คอลัมนิสต์

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

21 ต.ค. 2559

“พ่อ” จะอยู่ในใจ “ลูก” ตลอดไป, “พ่อ” คือแรงบันดาลใจ (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับ 21 ต.ค.2559)

 

“พ่อ” จะอยู่ในใจ “ลูก” ตลอดไป

            สิ้นข่าวการสวรรคตของพ่อหลวงในคืนวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เสียงร้องไห้ระงมดังสะอื้นไปทั่วทุกที่ ใครจะรู้ว่าวันนี้จะมาถึง ใครจะเคยคิดว่าภาพในความทรงจำจากละครเรื่อง "สี่แผ่นดิน” เมื่อสิ้นพ่อหลวงที่ชาวบ้านต่างร้องไห้ระงม จะเกิดขึ้นจริงในวันนี้

            เรื่องของการจากลาต่อให้เตรียมความพร้อมแค่ไหนก็ไม่เคยมีวันพร้อม สัจธรรมของชีวิตต่างๆ ที่สอนให้เราเรียนรู้และเข้าใจถึงความจริงเรื่องสังขารไม่เที่ยง ก็ไม่อาจพรากความเสียใจอย่างที่สุดนี้ให้หายไปจากเราได้ ขึ้นชื่อเรื่องความสูญเสียเมื่อถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่เคยทำใจได้แม้แต่ครั้งเดียว

            อาจเป็นเพราะวันนี้เราไม่ได้สูญเสียเพียงแค่คนที่เรารัก หากแต่เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ชะตาชีวิตที่ต้องพบกับความสูญเสียและการจากลาบัดนี้ได้เดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว น้ำตาที่ไหลต่อให้มากเท่าไรก็ไม่เคยพอกับเรื่องของการสูญเสียอย่างไม่มีวันกลับเช่นนี้ ต้องใช้เวลาอีกสักเท่าไร กว่าหัวใจจะกลับมายอมรับได้ว่า พ่อของเราได้จากเราไปแล้วจริงๆ

            เราเฝ้ามองและตั้งคำถามว่า

...ทำไมเราถึงรักและบูชาคนคนหนึ่งได้มากขนาดนี้

...ทำไมเราถึงรู้สึกเหมือนกับจิตวิญญาณได้สูญหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน

...ทำไมเราถึงพร้อมที่จะยอมแลกแม้กระทั่งชีวิตทั้งหมดที่เรามีเพื่อให้เกิดปาฏิหาริย์ที่รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่อาจเกิดขึ้นจริง

            สิ่งที่เราประทับใจ ไม่มีวันลืมคือประโยคหนึ่งที่พ่อเคยพูดไว้ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ในวันงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493

            กว่า 60 ปีจากวันนั้น ไม่เคยมีสักครั้งที่พ่อจะผิดคำพูด พ่ออุทิศพระวรกายประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อพวกเราอย่างต่อเนื่อง พ่อบำเพ็ญอยู่ในหลัก “ทศพิธราชธรรม” อย่างเคร่งครัด

            อย่าถามว่า การจากไปของพ่อทิ้งอะไรไว้ให้เราบ้าง ลองกลับมาถามตัวเองดีกว่าว่า เศษเสี้ยวของชีวิตนี้ตอบแทนได้ถึงครึ่งหนึ่งกับที่สิ่งพ่อทำให้ได้บ้างหรือยัง

            หลักการที่พ่อนำมาปกครองแผ่นดิน ทำให้เราเรียนรู้ว่าธรรมะคือ สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อทิ้งไว้เป็นบทเรียนสำคัญกับเรา พ่อเป็นกษัตริย์ที่นำหลักธรรมะมาใช้ในการปกครองประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมใครๆ ถึงรักพ่อ ไม่เคยมีสักครั้งที่พ่อขอให้เรามารัก หากแต่เป็นการกระทำของพ่อต่างหากที่บอกพวกเราอยู่เสมอว่า พ่อรักพวกเรามากขนาดไหน

            หากจะถามว่า ทำไมเราถึงรักพ่อได้มากขนาดนี้ คำตอบที่ได้อาจไม่มีอะไรซับซ้อนนอกจากสิ่งที่เรารับรู้ได้นั่นคือเพราะ “พ่อรักเรา”

            คงไม่มีกษัตริย์องค์ไหนที่ทำงานหนัก ไม่เคยบกพร่องในหน้าที่ รักสุนัข รักเสียงเพลง รักการถ่ายรูปและเข้าใจในศิลปะได้เหมือนพระองค์นี้อีกแล้ว

            จากนี้ลูกของพ่อจะเป็นคนดีเดินตามรอยเท้าของพ่อ ทำหน้าที่เป็นคนทำละครของพระราชาให้ดีที่สุดอย่างไม่มีใครเปรียบเหมือน ให้สมกับครั้งหนึ่งที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ ลูกที่เกิดในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9

            FOREVER MY KING THE KING LIVES ON FOREVER

            พ่อจะอยู่ในใจลูกคนนี้ตลอดไป

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

น.ส.เมธญา ล้อมวงศ์

อายุ 26

นักเขียนบทละคร 

+++++

“พ่อ” คือแรงบันดาลใจ

            ย้อนกลับไปเมื่อแปดปีที่แล้ว ระหว่างที่ฉันยังเป็นนักศึกษากายภาพบำบัด ชั้นปีที่สาม ณ โรงพยาบาลศิริราช

            ในเย็นวันที่เหนื่อยล้าจากการเรียน ฉันกำลังจะไปเดินเล่นที่ตลาดวังหลังกับเพื่อนๆ อีกสามคน ระหว่างที่เดินอยู่ริมถนนฟากฝั่งตึกศรีสังวาลย์ ได้มีตำรวจนายหนึ่งเข้ามาบอกด้วยน้ำเสียงใจดี พร้อมสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า “รบกวนขึ้นเดินบนไหล่ทางด้วยครับ” ฉันและเพื่อนๆ จึงรีบเดินขึ้นไปบนไหล่ทาง พลางนึกในใจว่าใครกันหนอที่จะผ่านมา แต่แวบต่อมาก็คิดว่า ไม่น่าใช่ขบวนเสด็จของพระองค์ไหน เพราะการรักษาความปลอดภัย ดูไม่เข้มงวดอะไรนัก ฉันจึงพูดว่า “สงสัยเป็นนายกฯ มาล่ะมั้ง”

            แต่แค่สิ้นสุดคำพูด รถยนต์เพียงหนึ่งคันก็แล่นผ่านไปอย่างช้าๆ เมื่อพวกเราสี่คนหันไปมองผู้ที่อยู่บนรถคันนั้น ทำเอาพวกเราถึงกับเข่าทรุดลงโดยไม่ได้นัดหมายพร้อมก้มลงกราบพื้น น้ำตาแห่งความปลื้มปีติ ไหลออกมาจากตาโดยไม่รู้ตัว เพราะบุคคลนั้น คือ “พ่อหลวง” ของเรา

            ครั้งนั้นสิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจคือ ความเรียบง่ายของพระองค์ท่าน ที่ไม่มีพิธีรีตองมากมาย ความเรียบง่ายของพระองค์ท่านถือเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิต ที่ฉันจดจำและนำมาใช้

            นอกจากนี้พระองค์ท่านยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับฉัน โดยเฉพาะในเรื่องการช่วยเหลือประชาชนที่ทุกข์ยากจากความเจ็บป่วย ในวิชาชีพกายภาพบำบัด ไม่ว่าจะยากดีมีจน ฉันก็พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกคนอย่างเสมอภาค โดยที่มีพระองค์เป็นแบบอย่าง

            ฉันทราบมาว่า พระองค์ท่านก็ดำเนินรอยตามพระราชบิดาที่มีพระราชดำรัสว่า “ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สองประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และ เกียรติยศ จะตกแก่ท่านเองถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”

            ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกเหนื่อยและท้อ ฉันรู้ว่าพระองค์ท่านเหนื่อยกว่าฉันมากมายหลายเท่า ฉันจึงมีกำลังใจและกำลังกายในการทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยต่อไป รวมทั้งจะทำอย่างดีที่สุดตามคำสอนที่ “พ่อ” เคยบอก เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

อารีรัตน์ บุตรศรีภูมิ

อายุ 29 ปี

นักกายภาพบำบัด 

+++++