
(รายงาน) ไม่เอา “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” จากคนนอก
ถอดข้อเสนอ ข้อท้วงติง จากเวทีรับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น รายงาน
หลังจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เผยแพร่เนื้อหาของ“ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฉบับเบื้องต้น” ไปเมื่อวันที่15 ธ.ค. ในวันถัดมา ได้จัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตัวแทนนักการเมือง, ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย และ ประชาชนทั่วไป
โดยเวทีรับฟังความเห็นได้รับความสนใจจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่งผู้เข้าร่วม ประมาณ70คน ซึ่งมีข้อเสนอและความเห็นต่อการปรับปรุงเนื้อหา โดยเฉพาะด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ “กกต.” ด้านกำกับการเลือกตั้งที่โปร่งใส ไม่มีการทุจริตซื้อเสียงและทำงานเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกพรรคการเมือง
ทั้งนี้ ก่อนการให้ผู้เข้าร่วมเสนอความเห็น“กรธ.” นำโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” พร้อมคณะ ร่วมชี้แจงถึงสาระและเจตนารมณ์สำคัญของจัดทำกฎหมาย โดยย้ำถึง การปรับโฉมองค์กรให้เป็น“กกต. ยุคใหม่” และตั้งความหวังให้เป็นหน่วยงานที่จรรโลงสังคม และทำให้สภาการเมืองทุกระดับ ได้คนดี ไม่คดโกง ไม่ทุจริต เข้าไปทำงานเพื่อประโยชน์บ้านเมืองและส่วนร่วม
ในสาระที่แปลกใหม่ คือออกแบบกลไกให้ “กกต.” มีเครือข่ายแจ้งเบาะแส-ให้ข้อมูลด้านพฤติกรรมของนักเลือกตั้ง ประชาชน ต่อประเด็นพฤติกรรมตามกฎหมายเลือกตั้ง ทั้ง “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” – “ประชาชน” นอกจากนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหาข่าวเจาะในพื้นที่ เขียนให้ “กกต.” มีงบประมาณลับ เพื่อใช้ด้านหน่วยข่าว และให้สิทธิ กกต. ตั้งหน่วยข่าวของตนเองได้ หรือ จ้างหน่วยราชการด้านการข่าวทำงานในพื้นที่ได้
ส่วนสาระของเนื้อหาและประเด็นสำคัญที่ “กรธ.” ชี้แจง ดูเหมือนว่าตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนประชาชน ยังมองไม่เห็น เป้าหมายแห่งความฝัน ในรูปแบบเดียวกัน
โดยความเห็นของตัวแทนพรรคการเมืองขนาดเล็ก อาทิพรรคเสรีรวมไทย, ชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า, พรรคประชาธิปไตยใหม่ มองตรงกันถึงประสิทธิภาพการทำงานของ “กกต.” ที่ต้องมีความเข้มแข็ง ตัดสินใจลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยไม่หวั่นเกรงอิทธิพลของผู้มีอำนาจทางการเมือง แต่ไม่เห็นด้วยที่ ตัด “กกต.ประจำจังหวัด” ออกและแทนที่ด้วย “คณะผู้ตรวจการเลือกตั้ง”
ซึ่ง “สมหมาย บุญเฮง จากพรรคเสรีรวมไทย”เสนอให้ กรธ. ทบทวน โดยตั้งต้นค้นหาจุดอ่อนของ กกต.ประจำจังหวัด แล้วแก้ไข แทนเปลี่ยนเป็นองค์กรใหม่ เพราะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะกระทบต่อระบบให้เสียหาย รวมถึงไม่เชื่อมั่นว่า ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมาจากคนนอกพื้น จะมีความเชี่ยวชาญเพียงพอ ที่จะทำงานตรวจจับการทุจริตการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเด็นนี้“ประพันธ์ นัยโกวิท กรธ.” ชี้แจงและทำความเข้าใจว่า กรณีของผู้ตรวจการเลือกตั้ง จะประกอบด้วย คนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่ ร่วมกันทำงาน จึงรับประกันการทำงานได้แน่นอน ทั้งนี้ขอทำความเข้าใจว่า การทำงานของ กกต. ยุคใหม่ ไม่ใช่ตำรวจจับผู้ร้าย แต่เป็นการทำงานประสานกันในพื้นที่เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล และต่อยอดในงานสืบสวน ไต่สวนถึงพฤติกรรมที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดี ในแนวคิดใหม่ของ “กรธ.” ว่าด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการควบคุมและดูแลเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ให้ “กกต.” มีอำนาจร้องขอให้หน่วยงานรัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวกับการข่าว ให้ข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ต่อการสืบสวนหาผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เที่ยงธรรม ได้รับการสนับสนุนจาก ตัวแทน“พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า” เพราะเชื่อว่าจะทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ แต่ขอให้ปรับให้ “กกต.” ตั้ง “องค์กรกลุ่มข่าวกรอง” เหมือนกับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีองค์กรด้านการข่าวซึ่งมีมาตรฐานการทำงาน ทำให้ลดปัญหาคอร์รัปชั่น ถอนทุนทั้งนี้ได้สะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวด้วยว่า ปัญหาการซื้อเสียงถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เพราะ กกต.จังหวัดขายตัวให้กับนักการเมือง ทำให้การทำงานขาดคุณภาพและเอนเอียง ดังนั้นหากปรับมาตรฐานการทำงานของ กกต. ไม่ซูฮกคนมีอำนาจ เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้
นอกจากประเด็นท้วงติงแล้ว ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติม คือ ได้แก่1.ให้ กกต. ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมถึงทรัพย์สินและหนี้สินที่อยู่ในความครอบครองของตนเองหรือการดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อ กกต. มีหน้าที่ตรวจสอบ “ตัวแทนของประชาชน” ต้องให้ประชาชนตรวจสอบได้เช่นกัน
2.ควรปรับปรุงการสืบสวนของ กกต. ที่ล่าช้า ด้วยกำหนดวิธีการสืบสวน สอบสวนที่ลดขั้นตอน หรือ ตั้งหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดูแลคดีเลือกตั้งเป็นเฉพาะ
3.ควรกำหนดแนวทางเยียวยาผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูก กกต. เพิกถอนสิทธิสมัคร ชั่วคราว เนื่องจากถูกยื่นร้องเรียนว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่เมื่อผลตรวจสอบพิสูจน์ว่า ผู้สมัครฯ ที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครชั่วคราว ไม่ผิด เพื่อให้ความเป็นธรรม
ขณะที่ความเห็นอีกส่วน ฐานะพรรคขนาดกลาง ที่มีบทบาททางการเมือง อย่าง “นิกร จำนง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคชาติไทยพัฒนา”มองเนื้อหาฉบับเบื้องต้น ว่า ได้ให้อำนาจต่อ กกต. อย่างเต็มเปี่ยม และเขียนถึง “คน” ที่ต้องเข้ามาทำงานมากกว่า การเขียนให้สิทธิ บุคคลภายนอก หมายถึง บุคคลที่ถูก กกต. ตรวจสอบ อาทิ นักการเมือง, นักเลือกตั้ง, ผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการโต้แย้งหรือปกป้องตัวเองน้อยไป ดังนั้นควรพิจารณาเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมกับพรรคการเมืองและบุคคลภายนอกด้วย
ทั้งนี้ในตอนท้ายของงานสัมมนา “กรธ.” ยืนยันถึงการนำความเห็นไปพิจารณาปรับปรุงเนื้อหา พร้อมกับย้ำตอนท้ายว่า หากเจ้าหน้าที่กกต. หรือ กกต. ทุจริต ตามร่าง พ.ร.ป.กกต. มีบทลงโทษที่รุนแรง คือ เพิกถอนสิทธิลงสมัครเลือกตั้ง นั่นหมายถึงถูกประหารชีวิตทางการเมืองตลอดไป



