
โปรดยึด กติกาหลักในบ้านเมือง
คอลัมน์ขยายปมร้อน : โปรดยึด กติกาหลักในบ้านเมือง : โดย ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น
สำหรับประเด็นร้อนที่ถูกยกมาถกเถียงเพื่อหาคำตอบขณะนี้ หนีไม่พ้น “ชะตา” ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินชุดปัจจุบัน ว่า จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปหรือไม่? หลังรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้
ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ไม่ระบุเนื้อหาให้ ผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้น ต้อง “อยู่ต่อ” หรือ “พ้น” ไปในช่วงเวลาเท่าใด ซึ่งไม่เหมือนกับที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่เขียนไว้ชัดเจน ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรใด อยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปจนสิ้นสุดวาระ โดยให้เริ่มรับวาระตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
แต่รอบใหม่นี้ กลับไม่เขียนไว้เช่นเดิม และเปิดทางให้ ไปกำหนดภายหลัง โดยเขียนเนื้อหาไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่เกี่ยวข้อง
ทำให้จุดโฟกัส ตกไปอยู่ที่ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” ฐานะผู้จัดทำร่างกฎหมายประกอบ ว่าจะตัดสินใจเขียนบทบัญญัติดังกล่าวไว้อย่างไร
แต่จนถึงขณะนี้คำตอบเดียวที่ได้จาก “มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.” ต่อประเด็นนี้ คือ ที่ประชุมยังพิจารณาไปไม่ถึง แต่ตามความเห็นที่บอกเล่าได้ คือ กรรมการองค์กรอิสระใดจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ หากกรรมการองค์กรอิสระใดมีคุณสมบัติไม่เข้าลักษณะ หรือไม่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งเพราะเข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ตามกติกาสูงสุดของประเทศที่เขียนไว้ ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง
ทำให้ถูกจับไปขยายความ และโยงประเด็นให้กลายเป็นประเด็นปัญหาของการเขียนรัฐธรรมนูญที่ขัดกับหลักการ ที่ว่า กฎหมายต้องไม่เขียนย้อนหลังเพื่อลิดรอนสิทธิที่มาโดยถูกต้อง เพราะ กรรมการองค์กรอิสระชุดปัจจุบันล้วนมาโดยชอบตามกติกา ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ดังนั้นตามความต้องการของ “กรรมการองค์กรอิสระบางคน” จึงต้องการให้การตัดสินใจของกรธ. เป็นไปโดยอนุโลม ให้ “อยู่ต่อ” เพื่อความต่อเนื่องของการปฏิบัติงาน
ซึ่งข้อเสนอ “อนุโลมให้อยู่ต่อ” นั้น ก่อนหน้านี้ “ประธาน กรธ.” เคยให้ความเห็นไว้ด้วยว่า “เพื่อความต่อเนื่องของการทำงาน อาจพิจารณาอนุโลมให้ กรรมการองค์กรอิสระได้อยู่ต่อตามวาระใหม่ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
หากพลิกดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อไขความกระจ่าง จะพบว่า บทเฉพาะกาล มาตรา 273 กำหนดเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งไว้ซึ่งถอดความได้ว่า 1.รับรองการอยู่ในตำแหน่งของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่อยู่ในตำแหน่งก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ สามารถอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป 2.จะอยู่ต่อไปด้วยระยะเวลานานเท่าใด ให้ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้กำหนดวาระดำรงตำแหน่งไว้ในกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง และ 3.การพ้นจากตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินก่อนที่มีกฎหมายลูก ให้ใช้กติกาที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นหมายความว่า กรรมการองค์กรอิสระยังปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ประมาณ 1 ปีนับจากรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ หรือจนกว่าที่กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับองค์กรฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ แต่ระหว่างที่อยู่ในตำแหน่งหากมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่หรือคุณสมบัติ ต้องกลับไปใช้กระบวนการที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เขียนไว้ คือ ยื่นเรื่องให้องค์กรที่เกี่ยวข้องพิจารณาและวินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่ง
ขณะที่เวลาที่ดำรงตำแหน่งซึ่งต้องกำหนดใหม่นั้นเพื่อให้สอดคล้องกับวาระดำรงตำแหน่งที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ให้ทุกองค์กรอิสระมีวาระ 7 ปี หากไม่กำหนดไว้อาจเกิดปัญหาในอนาคตว่า กรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งกำหนดวาระดำรงตำแหน่งไม่เท่ากันนั้น จะเหลือสิทธิ์นั่งในตำแหน่งนานแค่ไหน ขึ้นได้
สำหรับ “คุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระ” ดูเหมือนจะเป็นปัญหา และยากเจาะจงเป็นรายบุคคลว่า ใครจะพ้นจากตำแหน่งบ้าง ทำให้เหมือนเป็นเผือกร้อนที่วางอยู่ในมือของ “คณะผู้จัดทำกฎหมายลูก” และถูกเค้นถามเป็นรายวัน
อย่างไรก็ดีในทางหลักปฏิบัติของกฎหมาย เมื่อมีปัญหาต้องมีทางแก้ไข ซึ่ง “ประธาน กรธ.” ระบุถึงทางออกว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร, ผู้ได้รับการคัดเลือก หรือได้รับการสรรหาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วย 9 อรหันต์ คือ ประธานศาลฎีกา, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, ประธานศาลปกครองสูงสุด, บุคคลที่องค์กรอิสระทั้ง 5 องค์กรแต่งตั้งจากผู้ที่มีคุณสมบัติองค์กรละ 1 คน เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
และถือว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด ไม่สามารถนำไปโต้แย้งทางกฎหมายได้อีก!
ตามบทบัญญัติที่ “กรธ.” วางไว้ เหมือนคิดถึงปัญหาไว้ล่วงหน้า และเผื่อทางออกของปมขัดแย้งไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ดีหากทุกฝ่ายยอมรับและปฏิบัติตามกติกา ปัญหาใดๆ อาจไม่เกิด
เว้นแต่มีบุคคลบางจำพวก ที่หวังประโยชน์ และมีความใกล้ชิดผู้มากบารมี จะพยายามหาช่องทางเพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐานใหม่ทางกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้ตนเองมีตำแหน่งมากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ที่สาธารณะพึงได้



