คอลัมนิสต์

"ข้อห่วงใย-คำชี้แจง"ของรัฐ ต่อ พ.ร.บ. คอมฯ

"ข้อห่วงใย-คำชี้แจง"ของรัฐ ต่อ พ.ร.บ. คอมฯ

20 ธ.ค. 2559

แม้ว่า ร่าง พ.ร.บ. คอมฯ จะผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ไปแล้ว แต่ก็ยังมีความห่วงใยจากประชาชนและองค์กรต่างๆ ว่ารัฐจะบังคับใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน

       ข้อห่วงใย ต่อร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

  • กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น,ในการนำเสนอข่าวสาร และเสรีภาพทางวิชาการ
  •  ทำให้เกิด “ซิงเกิลเกตเวย์”  ในอนาคต
  • ม.14  ของร่างฯ ที่มีการระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้ที่โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน นั้น เนื่องจาก คำว่า “ข้อมูลที่บิดเบือน” ไม่ได้มีการจำกัดความที่ชัดเจน อาจนำซึ่งการตีความที่กว้าง  เช่น เพียงแต่มีคนเห็นต่างกับข้อความหรือสิ่งที่มีการรณรงค์ผ่านทางคอมฯ ก็นำไปสู่การดำเนินคดีได้ โดยอ้างว่าเป็นข้อความที่บิดเบือน ทั้งที่ข้อความดังกล่าว ไม่ได้เป็นเท็จ หรือใส่ร้ายใครและใช้ปิดปาก คนที่มีความคิดเห็นต่าง วิพากษ์วิจารณ์ต่อการกระทำของรัฐ
  • มาตรา 20 การให้อำนาจรัฐมนตรีดิจิทัลฯ แต่งตั้ง”คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์” คณะหนึ่งหรือหลายคณะ แต่ละคณะให้มีจำนวน 9 คน  ขึ้นมาพิจารณากรณีที่มีการร้องว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเมื่อรัฐมนตรีฯโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการฯเห็นสมควร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบซึ่งข้อมูลคอมฯนั้นออกจากระบบคอมฯ

   กรณีดังกล่าวมีความเป็นห่วงในเรื่องที่ว่า “ข้อความที่เข้าลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" คืออะไร , จะมีการตีความที่กว้างเกินไปจนกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่  รวมทั้งสัดส่วนของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ก็มีภาครัฐมากกว่าเอกชน

  • มาตรา 20 ยังเปิดช่องให้มีการจัดตั้ง”ศูนย์กลางในการบริหารจัดการของภาครัฐ” เชื่อมต่อระบบกลางของภาครัฐ เข้ากับระบบของผู้ให้บริการ เพื่อหวังผลในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้บริการ เป็นการสร้างกลไกการตรวจสอบจากภาครัฐที่อาจนำไปสู่การบังคับเชื่อมต่อระบบกลางกับระบบผู้ให้บริการในทางปฏิบัติ อันเป็นการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ
  • แม้ว่าในมาตรา 20 ระบุว่า ต้องใช้คำสั่งศาลในการสั่งให้ระงับ การทำให้แพร่หลายหรือหรือลบซึ่งข้อมูลคอมฯที่มีลักษณะเข้าข่ายขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ออกจากระบบคอมฯ  แต่ในทางปฏิบัติอาจมีการเลี่ยงโดยไม่ผ่านศาล โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา  15  วรรคสองของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีดิจิทัลฯออกประกาศกระทรวงดิจิตัลฯ ว่าด้วยวิธีการระงับหรือนำข้อมูลออกจากระบบคอมฯ ซึ่งเปิดช่องให้ผู้ใช้บริการหรือบุคคลภายนอกสามารถแจ้งผู้ให้บริการ ระงับหรือลบข้อมูลที่เห็นว่าผิดกฎหมาย และเมื่อผู้ให้บริหารได้รับข้อร้องเรียน ผู้ให้บริการจะต้องดำเนินการลบหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยทันที
  • การใช้อำนาจของรัฐ บังคับใช้ กม. ที่เบี่ยงเบนไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

      คำชี้แจงของฝ่ายรัฐ - กรรมาธิการ

  • ร่าง พ.ร.บ คอมฯ มีความจำเป็นเพื่อความมั่นคง  ป้องกันข้อมูลด้านลบที่มาจากต่างประเทศโดยเฉพาะการหมิ่นสถาบัน, เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจแบบดิจิตัล,คุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนรวมถึงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ปกติทั่วไป ,เป็นการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน กับความมั่นคงของประเทศหรือประโยชน์ส่วนรวม
  • ไม่เกี่ยวกับการทำให้มี “ซิงเกิลเกตเวย์ “
  • การแสดงสิทธิเสรีภาพ ความคิดเห็นทางการเมือง เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญหากเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและข้อมูลถูกต้องเป็นประโยชน์  ไม่เป็นความผิดตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้
  • ในร่างฯไม่ได้มีการเขียน ให้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้
  • มาตรา 14  มุ่งเอาผิดกับผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยการหลอกลวง ฉ้อโกง ทำให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ของบุคคลอื่น  
  • การปิดบล็อกเว็บไซต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย  พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบ แล้วให้รัฐมนตรีพิจารณา แล้วจึงเสนอศาลมีคำสั่ง เป็นการพิจารณาถึง 3 ชั้น ส่วนการปิดบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการกระทำผิดกฎหมาย แต่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ให้มี”คณะกรรมการกลั่นกรอง” ทำหน้าที่รับเรื่องและตรวจสอบกลั่นกรองก่อนส่งให้รัฐมนตรีพิจารณา จากนั้นเสนอให้ศาลมีคำสั่ง อำนาจในการ”ปิดบล็อก”ทุกกรณีอยู่ที่”ศาล”กรรมการกลั่นกรองมีหน้าที่รับเรื่องเท่านั้น  ดังนั้น ที่มีการกล่าวกันว่า การ”ปิดบล็อก”ทำได้โดยไม่ผ่านศาล จึงไม่เป็นความจริง  
  • ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาล สามารถอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ปิดเว็บต่อศาลปกครองได้
  • “คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์”ที่ใช้เสียงข้างมาก มีภาคเอกชนรวมอยู่ด้วยถึง 3 คนจากทั้งหมด 9 คน  คือ จากด้านสิทธิมนุษยชน,ด้านสื่อสารมวลชนและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

         หมายเหตุ- ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปแล้ว แต่ต้องจับตาดูในขั้นตอนการออกประกาศของ รมว.ดิจิตัลฯ ที่จะกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐตาม กม.ฉบับนี้ ต่อไป