คอลัมนิสต์

“ทรัมป์”  กับ “ไทย”

“ทรัมป์”  กับ “ไทย”

16 พ.ย. 2559

คอลัมน์ขยายปมร้อน โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

          กลายเป็นผลการเลือกตั้งพลิกล็อกช็อกโลกพอสมควร เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” จากค่ายรีพับลิกัน เข้าป้ายในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปาดหน้า “ฮิลลารี คลินตัน” จากเดโมแครต ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งจากการวิเคราะห์และผลสำรวจ ต่างเชื่อว่า “คลินตัน” น่าที่จะชนะการเลือกตั้งไม่ยากนัก

          แต่เอาเข้าจริงแล้วผลการสำรวจความเห็นหรือโพลล์ก็ไม่ผิดนัก เพราะโดยรวมแล้วคะแนนปอปปูลาร์โหวต หรือทีเรียกว่าคะแนนดิบนั้น “คลินตัน” เอาชนะ “ทรัมป์” ไปได้ แต่เนื่องด้วยระบบการเลือกตั้งของอเมริกาที่ใช้ “ตัวแทนผู้เลือกประธานาธิบดี” ทำให้แม้คะแนนรวมของ “ทรัมป์”จะน้อยกว่า แต่ตัวแทนของเขามีมากกว่าในการสนับสนุนขั้นตอนสุดท้ายมีมากกว่า

          ภายหลังการเลือกตั้งมีกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ “ทรัมป์” ออกมาประท้วงในหลายๆแห่ง ซึ่งก็ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสิ่งที่เขาได้สร้างไว้ระหว่างการรณรงค์หาเสียง โดยเฉพาะเรื่องแนวคิดที่แบ่งแยก รวมไปถึงการเหยียดเพศ เหยียดผิว ที่มีมาโดยตลอด

          เมื่อเขาชนะการเลือกตั้งเราจึงเห็นความไม่พอใจได้ทั่วไป และหลายแห่งรวมตัวประท้วง และบางแห่งก้าวเข้าสู่คำว่า “จลาจล”

         เอาเข้าจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นปกติเมื่อกลุ่มคนพอใจหรือไม่พอใจใครก็ย่อมต้องมีการแสดงออก เช่นการเชียร์ฟุตบอล ที่มักจะมีการก่อจลาจลอยู่บ่อย การเมืองก็เช่นกัน ที่มักจะมีการรวมตัวเพื่อแสดงออกซึ่งการเห็นด้วยหรือการต่อต้าน และเช่นกันว่าหลายครั้งก้าวข้ามขั้นไปสู่การจลาจล เพราะเมื่อคนหมู่มากรวมตัวย่อมก่อให้เกิดอารมณ์ร่วมที่รุนแรงอยู่เสมอ

                  “ทรัมป์”  กับ “ไทย”

          การแสดงออกแม้เป็นสิทธิทางประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แต่เมื่อการชุมนุมก้าวข้ามขั้นจากการแสดงออกและข้ามเส้นกฎหมายไปสู่การกระทำอันละเมิดผู้อื่น เมื่อนั้นกระบวนการทางกฎหมายก็จะเข้ามาจัดการ

          คนไทยหลายคนก็จับตาดูปรากฏการณ์ครั้งนี้ของสหรัฐอเมริกา และแน่นอนว่ามีจริตทางการเมืองเข้าไปเจือปนอยู่ด้วย หลายคนมองอย่างสะใจและเหยียดหยามว่า นี่หรือคือตัวแบบของประชาธิปไตย ที่ประกาศตัวมาตลอดว่ายึดมั่นและแพร่กระจายแนวคิดนี้ไปทั่วโลก แต่มาวันนี้กลับมีกลุ่มคนที่ทำตัวประหนึ่งไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

          แต่หากไปดูกันจริงๆแล้ว นี่ต่างหากที่เป็นหลักการประชาธิปไตย และเป็นการทดสอบความมั่นคงของหลักการแห่งรัฐ ว่าจะดำรงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะประชาธิปไตยนั่นไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเห็นเหมือนกัน และหลักการที่สำคัญคือทุกคนมีสิทธิแสดงความเห็น ไม่ว่าจะพูด ฟัง เขียน หรือกระทั่งผ่านการชุมนุม ประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบที่เอื้อให้มีการเห็นต่าง และเรียกร้องแสดงความคิดเห็นมากที่สุด  หาก ไม่สามารถเห็นต่าง หรือ ต้อแสดงความเห็นได้ นั่นมิใช่ประชาธิปไตยหากเป็น “เผด็จการ”

          และหลักการที่สำคัญที่ต้องไม่มองข้ามไปเช่นกันคือ หากการแสดงออกเช่นว่าข้ามไปสู่การละเมิดกฎหมาย ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างไม่มีข้อกฎหมาย

          ขณะที่รัฐก็ต้องรักษาหลักการให้เคร่งครัดกล่าวคือรักษากฎหมาย หากใครละเมิดก็ต้องจัดการอย่างสมควรหตุและเป็นไปตามขั้นตอนของการควบคุมฝูงชน เพื่อมิให้เกิดการกระทำที่เกินความเหมาะสม และกลายเป็นการระบายอารมณ์หรือทำเพื่อความสะใจ   

          นี่คือหลักการของรัฐ  ที่รัฐต้องรักษา โดยการเคารพประชาชนของรัฐ และใช้การควบคุมเท่าที่จำกัดอย่างที่สุด เพื่อพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนมี

                        “ทรัมป์”  กับ “ไทย”

          ขณะที่ประชาชนคนสหรัฐฯเองการประท้วงก็เป็นไปเพื่อแสดงความไ่พอใจต่อสิ่งที่ “ทรัมป์” เคยหาเสียง และไม่ได้ก้าวล่วงไปสู่การเรียกร้องให้ล้มการเลือกตั้ง หรือเรียกร้องให้มีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง

            ไม่เฉพาะคนในสหรัฐฯเท่านั้นที่เชื่อว่าจะไม่มีการรัฐประหาร แต่คนทั้งโลกก็เชื่อเช่นนั้น  ซึ่งความเชื่อเช่นว่าไม่ได้เกิดจากสิ่งใด หากเกิดจากหลักการแห่งรัฐที่เข้มแข็ง ซึ่งแทรกซึมอยู่ในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐ ประชาชน หรือ ทหาร

          พวกเขาเชื่อว่า สุดท้ายแล้วระบบจะควบคุมนักการเมืองได้ และระบบการตรวจสอบจะถ่วงดุลจะเป็นตัวแก้ปัญหาให้ได้เอง

          สิ่งที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯครั้งนี้ จึงอยากให้ประเทศไทยจับตามองให้ดี ว่าจะจบลงอย่างไร  ซึ่งเราน่าจะได้เรียกรู้ว่า การแก้ปัญาหอย่างประเทศอารยะ ที่เคารพคนในประเทศเขาทำกันอย่างไร .