
จากใจ “ลูก” ถึง “พ่อ”
“ในหลวง” ในความทรงจำ, คนที่อายุยังไม่ถึง 40 ปีต้องอ่านครับ.., 11 ปีกับงานจิตอาสา มูลนิธิโครงการหลวง (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27 ต.ค.59)
“ในหลวง” ในความทรงจำ
กลับมานั่งย้อนความทรงจำ นับจากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผมและคนไทยทั้งประเทศต้องสูญเสียพ่อหลวง.....
วันนั้นผมก็ทำงานตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน แค่รู้สึกว่าวันนี้ข้อความในมือถือมันเด้งไปมาตลอดจนต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ข้อความที่ปรากฏส่วนใหญ่พูดในทำนองว่าวันนี้มาถึงแล้วจริงหรือ? ภาวะใจสั่นขึ้นมาทันทีจนไม่เป็นอันทำอะไรเลยนอกจากนั่งหาข่าว เปิดข่าวจากทั้งโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต "เวลา" เป็นอะไรที่เดินช้ามากที่สุดในชีวิตวันหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะมันคลุมเครือและไม่แน่นอน...
จนกระทั้งมีประกาศอย่างเป็นทางการในเวลา ๑๙.๐๐น. "พระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต" สิ่งที่ตามมาก็คือเสียงร่ำไห้จากความสูญเสียของตัวผมเองและบุคคลรอบข้างในเวลานั้น
ตอนนั้นเองความรู้สึกเคว้งคว้างจิตใจล่องลอยเข้ามาแทรกอย่างฉับพลัน เรียบเรียงไม่ถูกว่าควรจะทำอะไรหรือต้องทำอะไร? เนื่องด้วยพรุ่งนี้ต้องมีภารกิจต้องไปต่างประเทศ ตอนนั้นเองผมต้องจัดกระเป๋าซึ่งหยิบจับอะไรได้ก็ใส่กระเป๋าไว้ก่อนเพราะอยากไปเคารพท่านก่อนออกนอกประเทศ แต่หลายๆอย่างก็ไม่เอื้อเท่าที่ควรทำให้ไม่สามารถออกจากที่พักได้ในวันนั้น คืนนั้นเองจิตใจที่พะวักพะวงทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้เหมือนปกติ
เช้าวันต่อมาก็ออกเดินทางต่างประเทศตามกำหนดการ และในการเดินทางนี้เองทำให้ผมรู้ว่าภาวะเช่นนี้ไม่ใช่แค่ผมที่เป็นคนเดียวในสถานที่ที่คนอยู่เป็นร้อยเป็นพัน จากเสียงเอะอะโวยวายที่เคยได้ยิน เสียงเหล่านั้นเบาบางลงแต่กลับกลายเป็นเสียสะอื้นและร้องไห้ ทุกคนใช้พื้นที่เล็กๆของตัวเองในการนั่งนิ่งๆ ดูคลิปดูข่าวที่เกี่ยวกับในหลวง ในมือถือผ้าเช็ดหน้าไม่ก็ใช้เสื้อเช็ดซับน้ำตา เป็นอะไรที่เห็นได้ทั่วไปในวันนั้นและแน่นอนผมก็เป็นหนึ่งของพวกเค้าเหล่านั้น
วันที่สองในต่างแดนก็นอนไม่ค่อยหลับเช่นเคย ตอนเช้าจึงหาวัดที่ใกล้ที่สุดในระแวกนั้น ทำจิตใจให้สงบขอพรจากในหลวงอีกครั้งแล้วบอกท่านว่าผมจะรีบกลับไปกราบท่าน
สองวันต่อมาผมกลับมาถึงประเทศไทยบรรยากาศยังคงโศกเศร้าเหมือนตอนไป แต่ตอนนี้ทุกคนระลึกได้ว่าทุกๆอย่างก็ต้องเดินหน้าต่อไป โศกเศร้าได้เพราะมันเป็นอารมณ์ แต่อย่างไรก็ตามต้องมีความเข้มแข็งในตนเองที่จะยืนอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคง หลายคนจึงนำคำสั่งสอนจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาปรับใช้ เช่นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและไม่เบียดเบียนใคร การแบ่งปันและคืนกลับให้กับสังคม
วันนั้นเองผมก็ได้ไปกราบท่านที่บริเวณพิธีท้องสนามหลวงซึ่งมีผู้คนมากมายที่นั้น ธารน้ำใจหลายอย่างแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็ได้มาเห็นในบริเวณงานพิธีนี้ ข้าวปลาอาหาร น้ำดื่ม รถรับ-ส่ง ยาดม มีเดินแจกอยู่ในบริเวณท้องสนามหลวง และกลุ่มนักเรียนนักศึกษาเยาวชนมาจากทุกทั่วสารทิศก็มาร่วมกันช่วยเหลือกันในงานนี้ ช่วยเก็บขยะบ้าง โบกรถช่วยการจราจรบ้างก็เห็นได้ในงานพระราชพิธีนี้
ท้ายที่สุดก็ได้นั่งลงกราบพระองค์ท่านหน้ากำแพงพระบรมมหาราชวัง ตั้งสมาธิทำจิตใจให้สงบแล้วนึกถึงสิ่งต่างๆที่ผ่านมาและกำลังจะผ่านไป ข้าพเจ้าเกิดมาในรัชกาลที่ 9 ถือเป็นบุญกับชีวิตอย่างหาที่สุดไม่ได้ ประเทศไทยพัฒนามาไกลได้ขนาดนี้ก็เพราะพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านทรงทำให้มาตลอด 70 ปี ข้าพเจ้าจะขอจดจำและบอกเล่าต่อลูกหลานสืบนานเท่านาน
นายวุฒากร นุตยกุล
อายุ 33 ปี
เจ้าของกิจการ
++++
คนที่อายุยังไม่ถึง 40 ปีต้องอ่านครับ..
เคยสงสัยไม่ครับ ทำไม?..คนในวัย 45 ปีขึ้นไปอย่างพวกผมถึงรักและเทิดทูนในหลวงได้มากมายขนาดนี้ เหตุผลเพราะพวกเรามีประสบการณ์ร่วม ได้เห็นสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำให้กับประชาชน ไม่ไช่แค่พระองค์ท่านเท่านั้นนะครับ รวมถึงแม่ของพระองค์ คือ สมเด็จย่า และพระราชินี ที่เสด็จไปพร้อมพระองค์ในทุกๆ ที่ สิ่งที่ทุกพระองค์ได้ทำนั้นต่างทำเพื่อให้ประชาชนของท่านได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
หากพูดถึงประเทศไทยเมื่อกว่า40 ปีที่แล้วไม่เหมือนประเทศไทยทุกวันนี้ ผมอยากบอกว่าต่างกันมาก แต่ก่อนประเทศไทยเรายังจน คนไทยกว่า 80 % มีอาชีพเป็นเกษตรกร ส่วนใหญ่มีความยากจนถึงจนมาก บางครอบครัวจนถึงขนาดไม่มีอะไรจะกินเลยก็ว่าได้ เพราะประเทศไทยสมัยนั้นมีความแห้งแล้งมาก และประเทศเรายังต้องผจญกับภัยสงครามจากรอบประเทศ
ปีๆหนึ่งมีทหาร และตำรวจตระเวนชายแดนที่ต้องเสียชีวิต และบาดเจ็บปีละหลายพันคน ภาพที่จำติดตาผมมาจนถึงทุกวันนี้คือ พระองค์ท่านทรงนั่งเฮลิคอปเตอร์เสด็จเยี่ยมทหารตามชายแดน บริเวณที่สู้รบแถวจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นภาพที่ผมไม่มีวันลืม
ณ เวลานั้นพระองค์ท่านทรงคิดหาทางให้ประเทศของเราชนะคอมมิวนิสต์ โดยไม่ใช้กำลังรบ แต่ทำให้ประชาชนของท่านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
สมัยนั้นเกษตรกรยากจนสุดๆ การศึกษาก็ไม่มี แต่ละพื้นที่มีปัญหาต่างกัน พระองค์ท่านได้เสด็จเยี่ยมราษฎรที่อาศัยอยู่ทุกๆ ภาค เพื่อคิดแก้ปัญหาเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั่วประเทศ
ตอนผมเด็กๆ ที่โรงเรียนให้นักเรียนบริจาคเสื้อผ้า สิ่งของ ให้แก่เด็กในชนบทไว้ใส่ไปเรียนหนังสือ เพราะสมัยนั้นเด็กจะเดินเท้าเปล่า ใส่กางเกงตัวเดียวไปเรียนหนังสือ ครูที่สอนก็ไม่ไช่ใครก็บรรดาทหาร และตำรวจตระเวนชายแดนนั่นแหละครับ
สุขภาพอนามัยของคนไทยสมัยนั้นก็แย่มาก ทุกครั้งที่ท่านเสด็จไปไหนจะมีคณะแพทย์ตามเสด็จเพื่อดูแลรักษาประชาชนของท่านเสมอ คุณพ่อของผมเป็นแพทย์ครับ มีหลายๆ ครั้งที่คุณพ่อของผมได้มีโอกาสไปทำหน้าที่แพทย์ตามเสด็จ เพื่อตรวจรักษาชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลโรงพยาบาล
ของฝากโอทอปของจังหวัดทางภาคเหนือที่มีชื่อมากในสมัยก่อนคืออะไรทราบมั้ยครับ คือ ดอกฝิ่นที่กรีดเอายางออกแล้ว จังหวัดทางภาคเหนือ สมัยนั้นมีการปลูกฝิ่นเป็นจำนวนมาก โดยชาวเขา
เพื่อแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นของชาวเขา จึงมีโครงการหลวงเกิดขึ้นมากมายที่ทำขึ้นเพื่อให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น หันมาปลูกพืชเมืองหนาวที่ได้ราคาดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับที่ต้องหาพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม ทำดินให้มีคุณภาพดีปลูกพันธุ์ไม้เหล่านั้นได้ หาแหล่งน้ำ หาตลาดเพื่อให้สินค้าเหล่านั้นขายได้
เด็กๆ สมัยนี้ที่ได้ไปถึงดอยอ่างขางก็ได้ชื่นชมกับพืชเมืองหนาว ผักสวยๆ แต่ไม่รู้ พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นใหญ่ที่สุดของโลก ไม่ทราบถึงที่มาความยากที่ท่านทำจนสำเร็จ ขจัดฝิ่นออกจากประเทศไทย
ถ้าไม่มีพระองค์ท่านประเทศไทยคงไม่ได้มาไกลถึงขนาดนี้ คนรุ่นผมถึงยกมือขึ้นพนมพร้อมก้มลงกราบพระองค์ท่านด้วยหัวใจที่รัก เทิดทูน และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านจริงๆ ไม่ไช่เพียงเพราะท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ผมกราบท่านเพราะสิ่งที่ท่านทรงคิดและทำเพื่อประชาชนตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมาครับ
เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน
CEO
Index Creative Village
++++
11 ปีกับงานจิตอาสา มูลนิธิโครงการหลวง
ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ผมได้รับโอกาสจาก หม่อมราชวงศ์ดัจฉราพิมล รัชนี รองประธานฝ่ายการตลาด มูลนิธิโครงการหลวง ได้เข้ามาช่วยในกิจกรรมการสาธิตการประกอบอาหารงานโครงการหลวง โดยนำผลผลิตของโครงการหลวงที่แต่ละปีจะมีผลผลิตออกมาแตกต่างกัน มาพัฒนาสูตรเมนูอาหารเพื่อขึ้นเวทีสาธิตให้กับผู้เข้าร่วมชมงาน และจากผู้ทำหน้าที่สาธิต ผู้ใหญ่ก็หยิบยื่นโอกาสให้ทำหน้าที่ดูแลเวทีสาธิตโดยภาพรวม คอยติดต่อประสานงานและสนับสนุนให้กิจกรรมสาธิตการประกอบอาหารเป็นไปด้วยดี
จากเมืองกรุงผมเองก็มุ่งไปเยี่ยมเยียนยังดอยต่างๆ เพื่อลงพื้นที่ไปสัมผัสกับผลผลิตที่แปลงของเกษตรกร ซึ่งโครงการหลวงให้การสนับสนุน ถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่ายิ่ง ซึ่งในการเดินทางแต่ละครั้งก็ขึ้นเขาลงเขา แม้ว่าตอนนี้ถนนหนทางจะดีขึ้นหน่อย เข้าใจเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่อดีตซึ่งในหลวงของเราได้มาบุกเบิกพัฒนาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและธรรมชาติที่สวยงามแบบยั่งยืน
เป็น “ดินบนสวรรค์” เป็นสวรรค์ที่สร้างด้วยดินจริงๆ โดยการเปลี่ยนดินบนดอยให้กลายเป็นสวรรค์ของคนที่พักอาศัยอยู่ตามดอยสูง โดยหาวิธีให้ชาวเขามีอาชีพซึ่งทางหนึ่งนั่นก็คือการเกษตรบนที่สูง อาศัยธรรมชาติอากาศที่หนาวเย็น จากฝิ่นค่อยๆ เลือนหายกลายมาเป็นแปลงปลูกผักเมืองหนาวและผลไม้เมืองหนาว
ช่วงวันที่ 12-14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ผมเองอยู่ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง กำลังทำงานถ่ายรูปเมนูอาหารของสโมสร คอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด อยากให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแต่ก็เป็นไปไม่ได้ แม้วันนี้จะไม่มีในหลวงแล้ว ผมเองก็ยังยืนหยัดที่จะคงทำงานจิตอาสาให้กับมูลนิธิโครงการหลวงต่อไป
โครงการหลวง ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก
สุทธิพงษ์ สุริยะ
นักออกแบบภาพลักษณ์สินค้าเกษตรและอาหาร
เจ้าของขาบสตูดิโอ
++++



