"ศานิตย์" กับ เงิน 50,000 ปรากฎการณ์ บน ยอดภูเขาน้ำแข็ง?
"ศานิตย์" กับ เงิน 50,000 ปรากฎการณ์ บน ยอดภูเขาน้ำแข็ง? : ณัฐภัทร พรหมแก้ว สำนักข่าวเนชั่น รายงาน
กลายเป็นหนังม้วนยาวไปซะแล้ว สำหรับกรณีของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ที่เพิ่งรับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หมาดๆ และต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วยนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวที่มีการพูดถึงบิ๊กนายตำรวจแห่งนครบาลคนนี้อย่างกว้างขวาง
ข้อมูลทรัพย์สินที่ยื่นต่อป.ป.ช. ปรากฎว่าตำรวจนายนี้มีรายได้จากการเป็น “ที่ปรึกษา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด” เดือนละ 50,000 บาท ตั้งแต่ปี 2558 จนมีการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะหรือเข้าข่ายขัดต่อจริยธรรม รวมถึงขัดกฎหมายหรือไม่
กระทั่ง “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นเรื่องให้ป.ป.ช.ตรวจสอบว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ อาจเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103 ประกอบมาตรา 122 เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 78 (16) (18) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานและเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2544 ข้อ 7
นายศรีสุวรรณ ยังยกกรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่ง กรณีเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนทำรายการ "ชิมไปบ่นไป" ขึ้นมาเทียบเคียง
เหมือนต่าง "สมัคร-ศานิตย์" ลูกจ้าง=ที่ปรึกษา?
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส.ว.เขาเป็นผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนจนนายสมัคร ต้องพ้นจากตำแหน่ง เปิดเผยว่า นายสมัครในขณะนั้นเป็นนายกฯ ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การที่ไปรับจ้างเอกชนเป็นพิธีกรรายการทำอาหาร นั้น รัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 267 ห้ามกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ จนต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต่างกับกรณีพล.ต.ท.ศานิตย์ ที่เป็นข้าราชการประจำ รับเงินในการเป็นที่ปรึกษาเอกชน จึงต้องไปดูข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องว่าทำได้หรือไม่ หรือทำแล้วผิดหรือไม่ และต้องดูด้วยว่าพฤติกรรมดังกล่าวขัดจริยธรรมหรือไม่
นอกจากนั้น ต้องตรวจสอบว่าบริษัทดังกล่าวได้จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาพร้อมหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ และพล.ต.ท.ศานิตย์ ได้ยื่นเสียภาษีเงินได้ส่วนนี้หรือไม่ ถ้าตรวจสอบแล้วปรากฎว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้จ่ายค่าที่ปรึกษาจริง พล.ต.ท.ศานิตย์จะเดือดร้อน เพราะรายงานบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จต่อป.ป.ช. ว่าตัวเองได้มีรายได้จากส่วนนี้ แต่ก็คงไม่เป็นอย่างนั้น
เสียงเดียวใน "คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ" จะไปมีผลอะไร?
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ สะท้อนว่ากรณีดังกล่าวเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง มีอีกหลายกรณีที่สังคมยังไม่รู้ การที่เอกชนจ้างข้าราชการมาเป็นที่ปรึกษาก็เพื่ออาศัยบารมีให้มาช่วยดูแล ยิ่งเป็นช่วงท้ายๆ ในชีวิตราชการของคนที่เป็นที่ปรึกษา มักมีอำนาจสูงสุด ถือเป็นระบบคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่งในเชิงโครงสร้าง
“เรื่องลักษณะนี้ย่อมมีผลต่อการบังคับใช้กฎหมายทางอ้อม เมื่อรัฐต้องการให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายในเรื่องที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เขาอาจหลับตาข้างหนึ่ง ไม่ส่งสัญญาณเข้ม หรือส่งสัญญาณไม่เต็มที่ การที่สถานบันเทิงเปิดเกินเวลา หรือเปิดใกล้สถานศึกษานั้น ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้”
ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ กล่าวอีกว่า อีกทั้งการที่พล.ต.ท.ศานิตย์เป็นหนึ่งในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพฯ นั้น ตนไม่มองในมิติว่า เขาเป็นเพียงเสียงเดียวในคณะกรรมการฯ จะไปมีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างไร แต่ตนมองว่าทุกเสียงในคณะกรรมการฯ ต้องคลีน เพราะเสียงเดียวที่พูดถึงมันสะท้อนสัญลักษณ์ของตำรวจ ตำรวจย่อมทราบดีว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลกระทบที่ตามมาสูงไม่น้อยกว่ายาเสพติด
“บางทีตำรวจชั้นผู้ใหญ่อาจจะคิดไม่ถึง เมื่อมีอำนาจ ใครๆ ก็ย่อมจะเข้าหาโดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจเหล่านี้ ดังนั้น คนใกล้ชิดนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือเจ้าตัวเองต้องระมัดระวังและต้องคัดกรองให้ดีว่าตัวเองมีบทบาทในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพราะในสังคมที่ไร้คอร์รัปชั่น เขาไม่นิยมการกระทำแบบนี้”
พฤติกรรมแบบนี้ ไม่ใช่รายแรกที่เกิดขึ้นแน่ แต่มันไม่มีประโยชน์ที่จะไปหาความผิด เพราะคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มต้นกันใหม่ ผู้เกี่ยวข้องควรต้องออกระเบียบเพื่อควบคุมเรื่องพวกนี้อย่างจริงจังได้แล้ว
“ส่วนเอกชนเองถ้าบอกว่าการจ้างที่ปรึกษาที่เป็นข้าราชการ เพื่อจะขอคำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายได้ถูกต้องนั้น ถ้ามองตามความเป็นจริง ธุรกิจสุราโดนกฎหมายควบคุม รวมถึงมาตรการทางสังคมจับตาอยู่แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่ศึกษาข้อกฎหมาย และคนที่รู้กฎหมายก็ไม่ใช่มีแค่ตำรวจ การทำแบบนี้ของเอกชน จะทำให้เสียภาพลักษณ์ ว่าต้องการรอดพ้นกฎหมายหรือไม่”
ทำไมต้องมี "ที่ปรึกษา" ?
นายมานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) สะท้อนว่า “เรื่องในลักษณะนี้ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง เพราะเอกชนก็มีความพยายามที่จะให้เพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง ไม่ใช่การถูกขู่กรรโชก หรือเรียกสินบน คำถามต่อมาคือบริษัทเอกชนจำนวนหนึ่งที่มักจ้างที่ปรึกษาซึ่งเป็นข้าราชการก็เพื่อเอาไว้เป็นไม้กันหมา ไม่ให้ใครมารังแก หรือไม่ต้องการให้ถูกดำเนินคดี หรืออาศัยคอนเนคชั่น หรือจ้างเพื่อให้ได้ข้อมูลบางอย่างผ่านที่ปรึกษา ขณะที่ยังรับราชการอยู่ แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะบางแห่งจ้างเพราะรักใคร่ชอบพอกัน หรือจ้างเพราะข้าราชการบางคนพื้นเพครอบครัวมีธุรกิจอยู่แล้ว ทำให้มีความรู้ เลยถูกจ้างเป็นที่ปรึกษาก็มี”
แต่กรณีนี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ ถือเป็นหนึ่งในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพฯ แต่ขณะเดียวกันสถานบันเทิงที่เปิดเกินเวลาหรือเปิดในพื้นที่ห้ามเปิด เช่นรอบสถานศึกษามีจำนวนมาก จากการสำรวจทั่วประเทศพบว่า กทม. อยู่อันดับ 2 รองจากจ.เชียงใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ก็ยังไม่มีใครบอกได้ว่าเขาทำอะไรให้กันบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าบริษัทเอกชนอ้างว่ามีความจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาที่เป็นข้าราชการเพื่อจะได้ขอคำแนะนำทำให้ถูกต้องตามกฎหมายจริงๆ นักกฎหมายเอกชนเก่งๆ มีเยอะ หรือจะขอความรู้จากอัยการหรือศาลก็ยังได้
การแก้ปัญหานี้ ทั้งรัฐและเอกชนต้องช่วยกัน เช่น ให้เอกชนตั้งกฎขึ้นมา โดยให้สมาคมธุรกิจรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นแกนกลางกำหนดไปเลยว่าตำแหน่งใดบ้างที่ควรจ้าง เพื่อคำนึงถึงจรรยาบรรณต่อสังคม ส่วนรัฐบาลก็อาจออกเป็นมติครม.กำหนดให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ แสดงตนว่าหากได้รับค่าที่ปรึกษา ให้เปิดเผยว่ารับจากใคร เท่าไหร่ ทั้งให้เร่งผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการขัดกันระหว่างผลประโยชน์มาบังคับใช้ เพื่อประโยชน์ในระยะยาว
"ศานิตย์" รับทรัพย์สินตามธรรมจรรยา?
เมื่อไม่นานมานี้ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป.ป.ช. ได้พูดถึงกรณีนี้ แต่ไม่ฟันธงลงลึกในรายละอียด ทำนองว่า ถ้าการกระทำเข้าเหตุก็ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย พร้อมหยิบยก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103 ให้ไปลองพิจารณา
โดยมาตรา 103 บัญญัติว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการป.ป.ช.กำหนด
เรื่องนี้ แหล่งข่าวจากป.ป.ช. อธิบายว่า กรณีนี้ไม่ได้เป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดตามธรรมจรรยา ป.ป.ช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้แล้วว่าการรับทรัพย์สินโดยธรรมจรรยาคือ ต้องเป็นการรับตามวาระและโอกาส เช่น แต่งงาน หรือ การรับจากครอบครัวด้วยความเสน่หา แต่มูลค่าต้องไม่เกินฐานานุรูปของผู้ให้ หรืออีกกรณีที่จะรับทรัพย์สินมูลค่าเกิน 3 พันบาทได้ เช่น โปรโมชั่นบ้าน ที่ซื้อแล้วได้ของแถม เป็นต้น
ส่วนมาตรา122 ของพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราบทุจริต พ.ศ.2542 ที่ บัญญัติว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 103 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั้น ถ้าพูดถึงเฉพาะกรณีที่สังคมกำลังจับจ้องนี้ ทางป.ป.ช.ก็ต้องพิจารณากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยว่า พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหรือไม่ สมมติว่าชี้มูลความผิดจริง การจะติดคุกหรือไม่ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลในท้ายที่สุด ส่วนความผิดทางวินัย ก็เคยมีกรณีที่ป.ป.ช. ทำความเห็นเสนอไปยังผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานต้นสังกัดพิจารณา
จับตา เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร จะขัดต่อกฎหมาย ขัดจริยธรรม หรือเป็นแค่เรื่องส่วนตัว อย่างที่ท่านนายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ว่าไว้?!?



