จากใจ “ลูก” ถึง “พ่อ”
ไม่เคยเห็นหน้า แต่รัก“พ่อหลวง” มาก, ต้นกล้าไทยถวาย….ดวงใจของแผ่นดิน (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันที่ 26 ต.ค.59)
ไม่เคยเห็นหน้า แต่รัก“พ่อหลวง” มาก
ไม่เคยเห็นหน้าท่านสักครั้งเเต่รักพ่อหลวงมาก ซื้อหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาที่ต่างๆในชนบทไว้หลายเล่ม เวลาว่างชอบไปร้านหนังสือไปอ่านหลายๆอย่างที่ท่านทำ เกิดเเรงบันดาลใจในการสู้ชีวิต เคยป่วยหนักเเต่ไม่เคยไปกรุงเทพฯสักครั้ง ไม่มีความรู้เรื่องโรงพยาบาลที่ดีๆ
อ่านประวัติโรงพยาบาลตอนเข้ารับการผ่าตัดเเละรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับโรงพยาบาลศิริราช มีกำลังใจคิดเเต่ว่าประชาชนคนนี้ได้ตามพ่อมาด้วยความจงรักภักดีเป็นที่พึ่งเป็นตัวอย่างของความดีที่ลูกผู้ต่ำต้อยจะน้อมนำมาปฏิบัติเพื่อเป็นศิริมงคลกับชีวิต ยามลูกท้อถอยลูกจะให้พ่อเดินนำหน้าลูกไปด้วยความดีที่พ่อทำ ยากหาใครเสมอเหมือนด้วย ความคิดทุกด้านที่พ่อคิดมีเเต่ช่วยเหลือลูกๆด้วยความสามารถในทุกด้านของพ่อ ไม่มีใครเทียมได้ลูกคนนี้อยากบอกพ่อว่ารักพ่อมากสุดหัวใจ
เเม้เสียใจมากสักเพียงไหนเพราะไม่คาดคิดว่าวันที่พ่อจากไปจะมาเร็วถึงเพียงนี้ เพราะคิดเสมอว่าพ่อมีนายเเพทย์อาจารย์หมอดูเเล ท่านบอกว่าจะอยู่ถึง 120 ปี ใจลูกคิดเสมอว่าท่านอยู่เป็นมิ่งขวัญของลูก ใจของลูกเเทบขาดใจหัวใจเเตกสลาย พ่อจากลูกไปเเล้ว คำสั่งสอนของพ่อยังอยู่ไม่ไปไหน ความรักของพ่อยังอยู่ในดวงใจลูกเสมอ การกระทำของพ่อเป็นตัวอย่าง คำพูดคำสอนของพ่อยังอยู่ ลูกขอตามรอยพ่อนำสิ่งที่ดีมาใช้ในชีวิตเเม้ไม่ได้เพียงเศษเสี้ยวที่พ่อทำเพื่อลูกหลานคนไทยมากมายมหาศาล พ่อหลวงจะสถิตอยู่ในใจด้วยความรัก พ่อที่เรารักได้อยู่ในหัวใจของลูกๆ น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น
ณัฐชยา หนูทองเเป้น
อายุ 47 ปี
อาชีพรับจ้าง
++++
ต้นกล้าไทยถวาย….ดวงใจของแผ่นดิน
ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมจะเห็นแม่ยกมือพนมไหว้รูปคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา เวลาไปข้างนอก ขับรถไปตามท้องถนน ก็ยังเห็นรูปนี้ และ แม่ก็จะทำเหมือนที่บ้าน เวลาเห็นภาพในโทรทัศน์ แม่จะเรียกผมมากราบ กราบจริงๆ แม่นั่งลงกับพื้น แล้วก็ให้ผมนั่งข้างๆ ตั้งแต่เล็ก แล้วให้ผมกราบ แล้วบอกว่า “เมื่อผมโตขึ้น ผมจะรักพระองค์เหมือนที่แม่รักเทิดทูน เมื่อผมโตขึ้นให้ผมตอบแทนบุญคุณของพระองค์” ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาแม่พูดถึงพระองค์ แม่จะต้องร้องไห้
ผมถามแม่ว่า “ทำไมแม่ร้องไห้” แม่บอกว่า แม่ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าเวลาเอ่ยถึงพระองค์ ความรักความเคารพอย่างสูงสุดในชีวิต ทำให้น้ำตาของแม่ไหลมาเอง”
ผมรู้ว่า พระองค์คือในหลวง คือศูนย์รวมจิตใจของคนไทย คือ พระเจ้าแผ่นดิน แผ่นดินไทยที่ผมและครอบครัวได้อยู่อาศัย แม่เคยให้ผมทำงานศิลปะชึ้นหนึ่ง คือ นำก้อนหินสีขาวมานั่งสมาธิ แล้วเปรียบเทียบว่าเท่ากับขนาดหัวใจของผม แม่บอกว่าหัวใจของผมอยู่ทางซ้าย แล้วก็บอกว่าหัวใจมี 4 ห้อง ให้ผมแบ่งให้วาดว่าหัวใจของผมมีอะไรใน 4 ห้องนี้บ้าง ผมบอกว่า ห้องที่ 1 ผมให้พระพุทธเจ้า ห้องที่ 2 ของผมของในหลวง ห้องที่ 3 คือ ประเทศไทย ห้องที่ 4 คือ แม่ พ่อ และน้องชาย ผมพูดแค่นี้ แม่ก็น้ำตาไหลอีก แม่บอกผมว่าตั้งแต่วันนั้นแม่รู้แล้วว่า หัวใจของผมมีในหลวง
ผมเกิดมาช้า ผมเกิดมาหลังพระองค์มาก แต่ผมก็ได้รู้ว่าตลอดพระชนมายุของพระองค์ พระองค์ทำเพื่อพสกนิกรคนไทย แม่ให้ผมดูหญ้าแฝก ที่พระองค์ทรงนำมาใช้ประโยชน์ ให้ผมดูกังหันชัยพัฒนา ให้ผมดูที่กักเก็บน้ำแก้มลิง ให้ผมอ่านพระราชดำรัสของพระองค์ แม่ให้ผมอ่านจริง ๆ แม่บอก “คำสอนของในหลวงของจำ และ กระทำตาม” แม่บอกว่า แม่ไม่สามารถเล่าหรือบอกได้หมด เพราะสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อลูกหลานไทยของพระองค์ พสกนิกรที่อยู่ภายใต้โพธิสมภารของพระองค์ มากมาย ทั้งที่ประชาชนรู้และไม่รู้
ผมอยากให้เด็กๆ ไทยได้รู้ว่าโชคดีที่เกิดในพระพุทธศาสนา และ เกิดในผืนแผ่นดินไทย
เวลาผมทำอะไรไม่ดี เช่น ไปทานอาหารในร้านที่มีชาวต่างชาติ แล้วผมเล่นกับน้องมากไป จนชาวต่างชาติมองตำหนิ แม่จะบอกว่า “อย่าให้ใครมาดูถูกลูกหลานไทย ทำอะไรให้ถือว่าเอาชาติบ้านเมืองไปด้วย อย่าให้ชนชาติไหนมาดูถูกคนไทยได้” เวลาผมขี้เกียจทำอะไร แม่จะบอกว่า “ให้ทำหน้าที่ของคนไทย อย่าขี้เกียจ ให้ตอบแทนแผ่นดินไทยและในหลวง ถ้าขี้เกียจในวันนี้ แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร”
ในวันที่ 4 ธันวาคม 2554 แม่ถามว่า อยากไปถวายพระพรในหลวงที่ รพ.ศิริราชไหม ผมบอกว่า ไป ผมต้องตื่น 6 โมงแล้วไปรอรับเสด็จที่ผมก็คิดว่าผมทนได้อย่างไร ผมขึ่คอแม่ถึง 2 ชั่วโมงเต็มๆ เพราะคนอื่นเค้าไปตั้งแต่ตี 3 หรือบางคนก็ไปค้างคืน แล้วตี 3 ก็ไปนั่งจองที่หน้าด้านหน้า แต่ผมไปถึงก็ 9:00 น.แล้ว ผมสงสัยว่าทำไมคนเยอะจัง แสดงว่าประชาชนรักพระองค์
ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น และผมบอกแม่ว่า จะไปทุกปี ให้แม่พาไป
วันนั้นพอพระองค์เสด็จลงมา แล้วนั่งรถผ่านไป ผมวิ่งไปดักรอพระองค์หน้าประตู รพ.ศิริราชอีก แม่บอกว่า ไม่น่าเชื่อ เพราะปกติผมไม่ค่อยวิ่ง ขี้เกียจวิ่งเวลาไปสวนรถไฟ แต่ตอนนี้วิ่งเร็วกว่าแม่ จนแม่ตามไม่ทัน เพราะว่าหัวใจแห่งความจงรักภักดี คงต้องการแสดงออกมา และพอพระองค์ไปที่วัดพระแก้ว ผมก็นั่งดูโทรทัศน์ พอในทีวีเป็นภาพพระองค์กำลังจะเสด็จกลับ แม่ก็ถามว่า “จะรอรับเสด็จตอนพระองค์กลับไหม แต่เที่ยงแล้วไปทานข้าวดีกว่าเนอะ” ผมกลับบอกแม่ว่า “จะรอพระองค์ แล้วยังไม่ไปทาน เพราะกลัวไม่ทันมารับเสด็จ” แม่ของผมอึ้งไปเลย เพราะผมไม่เคยมีนิสัยแบบนี้ คือ รอคอยอะไรนานเป็นชั่วโมงได้ แต่แม่ยิ้มแก้มแทบปริ ปลิ้มลูกที่ลูกได้รับความรู้สึกที่ถ่ายทอดมาโดยตรง
ผมกับแม่นั่งตรงข้ามกับครอบครัวหนึ่ง เค้าน่ารักมาก ผมอยากบอกว่า คุณพ่อคุณแม่เค้าสอนลูกได้ดีมาก ครอบครัวนี้นั่งร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ตลอดเวลา เค้ามากันหลายคน และชูรูปพระองค์ไหว้เหนือหัว แม่บอกว่า น่ารักมาก อยากให้หลายครอบครัวทำแบบนี้ เพราะเราเกิดมาทั้งที ถ้าตายไปแล้วไม่ได้ทำอะไรเป็นการถวายพระเกียรติพระองค์ เราก็คงเสียทีที่เกิดมา แม่บอกว่าเราเอาเวลาไปทำโน้นนี้ ที่บางครั้งก็ไม่ได้สาระอะไร ยังทำได้ แต่การถวายความจงรักภักดีแด่เจ้าเหนือหัว เป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า ถ้าได้ทำ จะรู้สึกได้เองว่า งดงาม และ จะประทับไว้ในใจของเรา หัวใจจะพองโต เหมือนทุกครั้งที่เราทำความดี แต่นี่จะพองโต และ ยิ้มอย่างมีความสุขแบบที่คนไทยทุกคนควรจะได้มีโอกาส
ตอน ป.1 ผมได้เข้าไปอ่านกลอนถวายหน้าพระรูป ผมดีใจและภูมิใจในตนเองมาก ที่ทำได้ เชื่อไหมครับ ผมนั่งวาดรูปตอนวันที่ 3 วาดถึง 4 ทุ่ม เพราะต้องการนำไปถวายพระองค์
วันนั้น ผมได้ทำหน้าที่ไปเพียงบางเสี้ยวของเส้นทางแห่งความจงรักภักดี และ ผมสัญญากับตนเองว่า ผมจะตั้งมั่นบนเส้นทางหนทางที่พสกนิกรพึงกระทำ และถวายพระเกียรติแด่ในหลวงของเราน้องของผม ด.ช.จิรกร ถามแม่ว่า ทำไมไม่พาน้องไป ตอนนั้นแม่คงคิดแล้วว่าดูแลลูก 2 คนในวัยซนพร้อมกันไม่ได้
ผ่านไป 5 ปี ตลอดเวลา คือครอบครัวเราจะไปลงนามถวายพระพร สม่ำเสมอ
แม่ยังทำโครงการ “ชมรมหนูรักพระเจ้าอยู่หัว” เป็นการรวบรวมเด็กๆ ประมาณ 30 คนมาทำกิจกรรมร้องเพลง พระราชนิพนธ์ และ เพลงเทิดพระเกียรติ์ เช่น ตามรอยพระราชา บทเพลงรักแห่งแผ่นดิน แม่บอกว่า แม่ทำได้แค่เท่านี้ ทำโดยไม่ต้องมีใครบอก แต่เพราะหัวใจของแม่ที่มีแด่พระองค์ แม่นำวีดีโอที่พวกเราร้องเพลง ที่สวนเสิริกิติ์ ตรงจตุจักร ไปถวายพระองค์ที่หัวหิน แม่นั่นรถตู้ไป พร้อมจดหมายทูลเกล้าถวายอีก 1 ฉบับ
จนถึงวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม 2559 โรงเรียนของผมปิดเทอมแม่พาผมกับน้อง ไปใส่บาตรตอนเช้า และไปถวายพระพรที่ศาลาสหทัยสมาคม และไปนั่งสมาธิที่วัดพระแก้ว แม่มีความสุขมาก แม่บอกว่า มีความสุขทุกครั้งที่ทำอะไรถวายพระองค์
วันที่ 14 ตุลาคม 2559 ผมรู้ว่าแม่เสียใจมาก น้องผมร้องไห้หน้าโทรทัศน์ น้องอยู่ชั้น ป.3 น้องบอกว่า ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แม่กอดน้อง แล้วบอก “อย่าร้องลูก ลูกสัญญาตามที่แม่เคยสอนนะว่าลูกจะต้องนำพระเกียรติของพระองค์ไปทุกที่ ไปที่ใด ให้เค้ารู้ เราคือไทย ที่เกิดในรัชกาลที่ 9” น้องหยุดร้อง แต่แม่ยังร้องต่อ แม่สัญญาจะเข้มแข็งขึ้น แม่บอก หัวใจแม่หายไป…
เช้าวันที่ 15 ตุลาคม ขณะที่แม่ขับรถบนทางด่วน น้องพัฒน์น้องของผมก็มองไปบนฟ้า น้องบอกว่า “แม่ครับ พัฒน์ฝันเห็นในหลวง ตอนนี้พัฒน์เห็นพระองค์บนฟ้า” แม่บอกน้องว่า “ขอบคุณ ขอบคุณมากลูก”
ผมเชื่อว่า พวกเรา ต้นกล้าไทยทุกต้น จะต้องเป็นคนดี เป็นกำลังสำคัญของประเทศ ไม่ว่าอาชีพไหนที่พวกเราจะศึกษาเล่าเรียนต่อไปตามความถนัดแต่ละคน เราจะทำให้ดีที่สุดของพวกเรา เราจะไม่เห็นแก่ตัว เราจะไม่แก่งแย่งชิงดี เราจะมีวินัย มีความเพียร เราจะเป็นลูกของพระองค์ชั่วนิรันดร์
ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ผมอยากบอกพระองค์ว่า …..ผมรักพระองค์ครับ….ในหลวงของผม….พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ
ด.ช.สิรภพ สรรค์ศิลา
ป. 6/1 ร.ร.สาธิตประสานมิตร (ฝ่ายประถม)
++++



