คอลัมนิสต์

"กติกาใหม่ " กกต.เก่า" ใครหลุด?

"กติกาใหม่ " กกต.เก่า" ใครหลุด?

17 พ.ย. 2559

กำลังเป็นที่จับตามองว่า เรื่อง คุณสมบัติของ กกต. ที่ออกแบบตามร่างรัฐธรรมใหม่จะส่งผลให้กับ กกต. ชุดปัจจุบันแค่ไหน


         เรื่อง คุณสมบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต) ที่ออกแบบตามร่างรัฐธรรมใหม่ กำลังเป็นที่จับตามองว่า จะส่งผลให้กับ กกต. ชุดปัจจุบันแค่ไหน...ใครบ้างที่ต้อง“กระเด็นตก” จากเก้าอี้
        “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี  มือกฎหมายของรัฐบาล กล่าวในเรื่องนี้ไว้ชัดว่า  ต้องดูใน"รัฐธรรมนูญฉบับใหม่"และ"กฎหมายลูก"ขององค์กรนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร โดยตามกฎหมายเขียนได้ 2 แบบ คือ ที่แล้วมาให้แล้วไปไม่ย้อนหลัง หรือใช้บังคับทันที
          นอกจากนี้ อ. วิษณุ  ยังบอกว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ บอกเพียงว่าผู้ที่อยู่ในหน่วยงานองค์กรอิสระให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมายลูกออกมา ซึ่งกฎหมายลูกมี 2 ส่วน คือ การยึดรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัด ไม่ว่ามาจากไหนหากคุณสมบัติไม่ครบจะต้องพ้น กับยกเว้นไว้ให้หากมาโดยถูกต้อง ของเก่าก็อยู่ไปจนครบเทอม 
           ขณะที่ “นรชิต สิงหเสนี”  โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บอกว่า  กรธ.กำหนดให้มี “คณะกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระ” ทำหน้าที่สรรหา กกต.เพิ่มอีก2คน ให้ครบ7คน  พร้อมไปกับการวินิจฉัยว่ากกต.เดิมมีใครขัดคุณสมบัติหรือไม่ ถ้าชี้ว่าขัด ก็จะสรรหากกต.คนใหม่มาแทน และยอมรับว่าคุณสมบัติ กกต. ใหม่มีการยกระดับและเข้มงวดกว่าเดิม

         ขณะที่ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในมาตรา 222 ได้บัญญัติว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 7 คนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของของวุฒิสภา จากบุคคลที่มาจาก 2 ส่วน ดังต่อไปนี้
       ( 1) เป็นผู้ได้รับเลือกจาก“คณะกรรมการสรรหา” จากผู้มีคุณสมบัติดังนี้ คือ เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆที่จะยังประโยชน์แก่การบริหารและจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์  จำนวน 5 คน
        แต่คุณสมบัติแค่นี้ยังไม่พอ  ยังต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (อย่างหนึ่งอย่างใดด้วย )เช่น

  • เคยรับราชการไม่ต่ำกว่า "อธิบดี"หรือ“หัวหน้าส่วนราชการ” ที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • เคยดำรงตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร ในระดับไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัท มหาชนจำกัด มาแล้วไม่น้อยกว่า 10ปี 
  • เป็นผู้เคยทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี

      (2 )เป็นผู้มีความรู้ด้านกฎหมาย และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 2 คน
       สำหรับ กกต. ชุดปัจจุบันซึ่งมาตามรัฐธรรมนูญปี 2550  มีทั้งหมด 5 คน คือ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ,นายธีรวัฒน์  ธีรโรจน์วิทย์ ,นายบุญส่ง น้อยโสภณ,นายประวิช รัตนเพียร,นายสมชัย ศรีสุทธิยากร  โดย กกต. ชุดนี้ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ 13 ธ.ค. 2556 จนถึงปัจจุบัน 
         พลิกดูประวัติ กกต. แต่ละคน 
         1.นายศุภชัย สมเจริญ  

"กติกาใหม่ " กกต.เก่า" ใครหลุด?

         ประวัติการทำงาน  - เคยเป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 8 และภาค 4 ,ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ,ผู้พิพากษาศาลฎีกา, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1

         2.นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์  

"กติกาใหม่ " กกต.เก่า" ใครหลุด?

         ประวัติการทำงาน -อธิบดีผู้พิพากษา ภาค 9
         3.นายบุญส่ง น้อยโสภณ   

"กติกาใหม่ " กกต.เก่า" ใครหลุด?

 


    ประวัติการทำงาน-อธิบดีผู้พิพากษาภาค3 ,รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7,ผู้พิพากษาศาลฎีกา,ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7

     4.นายประวิช รัตนเพียร
       

"กติกาใหม่ " กกต.เก่า" ใครหลุด?


       ประวัติการทำงาน-อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต,อธิการวิทยาลัยรัตนบัณฑิต,ผู้อำนวยการโรงเรียนดุสิตพณิชยการ,ผู้ตรวจการแผ่นดิน
       5. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร   

                                   "กติกาใหม่ " กกต.เก่า" ใครหลุด?  
       ประวัติการทำงาน- ผู้อำนวยการศูนย์ประมวลข้อมูลคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็น“รองศาสตราจารย์” 
      ดังนั้นเมื่อดูประวัติจากกรรมการ กกต.แต่ละคนข้างต้น นำมาเทียบกับคุณสมบัติของ กกต. ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะในส่วนที่ 1
        ไล่มาตั้งแต่ -นายศุภชัย สมเจริญ ที่เคยเป็นถึง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 8 และภาค 4 ,ประธานแผนกดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ,ผู้พิพากษาศาลฎีกา, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 
        -นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ ที่เคยเป็นอธิบดีผู้พิพากษา ภาค 9 
        -นายบุญส่ง น้อยโสภณ ที่เคยเป็น อธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ,รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7,ผู้พิพากษาศาลฎีกา, ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7,
        ทั้ง 3คนน่าจะมีคุณสมบัติไม่ขัดกับที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ระบุว่า"เคยรับราชการไม่ต่ำกว่า“อธิบดี”หรือ“หัวหน้าส่วนราชการ”ที่เทียบเท่ามา แล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี"เนื่องจากตำแหน่งของผู้พิพากษานั้น เมื่อนำมาเทียบชั้นกับ“ข้าราชการพลเรือนทั่วไป”  มักจะสูงกว่า
       ส่วน “นายประวิช รัตนเพียร ” ยัง“หมิ่นเหม่” อยู่ว่ามีคุณสมบัติครบตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะแม้ว่านายประวิช เคยเป็นถึง “ ผู้ตรวจการแผ่นดิน”... แต่“ผู้ตรวจการแผ่นดิน”เป็น“องค์กรอิสระ” ไม่ใช่หน่วยงานราชการทั่วไป แต่ก็อาจอนุโลมว่า“เคยรับราชการ”ในระดับไม่ต่ำกว่า“อธิบดี” หรือ “หัวหน้าส่วนราชการ” ได้ แต่มีปัญหาว่านายประวิช เป็น“ผู้ตรวจการแผ่นดิน”เพียง 3  ปีเท่านั้น ไม่ถึง 5 ปี 
       ครั้น..จะมาเอาตำแหน่ง "อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต“ ที่นายประวิช เคยดำรงตำแหน่งมาเทียบเคียง ซึ่งตำแหน่ง” อธิการบดี“ นั้นเทียบเท่า”อธิบดี“ หรือ”หัวหน้าส่วนราชการ“ได้ แต่เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บัญญัติว่า เคย”รับราชการ" ไม่ต่ำกว่าตำแหน่ง " อธิการบดี" หรือ " หัวหน้าส่วนราชการ " แต่มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต เป็นของเอกชน ไม่ใช่ของรัฐ นายประวิช จึงไม่น่าเข้าข่ายว่า เคยรับราชการ ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งดังกล่าว   
        หรือถ้าจะมาดูในเรื่องคุณสมบัติที่ว่าต้องเป็น“ ศาสตราจารย์” นายประวิช ก็ไม่น่าจะถึง“ศาสตราจารย์” 
        แต่นายประวิช จะเข้าข่ายคุณสมบัติของการเป็น"ผู้มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร ในระดับไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัท มหาชน จำกัด มาแล้วไม่น้อยกว่า 10ปี ” หรือไม่ เนื่องจากนายประวิช เคยเป็น อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต,อธิการวิทยาลัยรัตนบัณฑิตและผู้อำนวยการโรงเรียนดุสิตพณิชยการ
         ส่วนอีกคนที่ต้องลุ้นกันอย่างหนัก ก็คือ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” เพราะแม้ว่านายสมชัย จะเคยเป็นอาจารย์รับราชการ จนเป็นถึงระดับ “รองอธิการบดี ” แต่ก็อาจเทียบเท่าได้ไม่ถึงระดับ“อธิบดี” หรือ“หัวหน้าส่วนราชการ” ครั้นมาดูตำแหน่งทางวิชาการ นายสมชัย เป็นเพียง “ รองศาสตราจารย์” ก็ไม่ถึงระดับ“ศาสตราจารย์ ”  ไปเสียอีก
         เอาใจช่วยกันสุดๆ หันมาดูคุณสมบัติอีกข้อ คือ  เป็นผู้เคยทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี เนื่องจากตามประวัติของนายสมชัย มีชื่อเสียงและประสบการณ์การทำงานด้านนี้ คือ เคยเป็นกรรมการองค์กรกลางการเลือกตั้ง ปี 2536 และเคยเป็นกรรมการและเลขานุการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย(พีเน็ต) ปี  2540-2545  แต่ก็ยังไม่ถึง 20 ปี ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด
         บางคนถึงกับ“ฟันธง” ว่า“อาจารย์สมชัย” นี่แหล่ะ!! ที่ต้องเดือดร้อนพลัดตกเก้าอี้ 

         ที่ร้ายกว่านั้น ขณะนี้มีข่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ได้กำหนดคุณสมบัติว่า กกต. ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด ซึ่งอาจทำให้มีการตีความ ได้ว่า กกต.ชุดปัจจุบัน ถือว่าเป็นกรรมการองค์กรอิสระไปแล้ว ทำให้กลับมาเป็น กกต. ไม่ได้อีกหรือไม่ ซึ่งถ้า "ตีความ" ถึงขนาดนั้น  กกต. ทั้ง 5 คน ก็ต้องหลุดยกแผง
         แต่  กกต. ชุดปัจจุบัน "ใครจะอยู่ -ใครจะไป ”  สุดท้ายมันขึ้นอยู่กับ“คณะกรรมการสรรหา” เป็นผู้ชี้ขาดต่างหาก ซึ่งบางครั้งดูแต่เพียง“ลายลักษณ์อักษร”ตามที่กฎหมายเขียนอย่างเดียว ก็ไม่ได้ เพราะการ“ตีความ”กฎหมายของบ้านเรา ได้เกิดเรื่อง“เกินความคาดหมาย”มานักต่อนักแล้ว