
พระบิดาฝนหลวง หยาดฟ้าชโลมดิน
โดย - ดลมนัส กาเจ
วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี ถือเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เนื่องจาก “ฝนหลวง” เป็นผลงานอันเกิดจาก พระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ และพระวิริยอุตสาหะของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันประเสริฐที่ทรงห่วงใยปัญหาและความทุกข์ยากของพสกนิกรก่อนความสุขของพระองค์เอง โดยปัญหาความทุกข์ยากของราษฎร ที่ทรงทราบด้วยพระเนตรพระกรรณ ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของพสกนิกรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดาร 15 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 2-20 พฤศจิกายน 2498 ทรงสังเกตเห็นมีกลุ่มเมฆปริมาณมากปกคลุมเหนือพื้นที่ระหว่างเส้นทาง
“แหงนมองท้องฟ้า เห็นเห็นมีเมฆมาก แต่ถูกลมพัดพาไป ทำอย่างไรจะบังคับให้เมฆเหล่านั้นตกเป็นฝน ตกลงสู่พื้นดินแห้งแล้งที่ต้องการ” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ที่มา...หนังสือที่ระลึก “ดั่ง...น้ำพระราชหฤทัย” ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร) ก่อนมีพระราชดำริอีกว่า “น่าจะมีลู่ทางที่คิดค้นหาเทคนิคด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้ฝนตกได้”
เริ่ม 14 พฤศจิกายน 2498
จากนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงศึกษาค้นคว้าและวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการ อุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 ทำให้ทุกวันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี ถือเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริโครงการฝนหลวงขึ้นนั่นเอง
ต่อมาในปี พ.ศ.2499 จึงได้พระราชทานโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” โดย ม.ล.เดช สนิทวงศ์ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ) และ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น รับไปดำเนินการศึกษา วิจัย และพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว ในปีถัดมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้
กระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม 2512 เป็นวันปฐมฤกษ์ในการปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นดิน บริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด้วยการใช้น้ำแข็งแห้ง (Dry-Ice) โรยที่ยอดของกลุ่มก้อนเมฆ ปรากฏว่าหลังปฏิบัติการประมาณ 15 นาที ก้อนเมฆในบริเวณนั้นเกิดมีการรวมตัวกันอย่างหนาแน่นจนเห็นได้ชัด สังเกตได้จากสีของฐานเมฆเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาเข้ม ซึ่งผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ เพียงแต่ยังไม่อาจควบคุมให้ฝนตกในบริเวณที่ต้องการได้ แต่ก็มิได้ทรงท้อถอย ในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลได้สนับสนุนให้มีการศึกษาทดลองโครงการทำฝนเทียมเพื่อสนองพระราชดำริที่ว่า
“...การทำฝนเทียมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีเครื่องอุปกรณ์ วัสดุ และเจ้าหน้าที่ งานที่ทำนี้ก็ต้องสิ้นเปลืองไม่ใช่น้อย แต่ถ้าผลที่ได้ คือจะเป็นผลที่น่าพอใจ การทำฝนนี้ เป็นสิ่งที่ลำบากหลายๆ ประการ ทางด้านเทคนิค และในด้านจังหวะที่จะทำ เพราะถ้าพูดถึงด้านเทคนิค ฝนที่ทำนี้ จะพลิกฤดูกาลไม่ได้ ไม่ใช่ว่าฝนแล้งจะบันดาลได้อย่างปาฏิหาริย์ทำให้มีฝนเพียงพอกับการเพาะปลูกมิได้ หรือจะแทนการชลประทานที่ขุดเรียบร้อยกว้างขวางก็ไม่ได้ แต่เป็นทางหนึ่งที่มีหวัง สำหรับฤดูกาลที่ควรจะมีฝน และฝนเทียมจะช่วยให้ประคองพืชผล ไม่ให้สิ้นไปพอได้ การทำฝนเทียมนี้เป็นสิ่งที่ใหม่ จึงต้องทำโครงการ อย่างระมัดระวัง เพราะว่าสิ้นเปลือง ถ้าทำแล้วไม่ได้ผลจะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ...” พระราชดำรัส วันที่ 25 กรกฎาคม 2517 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
ได้รับสิทธิบัตรคุ้มครองจาก 30 ประเทศในอียู
จากนั้นพระองค์ได้พระราชทานคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยให้เปลี่ยนพื้นที่ทดลองไปยังจุดแห้งแล้งอื่นๆ เช่นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นต้น ด้วยความสำเร็จของโครงการฝนหลวง จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นใน พ.ศ.2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยแล้ง จนในปี พ.ศ.2548 ได้รับสิทธิบัตรคุ้มครองจากกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป จำนวน 30 ประเทศ และในปี พ.ศ.2549 จากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ออกสิทธิบัตรคุ้มครองฝนหลวง ด้วยเหตุนี้ ทำให้เทคโนโลยีฝนหลวงเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ ในการเป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นได้
เอ็มโอยูกับจอร์แดนถ่ายทอดเทคโนโลยี
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22-25 มีนาคม 2559 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลไทยเยือนกรุงอัมมาน ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน เพื่อร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการภายใต้โครงการดัดแปรสภาพอากาศโดยเทคโนโลยีฝนหลวง กับนายอาร์เหม็ด มัฟเล่ อาเคฟ อัล ซูบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรจอร์แดน โดยการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศในครั้งนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลจอร์แดนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการทำฝนหลวงที่มาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้นำไปแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนชาวจอร์แดนจากปัญหาฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
นอกจากนี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จอร์แดน ด้วยเช่นกัน
ทรงวิจัย 14 ปีใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า เทคโนโลยีฝนหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยลเดช มีพระราชดำริด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์มายาวนานถึง 14 ปี จนได้ตำรา “ฝนหลวง” นั้น ถือเป็นมรดกอันล้ำค่าของประเทศไทย ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความแห้งแล้งให้แก่ชาวไทยและชาวโลกได้ จะเห็นได้จากช่วงที่ผ่านมาทั่วโลกยอมรับในพระอัจฉริยภาพ และพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลที่มองถึงคุณค่าของน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และเพื่อการเกษตร ทำให้หลายประเทศทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มาศึกษาดูงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีฝนหลวงในประเทศไทย
“การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง พระองค์ทรงใช้เวลาศึกษาเองนานถึง 14 ปี และยังใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เองด้วย ถือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระวิริยอุตสาหะเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนโดยเฉพาะเรื่องภัยแล้งให้แก่พสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้ อย่างในปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งทั่วประเทศ ทั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระชนมพรรษามากแล้ว แต่พระองค์ยังทรงห่วงใยราษฎรที่กำลังได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนน้ำ มีพระราชดำริให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มอีก 2 แห่งที่ จ.นครสวรรค์ และเชียงใหม่ ทำให้สามารถแก้วิกฤติภัยแล้งได้เป็นอย่างดี วันนี้แม้พระองค์สวรรคตแล้วก็ตาม แต่มรดกฝนหลวงที่พระองค์ทรงคิดค้นขึ้นมาและฝากไว้ให้คนทั้งแผ่นดินนั้น ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะน้อมนำมาใช้ให้ประโยชน์แก่คนไทยตลอดไป” นายสุรสีห์ กล่าว
จัดยิ่งใหญ่วัน “พระบิดาแห่งฝนหลวง”
เพื่อถวายสักการะและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตลาดนัดข้าวอินทรีย์แท้เกรด GAP ระหว่าง 14-16 พฤศจิกายนนี้ ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ
ภายในงานจะมีนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ขององค์พระบิดาแห่งฝนหลวง “ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์” ผ่านเทคโนโลยีภาพเพลง ชม “9 นวัตกรรมแห่งพระอัจฉริยภาพ” “ตำนานแห่งฝน” และผลงานต่อยอดโครงการพระราชดำริจาก 21 หน่วยงาน พร้อมร่วมเรียนรู้สร้างอาชีพเสริมหลักสูตร "ห่อเธอให้โดนใจ” “เขียนตำราให้เป็นตำนาน” จากนักโฆษณามืออาชีพ ชิมอาหารเมนูสุขภาพทุกเที่ยงวัน พร้อมด้วยการเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์จากเหล่าศิลปิน วินัย พันธุรักษ์, อุมาพร บัวพึ่ง, รัฐ สอนระเบียบ, ว.วัชญาน์ ฯลฯ แล้วช็อปเพลินกับข้าวนาทีทองกิโลกรัมละ 10 บาท และตลาดเกษตรยุคใหม่ ทั้งใหม่และสดจากเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศกว่า 150 ร้านค้า
ระบุนวัตกรรมเอาชนะภัยธรรมชาติ
ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี ถือเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับคนไทยทุกคน เพราะไม่เพียงแต่ทุกคนจะน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะ “พระบิดาแห่งฝนหลวง” เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่โลกต้องจารึกเอาไว้ถึงการกำเนิดของ “เทคโนโลยีฝนหลวง” นวัตกรรมอันยิ่งใหญ่ที่สามารถเอาชนะภัยธรรมชาติได้ ทำให้คนไทยและประชาชนอีกหลายประเทศรอดพ้นจากวิกฤติขาดแคลนน้ำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
หากย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ยากของพสกนิกรจากปัญหาขาดแคลนน้ำ ขณะที่ทอดพระเนตรเห็นเมฆบนฟ้าลอยผ่าน ณ เวลานั้น พระองค์ตั้งพระราชหฤทัยที่จะแปรเมฆเหล่านั้นให้เป็นเม็ดฝนเพื่อจะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้แก่ราษฎร พระองค์ทรงมุ่งมั่นทุ่มเทพระสติปัญญา พระวรกาย และสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ทำการศึกษาวิจัยพัฒนาจนประสบความสำเร็จเป็นเทคโนโลยีการทำฝนเทียมอันทรงประสิทธิภาพ และก่อกำเนิดเป็นโครงการพระราชดำริฝนหลวงขึ้นมา
จากวันนั้นจนถึงทุกวันนี้นับเป็นเวลากว่า 60 ปีแล้ว ที่โครงการพระราชดำริฝนหลวงได้สร้างคุณูปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประเทศไทย และที่สำคัญเทคโนโลยีฝนหลวงนั้นเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกได้รับการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่หลายประเทศก็ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำเทคนิคและวิธีการที่ทรงคิดค้นไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาความแห้งแล้งในประเทศของตัวเอง โครงการพระราชดำริฝนหลวง จึงนับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพโดยแท้จริง เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแก่คนไทยและมวลมนุษยชาติ จึงขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ระหว่างวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2559 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และร่วมกันประกาศก้องถึงพระเกียรติคุณแห่งองค์ “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ผู้ทรงเป็น “พ่อ” ของพวกเราเหล่าพสกนิกรชาวไทยทุกคน
ย่อมแสดงให้เห็นว่า แนวพระราชดำริในการทำฝนหลวงนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง ไม่เพียงแต่พสกนิกรชาวไทยของพระองค์ หากแต่มีคุณค่ายิ่งต่อมวลมนุษยชาติ



