
"บิ๊กตู่" ขันน็อต! ต้องเร่งรุกมากกว่าตั้งรับ
(ขยายปมร้อน) พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายเยี่ยม-ตรวจงานกระทรวง กระตุ้นการทำงานเชิงรุก : โดย พิมพ์นารา ประดับวิทย์ สำนักข่าวเนชั่น
“ผมจะไปทุกกระทรวงโดยไม่บอกล่วงหน้า ผมว่างเมื่อไหร่ผมก็ไป ผมไปขอบคุณการทำงานนะ ไม่ได้ไปไล่งานหรืออะไรใคร ไปทุกครั้งก็ไม่ต้องจัดเตรียมต้อนรับ เพราะตรวจเยี่ยมแบบเป็นกันเอง ผมเข้าใจในยุทธศาสตร์ชาติ ก็เลยต้องไปทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เพื่อตีกรอบแผนงาน งบประมาณ ให้เกิดความต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติ การจัดทำแผนแม่บท การใช้จ่ายงบประมาณ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับใหม่ที่เพิ่งออกมาในมาตรการด้านเศรษฐกิจ วันนี้รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ และอย่านำสิ่งที่รัฐบาลทำมากล่าวหาว่าผิดถูก เพราะหลายอย่างยังไม่เคยทำ จึงอาจจะมีปัญหา และรัฐบาลนี้กล้าที่จะทำ แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณ”
แม้นายกฯลุงตู่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกตัวว่าไม่ได้ไป “ไล่บี้” งานกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ในทางพฤตินัยนั้น ใครๆก็รู้กันอยู่ว่าเป็นคำพูดที่สวนทางกับความจริง เพราะจุดประสงค์หลักของนายกรัฐมนตรี คือ ต้องการติดตามงานที่ผ่านตาตัวเองทุกกระทรวง และที่ผ่านความเห็นชอบ จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.) โดยเฉพาะกระทรวงหลักๆที่เป็นปัญหามีผลกระทบ ต่อประเทศและประชาชน เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลนี้จริงจังกับการทำงาน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 20 ปีที่รัฐบาลวางไว้ได้มากที่สุด
ประกอบกับพล.อ.ประยุทธ์เองก็เล็งเห็น ถึงห้วงเวลาของกรอบโรดแม็ปและวาระการทำงานของรัฐบาล ที่กำลังนับถอยหลังไปทีละก้าวๆ ตามที่ประเมินไว้อย่างมากก็ไม่เกินปลายปี 61 ดังนั้นจึงต้องไปเร่งงานให้ทันท่วงทีตามโรดแม็ป หากรัฐบาลไม่วางรากฐานของยุทธศาสตร์นี้ไว้อย่างมั่นคง ก็เกรงว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะไปรื้อระบบใหม่อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นอกจากประเทศไม่เดินหน้าแล้ว ก็จะล้าหลังด้วย
นายกฯลุงตู่ได้ประเดิมที่กระทรวงคมนาคมเป็นแห่งแรก คงเพราะเป็นกระทรวงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีการลงทุนภาครัฐที่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ อีกสิ่งหนึ่งที่นายกฯลุงตู่เป็นห่วง คือ วินัยทางการเงินการคลัง ปริมาณหนี้สาธารณะต้องไม่เพิ่มไปกว่านี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีฐานเติบโตในระดับสูงมาก ทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วจากปัจจัยดังกล่าว นั่นคือส่วนหนึ่งในการหมายมั่นปั้นมือที่จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลจะหมดวาระ
ตามติดด้วยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และล่าสุดคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากนี้ก็วางแพลนไว้ว่าจะไปเยี่ยมเยียนกระทรวงอุตสาหกรรม โดยจะมีการเชื้อเชิญกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงานร่วมพูดคุยด้วย ซึ่งนอกเหนือไปจากพูดคุยเรื่องการลงทุนแล้ว ก็จะพูดถึงการช่วยเหลือแรงงานไทย เพราะเมื่อประเทศไทยเดินหน้าเข้า “โครงการไทยแลนด์ 4.0” ก็จะมีแรงงานส่วนหนึ่งที่มีทักษะไม่ทันกับเทคโนโลยีที่ประเทศไทยจะพัฒนาศักยภาพไปสู่ภายนอก รัฐบาลจึงหวั่นเกรงว่าแรงงานเหล่านี้จะเป็นแรงงานที่ตกหล่น หรือปรับตัวไม่ทัน จึงต้องเพิ่มทักษะให้ทันกับวิวัฒนาการที่ก้าวไปข้างหน้า
นอกจากนี้รายการ “ศาสตร์พระราชา” ที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลน้อมนำมาปฏิบัติ เพื่อสานต่อพระราชกรณียกกิจ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้ริเริ่มไว้ ได้เผยแพร่ไปยังสาธารณชน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริง อาทิ โครงการตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งนายกฯลุงตู่ประกาศแล้วว่าหลังจากนี้จะบอกให้ชัดว่า 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การทำงานของรัฐบาลชุดนี้รัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง และปีต่อๆไปหลังจากนี้รัฐบาลจะต่อยอดงานเรื่องใดบ้าง
ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่นายกฯลุงตู่ต้องเร่งดำเนินการ คือ เปลี่ยนความเบื่อหน่ายให้เป็นความนิยมชมชอบให้ได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะที่มาของรัฐบาลชุดนี้แตกต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่น่ายากเกินความสามารถ
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ๆในการติดตามงานแต่ละกระทรวง เป็นเพราะที่ผ่านมามีเสียงแว่วสะท้อนหนาหูไปถึงนายกฯลุงตู่ ว่าข้าราชการบางกระทรวงเกียร์ว่างบ้าง งานไม่ค่อยเดินเท่าที่ควรบ้าง ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่นายกฯ รู้ดีว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนก็คือ แนวคิดเดิมๆที่ไม่ทำงานการเชิงรุก แต่บริหารประเทศในเชิงตั้งรับเสียมากกว่า มาเป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดแนวทางให้แต่ละกระทรวงอย่างเป็นล่ำเป็นสันเสียที
ก็ถือว่านายกฯลุงตู่นั้นเดินมาถูกทางแล้ว ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรยังเป็นเรื่องที่ต้องรอคอยการพิสูจน์



