จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"
พระมิ่งขวัญของฉัน, “พ่อ” คือแรงจูงใจผลักดันให้ทำความดี, ในหลวงที่หนูรู้จัก (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 14 พ.ย.59)
พระมิ่งขวัญของฉัน
ตอนเด็กๆ ได้ยินผู้ใหญ่คุยกันหน้าเครียดว่ามีเรื่องวุ่นวาย ผู้คนไล่ฆ่ากัน ห้ามออกจากบ้าน ค่ำวันหนึ่งฉันก็เห็น ‘อ่วงแก’ ออกทีวี จำไม่ได้หรอกว่าท่านตรัสว่าอะไร แต่รู้ว่าพอเช้าวันรุ่งขึ้น หม่าม้าออกไปตลาดได้และซื้อขนมครกร้อนๆ มาให้เรากินเหมือนปกติ ‘อ่วงแก’ เก่งมากๆ ในความรู้สึกของเด็กน้อย
ตอนเด็กๆ นั่งมอง ‘อ่วงแก’ จากในทีวีขาวดำ เห็น ‘อ่วงแก’ ให้ปริญญาแก่บัณฑิตในชุดครุย นั่นคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ลูกสาวชาวจีนอย่างฉันตั้งอกตั้งใจเรียน เพราะป๊ากับม้าบอกว่าถ้าเรียนหนังสือเก่งๆจะได้รับปริญญาจาก ‘อ่วงแก’ แบบที่เห็นในทีวี
พอโตมารู้ความบ้างแล้ว จึงรู้ว่า ‘อ่วงแก’ ของบ้านเรา คือ ‘ในหลวง’ ของคนทั่วไป และท่านคือพระเจ้าแผ่นดินที่ใจดีมากๆ ฉันเห็นท่านทุกวันทางทีวีผ่านข่าวพระราชสำนัก อ่านเรื่องราวของท่านในหนังสือพิมพ์ ยังนึกสงสัยว่าทำไมท่านไปโน่นไปนี่ตลอดเวลา เสาร์ อาทิตย์ก็ไป ไม่เหนื่อยบ้างหรือไร แต่พอดูไปอ่านไปทุกวันจนชินและคิดว่านั่นคือปกติของพระเจ้าแผ่นดินของเรา
เรียนจบ ใกล้ถึงวันรับปริญญา ดีใจหนักหนา แต่พฤษภาฯ ปีนั้น ผู้คนก็ออกมาทำร้ายกันเพราะเห็นต่าง ระยะเวลา 3 วันเต็มๆ กับการเห็นภาพ ฟังเรื่องราว และร่วมกับเหตุการณ์บางส่วนของความวุ่นวายนั้นจนใจเสีย และแล้วในค่ำคืนวันที่ 3 ของการทะเลาะกันจนเลือดนองถนนราชดำเนิน ‘ในหลวง’ ก็เรียกผู้นำที่เห็นต่างทั้งสองเข้าไปนั่งพูดคุยทำความเข้าใจกัน รุ่งเช้าวันต่อมาบ้านเมืองก็กลับสู่ปกติ แน่นอนเรามีบาดแผลที่ต้องเยียวยากัน แต่เราก็หยุดสร้างบาดแผลต่อกันและกันเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน ฉันได้ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ ‘พระมิ่งขวัญ’ ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากท่านเหมือนที่เคยมุ่งหวังไว้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กน้อย
ชีวิตก็ดำเนินต่อ เปลี่ยนหน้าที่ เปลี่ยนบทบาท เพิ่มความรับผิดชอบในชีวิตตามวัยที่เพิ่มขึ้น แต่ทุกครั้งที่เห็น ‘พระมิ่งขวัญ’ ฉันจะได้สติและสำนึกว่าจะต้องเดินชีวิตในครรลองที่ถูกต้องและดีกับตัวเอง ครอบครัว และส่วนรวม
‘พระมิ่งขวัญ’ คอยยึดเหนี่ยวเด็กน้อยคนนี้ไม่ให้หลงเข้าไปในกระแสแห่งกิเลส ท่านเป็นสิ่งเตือนใจ และ ‘พระมิ่งขวัญ’ ปฏิบัติให้เราเห็นเสมอ
แล้วในวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 ‘พระมิ่งขวัญ’ จากเราไปตลอดกาล ฉันกลับไปเป็นเด็กน้อยคนนั้น นั่งเฝ้ามองเรื่องราวของท่านผ่านทีวี น้ำตารื้น แต่ครั้งนี้ไม่มีความหวังอีกแล้วว่าจะได้เฝ้าฯ ท่าน เพราะท่านไปอยู่บนฟ้าเสียแล้ว
ผ่านมาจนจะครบเดือน ฉันยังเป็นคนขวัญหาย ‘พระมิ่งขวัญ’ ที่เราไม่เคยเตรียมใจว่าท่านต้องกลับสู่ฟ้าได้ลาเราไปแล้ว ยังคงน้ำตาไหลทุกครั้งที่คิดถึงท่าน คิดถึงท่านจับใจ เพิ่งเข้าใจคำว่า คิดถึงจับใจ จริงๆ ในเวลานี้เอง
อย่างไร ชีวิตเราคงต้องเดินต่อไป เด็กน้อยที่กลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาระรับผิดชอบ คงต้องทำทุกอย่างให้ดี โดยอาศัยเรื่องราวคำสอนของท่านเป็นเครื่องชี้แนะ
ฉันคงทำดีได้เพียงแค่ธุลีที่ ‘พระมิ่งขวัญ’ ได้ทำมาตลอด 70 ปี แต่ฉันจะทำต่อไป ฉันจะดูแลชีวิตของตัวเอง ของครอบครัว และส่วนรวมให้ดีที่สุด โดยจะขอเก็บ ‘พระมิ่งขวัญ’ ที่ลาสู่ฟ้าไว้ในหัวใจดวงนี้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการมีชีวิตที่ถูกต้องต่อไป
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า วาทินี บุญภากร
ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
บริษัทเอกชน
+++++
“พ่อ” คือแรงจูงใจผลักดันให้ทำความดี
“ต้องมีความรักในสิ่งที่เราจะทำก่อน” ผมมักบอกประโยคนี้กับลูกสาวเสมอ เพียงหวังว่ามันจะวนเวียนอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลา เพราะถ้าเรารักในสิ่งที่ทำก็ไม่ต้องคิดมาก เพียงแค่ลงมือทำก็พอ
ผมเองเริ่มบริจาคโลหิตมาตั้งแต่อายุ 18 ปี สมัยนั้นบริจาคมั่ง ไม่บริจาคมั่ง ไม่ค่อยได้ทำอย่างสม่ำเสมอ จนวันหนึ่งเดินทางมาบริจาคโลหิตที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ ตามปกติ เจอป้ายประกาศติดพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมราโชวาทของในหลวง ที่ได้พระราชทานเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2505 ณ ศาลาผกาภิรมย์ พระราชวังดุสิต
พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสชมเชยการบริจาคโลหิตว่า “การบริจาคโลหิตเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ได้ช่วยให้คนรอดตายไว้ได้มาก แม้มีเงินก็ช่วยอะไรไม่ได้ หากไม่มีคนใจกุศลเช่นนี้ การบริจาคโลหิตดูเผินๆก็น่ากลัวอันตราย แต่ที่จริงแล้วไม่มีอันตราย มีประโยชน์แก่ผู้ให้และผู้รับ ให้ช่วยกันบริจาคโลหิตเป็นประจำ ไม่ใช่เพียงแต่บริจาคเฉพาะครั้งนี้”
ตั้งแต่นั้นมา ผมก็มีวินัยบังคับตัวเองให้มาบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง ผมไม่เคยมานั่งคิดว่าบริจาคโลหิตแล้วเราจะได้อะไร แค่คิดอยากจะช่วยเหลือผู้คนและกระทำในสิ่งที่เราเองลงมือทำได้เพราะว่าเลือดที่ได้บริจาคออกไปแล้ว ร่างกายก็สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ มีคนอีกจำนวนมากกำลังรอรับเลือดจากที่เราบริจาคอยู่ เพียงแค่เราไม่เอาแต่คิดว่าจะทำความดีอะไร ไม่งอมือ งอเท้า ผัดวันประกันพรุ่ง ถึงวันครบกำหนดบริจาค ก็พาตัวเองเดินทางมาที่ศูนย์บริจาคโลหิต แค่นี้เราก็ได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นแล้ว
หลังจากเริ่มบริจาคโลหิตได้สักระยะ ผมก็บริจาคดวงตา บริจาคอวัยวะทุกส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นประโยชน์ได้ จนถึงอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตอนที่เราไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว
ผมมักจะบอกลูกสาวและภรรยาอยู่เสมอว่า “เราต้องเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ” ตอนที่คุณๆ อ่านบทความนี้ ผมก็บริจาคโลหิตเป็นครั้งที่ 80 แล้ว
การบริจาคโลหิตแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่จะเก็บเลือดไปประมาณ 450 ซีซี เลือดเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย คนเราหากเสียเลือดไปมากก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ถ้าไม่มีเลือดเข้าไปทดแทน เพราะว่าเลือดเป็นสิ่งที่ไม่อาจสังเคราะห์ขึ้นได้จากภายนอก ดังนั้นการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ต้องเสียเลือดมากให้มีชีวิตอยู่ได้จึงมีวิธีเดียว คือใช้เลือดของบุคคลอื่นมาถ่ายให้แก่ผู้บาดเจ็บ ซึ่งเรียกว่า “การให้เลือด”
ผมเองหลังจากบริจาคโลหิตเสร็จแล้วก็มานั่งกินโอวัลตินเย็น เพราะคนบริจาคโลหิตจะเสียน้ำ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของพลาสม่าคือน้ำ ก็ให้น้ำเข้าไปทดแทนเลือด ส่วนน้ำผลไม้และขนมที่ได้รับก็จะเก็บมาฝากลูกสาวเพื่อเป็นสัญลักษณ์และบอกเธอว่าวันนี้พ่อไปบริจาคโลหิตมา
ทุกวันนี้เวลาคิดถึง “ในหลวง” ผมจะนึกถึงวันที่ผมแหงนหน้าขึ้นไปมองพระบรมฉายาลักษณ์และอ่านพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านที่หน้าศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพราะนับตั้งแต่วันนั้นทำให้ผมเกิดแรงจูงใจผลักดันให้ทำความดีอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
อย่างน้อยๆ คิดว่าผมได้มีโอกาสตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน แม้การกระทำของผมอาจจะดูเล็กน้อยไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าออกมาจากความรักที่ตั้งใจทำเพื่อ “พ่อของปวงชนชาวไทย”
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า นายธรรศ ธรรมพฤกษ์ (เปเป้)
นักเขียนประจำนิตยสารพลอยแกมเพชร
คอลัมน์ พ่อเข้าครัว
+++++
ในหลวงที่หนูรู้จัก
หนูยังเป็นเด็กคงไม่เข้าใจหรอก เเต่หนูจะเขียนเรื่องที่รู้เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัว เท่าที่หนูรู้จัก หนูเคยไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นโครงการของในหลวง เคยไปปั่นจักรยานด้วยอยู่ จ.สระบุรี และเคยไปเขื่อนกระเสียว ที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นโครงการของในหลวงเช่นกัน
แม่ของหนูเล่าให้ฟังว่า ท่านทำงานทุกวันทำงานหนักมาก แต่ไม่ได้เงินเดือน หนูคิดเองว่าถ้าใครทำงานทุกวันและทำงานหนักอย่างพระเจ้าอยู่หัวคงได้เงินเยอะมากๆ แน่ๆ แต่แม่บอกว่าเท่าที่รู้ท่านไม่ได้เงินเดือนนะ ท่านได้แต่ความสุขที่เห็นประชาชนของท่านอยู่ดีกินดี
ท่านทำเพื่อเราโดยไม่เคยรู้จักเรา ไม่เคยเห็นหน้าเรา ท่านทำได้ยังไง หนูงง ท่านทำแต่สิ่งดีๆ ทุกคนรักท่าน มีคำทรงพระเจริญ ทั้งป้ายบนถนน ทั้งที่ธง และแม่ก็บอกว่าท่านไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยในการทำเพื่อประชาชนเลย
หนูสัญญาว่า หนูจะเป็นเด็กดี และจะช่วยเหลือทุกคนเท่าที่หนูจะทำได้ หนูจะตั้งใจเรียนจะได้นำวิชาไปช่วยเหลือคนอื่นได้เหมือนพระราชาของหนู
ด.ญ.ตีรณา สหพรอุดมการ
ประถมปีที่ 3 อายุ 9 ขวบ
ร.ร.สารสาสน์วิเทศบางบัวทอง
+++++



