คอลัมนิสต์

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

18 พ.ย. 2559

ความฝันที่มีต่อ ในหลวง รัชกาลที่ 9, จากพลเมืองไทยในต่างแดน, แสงแห่งเปลวเทียน (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 พ.ย.59)

 

ความฝันที่มีต่อ ในหลวง รัชกาลที่ 9

            การได้เข้าเฝ้าชื่นชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นับว่าเป็นความฝันอันสูงสุดของใครหลายๆ คน รวมถึงตัวผมเองด้วยเช่นกัน

            ตอนเด็กๆ ที่ผมจำความได้ มีโอกาสได้รับเสด็จในหลวงเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งผ่านมานานมาก จำได้ว่าเห็นท่านแบบไกลๆ ความรู้สึกในครั้งนั้นตามประสาเด็กๆ ก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นท่าน แต่ก็จำรายละเอียดของความรู้สึกนั้นได้ไม่ครบ เมื่อเวลาผ่านไปก็มีความฝันที่อยากจะได้เห็นพระองค์ท่านอีกครั้ง

            จนเมื่อผมโตขึ้น ผมจึงเริ่มหาโอกาสตามความฝันอีกครั้งด้วยการบอกกับตัวเองเสมอว่า “ผมจะไปรอรับเสด็จพระองค์ท่านทุกครั้งเมื่อมีโอกาส” เพื่อที่จะทบทวนและเก็บความรู้สึกในครั้งนั้นอีกครั้ง

            แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2555 ผมได้ยินข่าวหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินในการพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ณ สะพานพระราม 8 ผมจึงไปรอรับเสด็จ เหตุการณ์ในวันนั้นทุกคนต่างเฝ้ารออย่างเนืองแน่น ถึงแม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนักก็ไม่ลุกย้ายหนีไปไหน

             จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

(วันที่ 9 มิถุนายน 2555 ณ สะพานพระราม 8)

            หลังจากครั้งนั้นผมได้มีโอกาสไปรอรับเสด็จพระองค์ท่านอีกหลายวาระ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 5 ธันวาคม 2555 เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม

            วันที่ 5 ธันวาคม 2556 เสด็จออกมหาสมาคม ณ วังไกลกังวล หัวหิน ที่ผมไปนอนค้างคืนบนถนนที่หน้าวังไกลกังวล และได้ชื่นชมพระบารมีแบบใกล้ที่สุดในชีวิตนี้

             จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

(วันที่ 5 ธันวาคม 2556 ณ วังไกลกังวล)

            วันที่ 15 กันยายน 2557 เสด็จฯ ออกจาก รพ.ศิริราช ไปประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และครั้งสุดท้ายที่ท่านเสด็จฯ ออกจาก รพ.ศิริราช วันที่ 10 พฤษภาคม 2558 ไปประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล

            มาในวันนี้ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ผมจึงไม่รีรอที่จะมา รพ.ศิริราช ด้วยกระแสข่าวที่เกิดขึ้นมากมายด้วยความหวังที่ว่าเป็นแค่ข่าวลือ แต่ในเวลาประมาณ 19.00 น. ความหวังนั้นดับสลาย ความโศกเศร้าอาดูรเต็มพื้นที่ของโรงพยาบาลและทั่วประเทศ ในตอนนั้นผมคิดว่าความฝันผมได้สิ้นสุดแล้ว ไม่มีอีกแล้วพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชน

            แต่ด้วยความดีและคำสอนของท่าน ทำให้เราฉุกคิดได้ว่า ความฝันของเรายังไม่สิ้นสุด ท่านไม่ได้จากเราไปไหน แค่เปลี่ยนความฝันเป็นการกระทำ ทำในสิ่งที่เป็นความดี ทำในสิ่งที่เป็นหน้าที่ของเรา ทำในสิ่งที่ท่านสอน แล้วพระองค์ท่านก็จะอยู่กับเราตลอดเวลา

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

บริรักษ์ มงคลเกตุ

อายุ 27 ปี

พนักงานหน่วยงานของรัฐ

นศ.ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ นิด้า

เขียน ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 ครบ 1 เดือนนับจากวันเสด็จสวรรคต

+++++

จากพลเมืองไทยในต่างแดน

            ความประทับใจที่มีต่อพระองค์ท่าน คือ ตอนสมัยเรียนชั้นประถม ที่บ้านดิฉันเป็นครอบครัวยากจน ในสมัยนั้นก็จะได้รับสมุด ดินสอ รวมถึงชุดนักเรียนพระราชทาน

            ชีวิตช่วงวัยทำงานฟุ้งเฟ้อมาก ด้วยจากที่ไม่เคยมีเงินใช้จ่ายคล่องตัวมาก่อน ใช้จ่ายแบบแข่งกับสังคม อยากได้ในสิ่งที่เกินความสามารถของตัวเองจนตัวเองเดือดร้อน จนมาวันหนึ่งได้มีโอกาสดูคลิปเกี่ยวกับเรื่องพอเพียงในความหมายของพระองค์ท่าน จากนั้นก็มานั่งพิจารณาตัวเอง

            หลังจากหันมาลดการใช้จ่ายโดยไม่ให้เกินฐานะตัวเอง ไม่อยากได้สิ่งของตามแฟชั่นนำสมัย ไม่นิยมวัตถุนิยม ก็เริ่มมีเงินเก็บ

            สำหรับความประทับใจในพระองค์ท่าน ถ้าพูดแบบสามัญชน ท่านทรงเป็นผู้ชายที่อบอุ่น ไม่ว่าจะในฐานะลูก ในฐานะพ่อ หรือฐานะของสามี และผู้ปกครองบ้านเมือง ท่านดูมีความอ่อนโยน เมตตา รวมอยู่ด้วย

            ดิฉันอยู่ฮ่องกงมาประมาณ 23 ปี ปกติจะกลับบ้านที่พิษณุโลกปีละครั้ง กิจกรรมที่ทำถวายพระองค์ท่านครั้งล่าสุดที่ปลาบปลื้มก็คือ ปั่นเพื่อพ่อเมื่อปีที่แล้วและตอนเย็นก็ไปร่วมถวายพระพร

            ส่วนที่เศร้าที่สุด คือตอนไปลงนามอาลัยและน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยที่กงสุลไทย พูดถึงกงสุลไทยในฮ่องกง เมื่อสมัยตอนได้บัตรฮ่องกงแล้ว มีความคิดจะเปลี่ยนสัญชาติตามสามี ตอนนั้นอายุ 23 ปี พอไปถึงกงสุลแล้วมองขึ้นไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ มีอยู่ประโยคหนึ่งของพระองค์ท่านใจความประมาณว่า “เราดีใจที่พลเมืองอื่นมาอยู่บ้านเรา แต่เราไม่ดีใจเลยที่พลเมืองเราจะไปอยู่ที่อื่น” เลยเปลี่ยนใจไม่เปลี่ยนสัญชาติ

            อยากบอกลูกหลานไทยที่จงรักและเทิดทูนสถาบันทุกท่านว่า พวกเราโชคดีเหลือเกินที่มีพระมหากษัตริย์เช่นพระองค์

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

พัชรียา หว่อง

อายุ 48 ปี

ประชาชนไทยที่ฮ่องกง

+++++

แสงแห่งเปลวเทียน

            เช้าวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 ตื่นขึ้นมารู้สึกไม่สดชื่น ทำไมใจเราถึงรู้สึกหดหู่ ทำไมบรรยากาศมันช่างเงียบสนิทแบบนี้ ไปโรงเรียน ไปฝึกซ้อมเด็กๆ แข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ทุกครั้งที่เจอหน้าเด็กๆ จะรู้สึกมีความสุข หยอกเล่นหัวเราะกับเด็กๆ แต่ทำไมวันนี้ เราไม่สดชื่น ความเงียบมันเข้ามาอีกแล้ว ท้องฟ้าทำไมมันหม่นๆ เหมือนมีหมอก รึมันจะเข้าหน้าหนาว

            ทั้งวันก็รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ใช่สิ เมื่อคืนฝันๆ ทำไมคนแต่งชุดดำเดินกันขวักไขว่

            ห้าโมงเย็นนั่งรถกลับบ้าน เสียงโทรศัพท์ดัง รับสายปลายสายพูดอะไรออกมา ไม่จริง...มาอีกสายแล้ว อะไรจะมาตอกย้ำ ฉันนั่งนิ่งเขาบอกให้รอตอน 1 ทุ่ม มันนานนะ จาก 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม มือไม้สั่นใจสั่นหวิว ไม่จริง ต้องเป็นข่าวลือ ต้องมีคนไม่หวังดีแน่ๆ ไม่กล้าโทรต่อ ไม่กล้าบอกใคร

            เมื่อเข้าบ้านเดินไปมา ดูแต่รูปของพระองค์ท่านที่มีอยู่ทั้งที่ข้างฝาบ้าน บนโต๊ะ หลังตู้ ใจคิด 1 ทุ่ม เขาต้องแถลงการณ์พระอาการประชวรคงจะดีขึ้น พระองค์ท่านจะอยู่กับเราจนพระชนมายุ 120 พรรษา

            1 ทุ่มตรง แถลงการณ์เปิดขึ้นมา ตาเราฝาดรึป่าว แถลงการณ์พระเจ้าอยู่หัวสวรรคต ยังไม่เชื่อสายตา เมื่อสิ้นเสียงคำแถลงการณ์ ปานหัวใจระเบิดสลายออกจากอก น้ำตาค่อยๆ ไหล แล้วตามด้วยเสียงร้องไห้สะอื้น แขนขาอ่อนแรง ค่อยๆ ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์ “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย

            ในปี 2554 เป็นปีมหามงคลที่กระทรวงศึกษาธิการได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญา “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 7 รอบ 84 พรรษา ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่สูงส่ง เป็นแหล่งจุดประกายแสงสว่างและความหวังให้แก่เยาวชนไทย เป็นอาชีพที่ฉันใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก และฉันก็เดินตามฝันที่มุ่งมั่น จวบจนอายุราชการครูของฉันเข้าสู่ปีที่ 33 ฉันยังคงจำพระราชดำรัสที่พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยต่อการศึกษาไทย ความว่า

            “ผู้ที่เป็นครูจะต้องถือเป็นหน้าที่อันดับแรก ที่จะต้องให้การศึกษา คือ สั่งสอนอบรมอนุชนให้ได้ผลแท้จริง ทั้งในด้านวิชาความรู้ ทั้งในด้านจิตใจ และความประพฤติ ทั้งต้องคิดว่างานที่แต่ละคนกำลังทำอยู่นี้คือความเป็นความตายของประเทศ เพราะอนุชนที่มีความรู้ความดีเท่านั้นที่จะรักษาชาติบ้านเมืองไว้ได้ ”

            พระองค์ท่านทรงสนับสนุน ทรงส่งเสริมให้ประชาชนศึกษาตลอดชีวิต โดยการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ทรงถ่ายทอดวิชาความรู้ให้พสกนิกรในโครงการส่วนพระองค์ เช่น โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นต้น ซึ่งการสอนของพระองค์นั้น เน้นให้นักเรียนของพระองค์ท่านเกิดความรู้ เกิดทักษะชีวิตนำไปประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวให้ดำรงอยู่อย่างมีความสุข ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

            พระองค์ท่านมีพระราชดำริการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในท้องถิ่นชนบทห่างไกล เป็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เยาวชนทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีโครงการลูกพระดาบส ที่เป็นโครงการตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ไม่มีอาชีพ ให้ได้รับโอกาสฝึกวิชาชีพ เพื่อไปประกอบสัมมาอาชีวะ โดยดำเนินการในรูปแบบการศึกษานอกระบบ ผู้เข้ารับการอบรมไม่เสียค่าใช้จ่าย

            พระองค์ท่านทรงเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่คอยส่องสว่างให้หนทางแก่ประชาชน ให้ประชาชนไทยทุกคนมีความหวัง มีความมุ่งมั่น ประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างมีความสุข และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกำเนิดโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เพื่อให้นักเรียนกำพร้าที่ครอบครัวประสบสาธารณภัยได้รับการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขึ้นสูงสุดเท่าที่จะสามารถเรียนได้ อย่างทั่วถึง

            ทุกครั้งที่ฉันทำงาน สอนเด็กๆ ฉันต้องทำหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย บางครั้งเจอปัญหา อุปสรรคนานัปการ เมื่อฉันนึกถึงพระองค์ท่าน เห็นความมุ่งมั่น และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อการศึกษา เป็นพระมหากรุณาธิคุณใหญ่หลวงต่อการเสริมสร้าง ยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิตของประชาราษฎร์อย่างทั่วถึง ทำให้ดิฉันเกิดแรง เกิดกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ของครูอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความสัตย์และจรรยาบรรณแห่งอาชีพครู

            ดิฉันหนึ่งคนนี้คงเป็นได้เพียงแสงแห่งเปลวเทียน ที่จะคอยส่องทางสว่างแห่งปัญญาให้แก่เด็กน้อยๆ ได้เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติ แต่เชื่อว่า หากบุคคลที่ได้ชื่อว่า “ครู” ทุกท่าน ได้ร่วมแรงร่วมกายร่วมใจ เปล่งแสงสว่างแห่งเปลวเทียน ก็คงจะส่องสว่างประดุจแสงตะวัน ช่วยให้ประเทศชาติแผ่นดินของพ่อนี้เจริญวัฒนาถาวรยิ่งๆ ขึ้นไป

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

นางทิพย์วรรณ วงษา

อายุ 57 ปี

ข้าราชการครู

โรงเรียนพานทอง อ.พานทอง จ.ชลบุรี

+++++