คอลัมนิสต์

ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ บทพิสูจน์สิทธิเสรีภาพ“ยุคโซเชียล”

ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ บทพิสูจน์สิทธิเสรีภาพ“ยุคโซเชียล”

27 พ.ย. 2559

ร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฯ จะมาเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเพื่อให้เกิดความสงบสุขในประเทศ หรือจะใช้เพื่อกำจัดสิทธิฝ่ายที่เห็นตรงข้าม : โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุล รายงาน

 

            เป็นที่น่าจับตามองและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับ “ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกำลังพิจารณาแก้ไขและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ

            ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับนี้ เดิมคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร แต่ฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงใหม่แกะกล่อง คือ “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม”

            แน่นอน มีเสียงสะท้อนและข้อห่วงใยจากหลายฝ่าย อาทิ นักวิชาการ เอ็นจีโอ และองค์กรต่างๆ ต่อร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่นี้หลายประเด็น

            ประเด็นแรก คือ หากกฎหมายฉบับนี้ออกมาเป็นกฎหมายที่บังคับใช้แล้ว อาจเปิดช่องให้เกิดการตีความและสามารถนำไปบังคับใช้ในทางละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ โดยเฉพาะสิทธิในการแสดงออก ซึ่งผิดไปจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่มุ่งเน้นคุ้มครองความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ 

            สิ่งที่บอกว่าเป็นความพยายามป้องกันการหลอกลวงของการค้าออนไลน์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ก็ถูกมองว่าเปิดช่องให้นำไปใช้กับกฎหมายหมิ่นประมาทที่อยู่ในกฎหมายอาญาอยู่แล้ว การกำหนดให้ผู้ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบโดยรายละเอียดให้เป็นไปตามที่ประกาศไว้ในกฎกระทรวง มีการตั้งข้อสังเกตขึ้นมาอีกว่า ทำไมจึงให้เนื้อหารายละเอียดไปอยู่ในประกาศกระทรวง เพราะมีศักดิ์เป็นรองจาก พ.ร.บ.ที่จะออกมาบังคับใช้ และในขณะนี้ก็ยังไม่มีประกาศกระทรวง จะเป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ไว้ให้อำนาจกับคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาหรือไม่ 

            นอกจากนี้มีการ “เพิ่มฐานความผิด” ว่าหากมีผู้โพสต์ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ให้มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ทำให้มีความห่วงใยว่า อาจจะส่งผลกระทบต่อการแสดงความเห็นเชิงตรวจสอบวิจารณ์นโยบายสาธารณะได้เพราะปัจจุบันกรณีเช่นนี้ก็เป็นปัญหาอยู่ เพราะถูกนำมาใช้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อสื่อและประชาชนแล้ว 

            ประเด็นที่สอง คือ เรื่องความคลุมเครือและเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเกินไปหรือไม่ เริ่มจากให้มีการตั้ง "คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์” มาทำหน้าที่เกี่ยวกับการบล็อกเว็บไซต์ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการห้าคน มีสองคนที่เป็นผู้แทนภาคเอกชน ซึ่งทำหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อบล็อกเว็บ

            ในขณะเดียวกันกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็กำลังจัดทำร่างประกาศกระทรวงเกี่ยวกับ “การบล็อกเว็บไซต์” กำหนดให้กระทรวงสร้างระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลาง หรือที่หลายฝ่ายกังวลกันว่าจะเป็นแบบเดียวกับ “ซิงเกิลเกตเวย์” (Single gateway) แต่เป็นทางอ้อมหรือไม่ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถบล็อกหรือลบข้อมูลนั้นได้เอง โดยให้เชื่อมโยงระบบดังกล่าวเข้ากับระบบการบล็อกหรือลบข้อมูลของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายต่างๆ ตามความยินยอม

            หากเป็นเช่นนี้จะถือว่าร่างกฎหมายนี้ “ขยายขอบเขตของการบล็อกเว็บ” ที่ พ.ร.บ.เดิมได้จำกัดเฉพาะความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้สามารถบล็อกเว็บที่อาจมีเนื้อหาขัดต่อเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา หรือความผิดตามกฎหมายอื่นๆ รวมถึงบล็อกเนื้อหาที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี แม้จะไม่ผิดกฎหมายใดๆ เลยก็ได้

การกำหนดให้การดำเนินการทั้งหมดของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนในส่วนนี้ได้รับเสียงสนับสนุนว่ามีความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อห่วงใยตามมาอีกว่า เงื่อนไขในการยื่นคำร้องของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อศาลและการพิจารณาเพื่ออนุญาตของศาลภายใต้ พ.ร.บ.นี้ก็ยังมีเกณฑ์ที่ต่ำเมื่อเทียบกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูล

            ประเด็นที่สาม มีการกำหนดโทษและการบังคับกฎหมายที่ซับซ้อน เพราะความผิดฐานหมิ่นประมาทมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว ซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำความผิดทางอินเทอร์เน็ตด้วยจึงอาจทำให้เกิดความสับสนในการตีความ และในการกำหนดอัตราโทษถือว่าสูงเกินกว่าทางความผิดฐานหมิ่นประมาทปกติ

            จะเห็นได้ว่าข้อห่วงใยจากฝ่ายต่างๆ ก็เพื่ออยากให้พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นไปตามกรอบหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้แน่ใจว่าการคุ้มครองความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์จะไม่ไปกระทบสิทธิของประชาชนหรือให้มีการกระทบสิทธิให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชน 

            ต้องติดตามว่า ท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายฉบับนี้จะออกมาในรูปแบบใด และมีการบังคับใช้อย่างเข้มข้นมากเพียงใด เพราะยุคนี้ โลกไร้พรมแดน เป็น “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” กฎหมายฉบับนี้จึงมีความสำคัญและมีบทบาทมาก 

            ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นี้ จะมาเป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือรัฐบาล เพื่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นในประเทศ หรือเอามาใช้เป็นกระบองเพื่อกำจัดสิทธิฝ่ายที่เห็นต่างเท่านั้น !! 

FACT FILE ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

  • เป็น 1 ใน 8 ฉบับของกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล
  • คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
  • 24 เม.ย.59 สนช.มีมติรับหลักการ
  • สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไข มีกำหนดเวลา 60 วัน
  • มีการขยายเวลาการพิจารณามาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน