือถ้าจะขายจริงก็คงต้องขายกับเด็กวัยอยากรู้อยากเห็น ซึ่งก็ต้องเป็นโรงเรียนคนมีเงินเท่านั้น

            “จริงๆแล้วอนาคตต่อจากนี้ เราก็คงจะหาทางยื่นเรื่องต่อศาลปกครองให้มีการคุ้มครองต่อไป แต่เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร จริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ต้องมีวันที่สิ้นสุด คงจะหวังอะไรมากไม่ได้ ผมก็รู้อยู่แล้ว อย่างไรสักวันก็ไม่ได้ขายที่นี่ แต่เราก็พยายามขอให้ขายได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้เงินก้อนหนึ่งเพื่อนส่งลูกเรียน” หนุ่มใหญ่พ่อค้ามายากล กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะสาธิตมายากลให้ดูหนึ่งกระบวนกล

 

การแก้ปัญหาของผู้ค้าในอนาคต

            ป้าสุทธิรักษ์ สภาพจน์ แม้ค้าขายเสื้อที่ระลึกวัย 60 ปี เล่าให้ฟังว่า ในหนึ่งวันขายได้ประมาณ 1,200 กว่า วันไหนขายได้ 2,000 บาทจะดีใจมากๆ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวยังไม่หักต้นทุน ทำให้เราก็มีพอกินพอใช้ ซึ่งตนมีอายุ 60 แล้ว ก็ยังไม่มีเงินเก็บ มีแต่เงินใช้เดือนชนเดือน ส่วนลูกก็ดีหน่อยคนเล็กก็ทำงานพาร์ทไทม์ กับกู้เงินเรียน ส่วนคนโตก็แต่งงานแล้ว

            ชีวิตผู้ค้าแผงลอย หลัง กทม.ยกเลิกจุดผ่อนผัน

            “เมื่อถึงเวลาที่ กทม. ต้องเคลียร์แผงลอยจริงๆ เราได้รับผลกระทบแน่นอน ก็ต้องไปขายที่หน้าร้านค้าที่เป็นพื้นที่เอกชน ของเราจองได้หน้าร้านตัดแว่น ซึ่งเขาจะปิดร้านตอน 22.00 น. เราก็คงขายในช่วงนั้น แล้วก็ค่อยเก็บแผงตอน 1.00 น. ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าเมื่อระยะเวลาขายน้อยลง รายได้ก็ต้องน้อยลงแน่นอน เราขายของที่นี่มาจะ 30 กว่าปีแล้ว อายุปูนนี้แล้วจะไปหาอาชีพอื่นทำก็คงยาก หรือถ้าไปขายที่อื่นก็คงขายได้ไม่เยอะเพราะสินค้าเน้นขายที่ชาวต่างชาติ เสื้อสกรีน Thailand คนทั่วไปก็คงไม่ซื้อหรอก ถ้าจะขายอย่างอื่นก็ต้องลงทุน ไปกู้ยืมเขาอีก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะขายได้ไหม ต่อให้ กทม. หาพื้นที่ขายให้ใหม่ สินค้าของเราก็ไม่ตอบโจทย์ของกลุ่มเป้าหมายของตลาดนั้นอยู่ดี” ป้าสุทธิรักษ์ เล่าให้ฟังพลางชี้ไปที่สินค้า เสื้อสกรีนช้างไทย กับรถตุ๊กๆ

           

ยืนยันไม่ใช่ปัญหาความสกปรกบนทางเท้า 

            ป้าสุทธิรักษ์ เล่าถึงกรณีที่มีกระแสวิจารณ์ว่า คนขายของบนทางเท้าทำให้ทางเดินดูสกปรกนั้น ตนขอยืนยันว่าพวกแม่ค้าไม่เคยทำสกปรกเลย อย่างอาหารที่นำมาทาน ก็เตรียมใส่กล่องจากบ้าน แต่ที่สกปรกจริงๆก็เป็นเพราะว่า ร้านค้าตึกใหญ่ๆ นำมาทิ้งไว้ ถ้าพวกเราไม่ตั้งร้านบังกองขยะ ภาพก็คงไม่น่าดู  ขอยืนยันว่าพวกเราไม่ได้เป็นต้นเหตุ อีกทั้งแถวเส้นสุขุมวิทไม่ค่อยมีถังขยะของ กทม. ทางผู้ประกอบการเลยต้องทิ้งเช่นนี้เป็นกองๆไป 

            ในส่วนที่มีเสียงวิพากษ์ว่าทำให้ทางเท้าแออัดนั้น แม่ค้ารายนี้กล่าวว่า ถ้ามองจากสายตาแล้วรู้สึกแออัดหรือไม่นั้น แถวนี้มีแต่ชาวต่างชาติเดิน ซึ่งเป็นอย่างนี้ทุกวันไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลหรือไม่ ทั้งนี้จุดผ่อนผันก็มีเส้นตีกั้นเอาไว้ว่าอย่าขายของเกินเส้นนี้ ซึ่งเราก็ทำตามกติกามาตลอด ทางเดินก็ไม่ได้แคบอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน

            “ในอนาคตเราก็คงมีการรวมตัวเพื่อให้ศาลคุ้มครองต่อไป เพราะเวลา 2 เดือน ยังถือว่าน้อยไป หวังว่าทางศาลจะเมตตา แต่ทั้งนี้ตนก็ไม่ได้วางแผนว่าจะขายอีกนานเท่าไหร่ หรือหวังว่าจะยืดเวลาได้อีกเท่าไหร่ แต่ถ้าให้เป็นจุดผ่อนผันได้ตลอดก็โอเค บอกก่อนว่าเราเริ่มขายตอนเวลา 19.00 น. ถึง 24.00 น. ซึ่งช่วงเวลานี้คนที่ทำงานแถวนี้สัญจรไปมาเริ่มน้อยแล้ว ซึ่งเราพร้อมยอมทำตามกติกา” แม่ค้าขายสื้อรายนี้กล่าวทิ้งท้าย

             ชีวิตผู้ค้าแผงลอย หลัง กทม.ยกเลิกจุดผ่อนผัน

แผงลอยกระตุ้นเศรษฐกิจ

            “ข้อกล่าวหาว่าเราเป็นขยะสังคมนั้นรุนแรงเกินไป ที่ผ่านมาเราก็ทำตามกติกาของ กทม. มาโดยตลอด อีกทั้งยังคอยช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อย่างบางกรณีที่พบว่ามีชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ เราก็ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ หรือของตกเราก็ช่วยเก็บคืนเจ้าของ” นางนิภา ชอบธรรม เจ้าของแผงเครื่องประดับที่ระลึกวัย 51 ปี เปิดใจถึงการโดนกล่าวหา

            เธอยังเล่าต่อไปว่า รู้สึกเสียดายที่จุดผ่อนผันจะถูกยกเลิก เสียดายนักท่องเที่ยว ที่เขามาเที่ยว เพราะที่แห่งนี้เขาต่างก็รู้จักในนามของ Sukhumvit Street Market ซึ่งเราก็มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินไหลเข้ามา เราขอแค่เพียงให้ กทม. เข้ามาจัดระเบียบก็พอ เราพร้อมที่จะทำตาม ไม่ใช่ไล่แต่เราเพื่อเอาใจผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น 

            “ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่มักจะพูดถึงความสำเร็จในการ ยกเลิกจุดผ่อนผัน หลายๆแห่ง แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการสำรวจภายหลังไหมว่า พ่อค้าแม่ขายที่โดนยกเลิกจุดผ่อนผันนั้น มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ตลาดใหม่ที่ กทม. จัดหาให้ตอบโจทย์กับสินค้าที่เขาขายหรือไม่ ซึ่งแต่ละคนที่ได้ผลกระทบ เขาล้วนแต่มีภาระทั้งนั้น” นางนิภา กล่าวทิ้งท้ายขอให้เจ้าหน้าที่เห็นใจกัน

            ทั้งหมดคือเรื่องราวของจุดผ่อนผันบนทางเท้าสุขุมวิท เป็นที่น่าสังเกตว่า หลายๆแผงเริ่มย้ายไปอยู่บนหน้าร้านค้าของเอกชน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการไล่ที่ของเจ้าหน้าที่หลังวันที่ 25 ก.พ. ซึ่งเป็นวันครบกำหนดศาลทุเลาคำสั่งยกเลิกจุดผ่อนผัน 

            เรื่องที่เกิดขึ้นย่อมมีคนได้คนเสีย ได้แต่หวังว่าแต่ละฝ่ายจะประนีประนอมหาทางออกร่วมกันได้ มองมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องกฎหมาย แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องขอความเห็นใจ