คอลัมนิสต์

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

15 พ.ย. 2559

เหนือกว่าพระอัจฉริยภาพ คือความใส่พระทัย, ครั้งหนึ่งในชีวิต (ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 15 พ.ย. 59 )

            เหนือกว่าพระอัจฉริยภาพ คือความใส่พระทัย

            ฉันเกือบเคยพลาดโอกาสทองของชีวิต ตามประสาความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นว่า ไม่อยากเข้าพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ด้วยเหตุผลเพียงว่าไม่ชอบพิธีรีตอง ไม่ชอบความยุ่งยาก และไม่ยึดติดกับสิ่งที่เป็นเพียงรูปธรรม แม้พ่อแม่จะห้ามปรามและขอให้เข้าร่วมพิธี ก็ยังไม่สามารถทัดทานได้

            อาจจะเป็นโชคดีของฉันหรือฉันยังพอมีบุญอยู่ เมื่อได้ยินรุ่นพี่คนหนึ่งเตือนว่า “เป็นครั้งเดียวในชีวิต ที่จะได้รับพระราชทานปริญญาจากมือในหลวงนะ” ประโยคนี้สะดุดใจฉันได้ทันที

            แม้จะเติบโตมาแบบเห็นภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยังไม่รู้สึกลึกซึ้งมากมายเท่าใดนักก็ตาม แต่ก็สามารถสัมผัสได้ว่า พระองค์ท่านทรงเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่และสำคัญนัก แต่เมื่อได้เข้าร่วมพิธีจริงๆ แล้ว กลับสร้างความรู้สึกที่ตราตรึงมากกว่า

            ในวันนั้นบอกกับตัวเองว่า ถ้าเราไม่ได้เข้าร่วมพิธีนี้ก็เป็นที่น่าเสียดายมากเพราะสิ่งที่รู้สึกได้นั้น เป็นเสียยิ่งกว่าความขลัง และความขลังนั้นก็มิใช่อื่นใด นอกไปจากความเมตตาอันหาประมาณมิได้ของพระองค์ ซึ่งนำมาสู่ความอดทน ให้พระองค์ท่านต้องพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจำนวนมากเป็นเวลานาน รู้สึกได้เช่นนี้เพราะเราเป็นบัณฑิตในคณะท้ายๆ ที่ขึ้นรับ ขนาดเราแค่นั่งรอ      เรายังรู้สึกว่าต้องอดทนเนิ่นนาน น่าละอายเสียจริงที่รู้สึกว่าต้องอดทนรอ แล้วพระองค์ท่านล่ะ ท่านหยุดพระราชทานไม่ได้แม้แต่เพียงวินาทีเดียว ต้องพูดเช่นนี้ เพราะในห้วงเวลาที่รับนั้น มันไวเสียจนมองพระพักตร์พระองค์ท่านไม่ทันเลย..แล้วพระองค์ท่านจะเหนื่อย จะเมื่อย จะล้าขนาดไหน

            นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่เราผู้ไม่เคยได้ใกล้ชิดพระองค์ สัมผัสได้ถึงการทรงงานของท่านผ่านพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเพียงงานเดียวก็ทำให้เรารู้สึกได้ถึงขนาดนี้แล้ว แต่เมื่อได้มาทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชน ได้ผลิตสื่อในโครงการเทิดพระเกียรติ ก็ทำให้รู้สึกลึกซึ้งขึ้นอีกมากมาย

            ความรู้สึกที่จำได้ไม่ลืม คือ ยิ่งค้นข้อมูลไปก็ยิ่งพบว่าท่านทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนไว้ครบทุกด้าน ท่านทรงพระปรีชาสามารถมากขนาดนี้เชียวหรือ เมื่อผ่านเวลามา มองเห็นว่า นอกเหนือไปจากพระอัจฉริยภาพ คือความตั้งใจ ศึกษาหาความรู้ในทุกๆ แขนง มาเพื่อแก้ปัญหาความเป็นอยู่ให้แก่ประชาชน..เปรียบเทียบกับตัวเองได้อีกแล้ว เราเรียนแค่สาขาเดียว กว่าจะเชี่ยวชาญก็กินเวลานานโข แต่พระองค์ท่านเชี่ยวชาญทุกสาขา ท่านต้องสละเวลาส่วนตัวของท่านมากสักเพียงไหน ถึงมีความรู้ได้มากมายขนาดนั้น และการหาความรู้ของพระองค์ท่านนี้ ก็ไม่ใช่การศึกษาแต่ตำรา ที่สำคัญคือ การทดลอง ลงมือทำ และมีการใคร่ครวญ พิจารณาปัญหาอยู่เสมอ

            ได้เคยฟังจากสารคดีเทิดพระเกียรติครั้งหนึ่งว่า พระองค์ท่านทรงคิดวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วมขังได้ในขณะทรงรักษาพระทนต์ว่า เปรียบเสมือนการเจาะหนองออกมาจากฟัน น้ำที่ท่วมน้ำขังก็ต้องมีการเจาะเป็นโพรงเพื่อให้น้ำระบายออกเช่นกัน ได้ยินแล้วรู้สึก โอ้..มีช่วงเวลาไหนบ้างไหมหนอ ที่ท่านจะไม่คิดเรื่องงาน เรื่องการแก้ปัญหาบ้านเมือง

            นอกจากการทรงงานของพระองค์ท่านที่ได้รับรู้ผ่านการศึกษาข้อมูล การทำสื่อยังพาให้เราได้พบบุคคลมากมายที่ชีวิตพลิกผันได้เพราะดำเนินรอยตามพระราชดำริ เปรียบดังได้ฟ้าใหม่ในชีวิต ทั้งคนที่ยึดถือวิถีแบบพอเพียงอย่างเข้าใจลึกซึ้ง จนมีอยู่ มีกิน มีเพื่อน มีความสุข หรือคนที่เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่เปลี่ยนใจได้ทัน เมื่อนึกถึงสิ่งที่ท่านทรงทำในวังสวนจิตรลดา ผ่านหนังสือเรื่อง บ้านพ่อ แล้ว จึงเปลี่ยนพื้นที่ในบ้านตนเองให้เป็นแบบบ้านพ่อ เพื่อแก้ปัญหาชีวิตและหนี้สิน จนกลายเป็นแบบอย่างและให้ความรู้แก่คนอื่นได้ในเวลาต่อมา หรือคนที่ทดท้อหมดกำลังใจ กลับมีแรงลุกขึ้นยืนใหม่ เพียงเพราะเห็นการทรงงานอย่างหนักของพระองค์

            สำหรับฉันแล้วพระองค์ทรงเป็นพระราชาที่มีธรรมยิ่งใหญ่ข้อสำคัญ นั่นคือ อุเบกขา ความพยายามอย่างหนักในการช่วยเหลือราษฎรในมุมมองของฉัน กลับเป็นความว่าง สบาย และเปี่ยมสุข พระองค์ท่านมีความสุขในขณะทรงงาน โดยไม่ทดท้อกับงานที่ดูมืดมน จนพาเราเดินไปสู่แสงสว่างได้ เพราะท่านมีเมตตาที่ยิ่งใหญ่ ปรารถนาจะให้เรามีความสุข ท่านจึงไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับงานที่มากมาย

            หากเรารับรู้ถึงพระเมตตาอย่างนี้ได้ เราก็จะสามารถทำงานหนักอย่างไม่รู้สึกหนัก และมีความสุขได้อย่างพระองค์ท่านเช่นกัน

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

พวงเพชร สุพาวาณิชย์ 

อายุ 43 ปี

ผู้ผลิตสื่อและนักเขียนอิสระ

+++++

            ครั้งหนึ่งในชีวิต

            เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2559 ดิฉันได้มีโอกาสได้ไปกราบสักการะพระบรมศพ กับคณะเทศบาลนครนนทบุรี  ตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เพื่อลงทะเบียนประมาณตีห้าที่ท่าเทียบเรือจังหวัดนนทบุรี เดินทางโดยเรือด่วนเจ้าพระยา   ออกจากท่าน้ำนนทบุรีประมาณ 06.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ของเทศบาลก็แจกน้ำ ขนม และข้าวกล่องไว้ให้รับประทานตอนกลางวัน 

            เมื่อไปขึ้นที่ท่าเทียบเรือพระปิ่นเกล้า (ฝั่งพระนคร) ก็เดินเท้ามุ่งหน้าไปบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม (จุดสแกน) เพื่อตรวจสแกนอาวุธและบัตรประชาชน ก่อนที่จะเข้าพื้นที่ และเดินต่อเข้าไปยังกลางท้องสนามหลวง ที่มีเต็นท์ เก้าอี้ที่พัก นั่งอยู่ถึงประมาณ 10.00 น. น่าจะได้ จึงได้ไปตั้งแถวเรียง 4 เพื่อเข้ายังจุดที่จะต้องเดินไปสักการะ

            แต่ระหว่างการเดิน ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ด้วย คนเยอะมาก และอากาศร้อนมากจริงๆ  ระหว่างเดินตามแถว จะมีอาหารมาเสิร์ฟระหว่างทางตลอด แต่ดิฉันเริ่มกินอะไรไม่ลง  เพื่อนนำขนมจีนมาให้ กินไปได้ 4 คำ ก็กินไม่ลง เพื่อนจึงชวนออกจากคิวไปนั่งพักข้างๆ ทาง ดิฉันก็มีอาการคลื่นไส้ เวียนหัว และอาเจียนออกมา แต่สักพักก็เดินก็กลับเข้าไปยืนในแถวต่อ เพื่อนคอยดูแลและพูดชวนให้กลับ เพราะเพื่อนก็สุขภาพไม่ค่อยดีเหมือนกัน

            แต่ดิฉันก็ยืนยันไม่กลับ และพูดกับเพื่อนว่า  พวกเรายังดีที่ได้เข้ามาถึงข้างในนี้แล้ว แต่คนอื่นๆ ที่ยืนรออยู่กลางสนามหลวง ยิ่งน่าสงสารกว่า จึงทำให้เรายิ่งมีกำลังใจและสู้ต่อ ไม่คิดจะกลับออกมา จนเดินแถวเข้าไปด้านในพระราชวัง จากที่ยืนเข้าแถวเรียง 4 ก็ต้องเหลือ 2 คน เพราะจะเข้าประตูไม่ได้  และต้องไปถอดรองเท้า ถุงเท้า ใส่ถุงดำ เพื่อนำมาถือไว้ เพื่อจะเดินขึ้นบันไดเข้าไปตรงพระบรมโกศ

            แต่ไม่ทันไร ดิฉันก็มีอาการคลื่นไส้ เวียนหัวขึ้นมาอีก คือจะอาเจียน ทั้งๆ ที่อยู่ในคิว แต่เบียงตัวออกไปด้านข้าง ทหารที่ยืนจัดคิวอยู่เห็นและถามว่า ไม่สบายเหรอ หาหมอก่อนมั้ย  หมออยู่ด้านหลัง ในใจก็คิดขึ้นมาว่า  ถ้าเราไม่ได้ขึ้นไปกราบตอนนี้เราจะได้กราบตอนไหน ก็ได้แต่พูดโดยไม่ได้มองหน้านายทหารคนนั้นว่า  "ขอหนูขึ้นไปกราบท่านก่อนนะคะ หนูไหวค่ะ” นายทหารก็บอกว่า ไหวจริงๆ นะ งั้นก็จัดไป

            ดิฉันเดินขึ้นบันไดเข้าไปลงนั่ง จะมีเจ้าหน้าที่คอยบอกว่า ให้นั่งลง ก้มลงกราบพระศพ เงยหน้ามองไปที่พระบรมโกศและรอบๆ ด้านใน เป็นภาพที่งดงามมาก และค่อยๆ เดินออกประตูด้านที่มีพระภิกษุสงฆ์นั่ง ก็หยุดยืนพนมมือไหว้ทั้งสองด้าน พอออกมา รู้สึกดีใจมากที่ได้มีโอกาส และคิดว่าเป็นบุญของเรามากๆ ที่ได้เข้าไปกราบพระบรมโกศ

            ถามว่า ทำไมดิฉันจึงอยากเข้าไปกราบพระบรมศพ  จริงๆ เท่าที่จำความได้  ดิฉันเคยเห็นพระองค์ท่านแต่ในทีวี  ไม่เคยเห็นองค์จริงๆ เลย ถ้าเห็นก็จะอยู่ไกลมากๆ  ได้แต่ชื่นชมพระองค์ท่านว่าเป็นพระมหากษัติย์ที่คอยดูแลทุกข์สุขของประชาชนมาตลอด  จึงคิดว่าครั้งนี้เรามีโอกาส แม้จะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายก็ตาม ก็จะขอเข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์ท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต เหมือนได้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ กับพระองค์ท่านค่ะ

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

นางอัจฉรา พุทธาสมศรี

อายุ 50 ปี

พนักงานบริษัท