
จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"
พอพ่อหลับเราเพิ่งตื่น...?, “ในหลวง พ่อของปวงชนชาวไทยในความทรงจำของฉัน”, “พ่อหลวง” ผู้เป็นแรงบันดาลใจงานพัฒนาสังคม (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันที่ 12 พ.ย.59)
พอพ่อหลับเราเพิ่งตื่น...?
อย่าได้ถามว่าเรารักในหลวงแค่ไหน จะให้กลั่นจากใจเป็นตัวหนังสืออย่างนี้ยากเย็นยิ่งนัก เพราะในสมองเรามีเป็นหมื่นล้านคำที่อยากจะบอกเล่าเรื่องราวความรัก ความประทับใจที่มีต่อพ่อพระองค์นี้...หลายคนได้ถ่ายทอดมามากแล้ว มีหลายเรื่องราวที่เราพึ่งรู้ว่าพ่อทำได้ขนาดนี้เชียวหรือ ยังนึกสงสัยว่าทำไมไม่นำมาเผยแพร่ตอนที่พระองค์ท่านยังอยู่ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้
อยากจะบอกให้พ่อได้รับรู้ว่า เราได้น้อมนำสิ่งที่พ่อได้พูดได้ปฏิบัติมาใช้จริงในการดำเนินชีวิตครอบครัวของเรา แม้จะได้ใกล้ชิดพ่อเพียงครั้งเดียวในวันรับพระราชทานปริญญาก็ถือเป็นมงคลอันสูงสุดของชีวิตเราแล้ว...
ทุกวันนี้เรามีความสุขเรามีลูก 3 คน ทุกคนจบการศึกษา มีงานทำเป็นคนดีของสังคม ลูกคนสุดท้องเราตั้งชื่อว่า “พอเพียง” เพราะคำว่าพอก่อสุขทุกสถานเราเห็นจริง ปฏิบัติจริงมาแล้วเราไม่ได้ตั้งตามกระแส เพราะลูกเกิดปี 2537 ก่อนฟองสบู่จะแตกในปี 2540-2541 และพ่อก็ช่วยให้ประเทศชาติพ้นวิกฤติด้วยการชักนำให้ประชาชนรู้จักคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง
อยากบอกให้พ่อรู้ว่าเราทั้ง 2 คนเข้ารับราชการเป็นข้าราชการที่ประพฤติดี ทำงานในหน้าที่ ละเว้นความชั่ว ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งเกษียณราชการ โดยยึดมั่นคำสอนของพ่อมาโดยตลอด เราทำความดีโดยไม่ต้องป่าวประกาศให้ใครรู้ แต่เรามีความสุขใจทุกครั้งที่ทำ
อยากจะบอกพ่อว่า ชีวิตบั้นปลายของพวกเรามีความสุขดี พ่อไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเราย้ายถิ่นฐานจากกรุงเทพมหานครมาใช้ชีวิตในชนบท ซื้อที่ดินจากน้ำพักน้ำแรงจากการอดออมของเรา ทำการเกษตรแบบผสมผสานตามรอยพ่อที่เคยสอนไว้ จากที่ดินว่างเปล่า 3 ไร่ เราปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก มีมากเกินพอก็แจกจ่ายหรือจำหน่าย ให้ความสุขแก่ทุกคนที่เห็น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เขารักและอยากทำตามเหมือนที่เราทำตามรอยเท้าพ่อ
เราขยายพันธุ์พืชแจกจ่ายไปตามที่ต่างๆ อย่างเงียบๆ ตามกำลังและเผยแพร่ให้ความรู้ทั้งหมดเท่าที่เรามีให้แก่ผู้สนใจทุกชนชั้น และจะแสวงหาความรู้ต่อไปเพื่อเราเองด้วย จะบอกพ่อว่าเราจะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นแรง
สุดท้ายอยากจะให้ทุกคนซึมซับในสิ่งที่พ่อได้ทำทุกอย่างเพื่อประชาชนที่พ่อรัก ไม่อยากให้แค่ได้ยินเสียงแค่ผ่านหู หรือได้เห็นแค่ผ่านตา อยากให้ลองปฏิบัติจริงอย่างที่พวกเราได้ลองทำแล้วและพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำได้จริง อย่าให้สายเกินไป ดั่งเช่นพอพ่อหลับแต่เราเพิ่งจะตื่น(รู้)
รักพ่อมากที่สุดในโลก ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย จะเปลี่ยนน้ำตาให้เป็นพลัง แม้นเป็นพลังจากคนธรรมดาตัวเล็กๆ ก็จะช่วยด้วยความเต็มใจสุดความสามารถเพื่อนำพาประเทศชาติให้พ้นภัยต่างๆ และให้ก้าวหน้าตลอดไป
นายจุมพล นางสุภัทรา รัตนสงคราม
ข้าราชการบำนาญ
จ.พิจิตร
+++++
“ในหลวง พ่อของปวงชนชาวไทยในความทรงจำของฉัน”
ภาพความทรงจำตั้งแต่ดิฉันเกิดมาและจำความได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานหนัก ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง เรียบง่าย และใกล้ชิดประชาชน เป็นภาพที่อยู่ในความทรงจำผูกพันกับสังคมไทยและปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด
ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรมและทรงมีคุณูปการในทุกด้าน โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ล้วนแต่เป็นโครงการต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริงให้แก่ประชาชนที่จะนำพาประเทศชาติให้อยู่รอด พอเพียง และปลอดภัย ซึ่งพระองค์เป็นศูนย์กลางความรัก ความสามัคคี และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้วยพระราชหฤทัยที่มุ่งมั่น เสียสละ และทรงอุทิศพระวรกายอย่างต่อเนื่องมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีประเทศชาติที่มีความมั่นคงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
นอกจากนี้ พระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ พร้อมด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระจริยวัตรเปี่ยมด้วยคุณธรรมทุกประการ และพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้นี้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์เทิดทูนพระเกียรติคุณทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จากวันวานจนถึงที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในชีวิตที่ดิฉันระลึกถึงพระองค์เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวันที่ดิฉันจบการศึกษาระดับปริญญาเอกครบรอบ 2 ปี นับเป็นความภูมิใจปลาบปลื้มใจ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อตนเองและวงศ์ตระกูลที่ได้มีโอกาสเรียนจบจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า ซึ่งการที่ดิฉันมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงที่จะต้องเรียนปริญญาเอก คณะรัฐประศาสนศาสตร์ที่สถาบันนี้ เนื่องจากเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
เมื่อได้ฟังพระบรมราโชวาทของพระองค์ ซึ่งพระราชทานแก่บัณฑิตทั้งหลายในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกของสถาบัน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2513 โดยข้อความตามพระบรมราโชวาท ซึ่งสถาบันได้น้อมนำมาใช้เป็นปณิธานของสถาบัน ดังนี้
“...ท่านทั้งหลายที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้เป็นผู้ที่เชื่อได้ว่ามีความรู้ความสามารถสูง จึงเป็นที่หวังของคนไทยทั้งชาติ รวมทั้งของข้าพเจ้าด้วย ที่จะได้อาศัยความรู้ ความคิด สติปัญญาและความสามารถ ในอันที่จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ความมั่นคงและสมบูรณ์พูนสุข ขอให้ท่านรับหน้าที่อันมีเกียรตินี้ด้วยความมั่นใจ ตั้งใจและบริสุทธิ์ใจ แล้วร่วมกันปฏิบัติหน้าที่น้อยใหญ่ให้ลุล่วงไปด้วยความขยันหมั่นเพียร และด้วยความสุจริตเที่ยงตรง ทั้งต่อตนเองและต่อประชาชน”
ดิฉันได้น้อมนำพระบรมราโชวาทมาเป็นแนวทางหลักในการนำไปปฏิบัติและน้อมรับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ตลอดมา ทั้งนี้พระองค์เสมือนพ่ออันยิ่งใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางความรัก ความสามัคคี และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ตลอดจนพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด
ทรงเป็นพ่อหลวงของคนไทย ถึงเวลาอันสมควรอย่างยิ่งที่จะเจริญรอยตามเบื้องพระยุคคลบาท น้อมนำพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทล้วนเป็น “คำสอนของพ่อ” ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง โดยนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติตนเป็นคนดี มีคุณธรรม เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงย่อมทำให้ชีวิตมีความสุข และสืบสานปณิธานของพ่อต่อไปด้วยความจงรักภักดี สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ดร.รุจิรา เพียซ้าย
อายุ 36 ปี
ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
+++++
“พ่อหลวง” ผู้เป็นแรงบันดาลใจงานพัฒนาสังคม
สมัยเด็กผมเคยถามแม่กับพ่อว่าในรูปนั้นคือใคร แม่พ่อตอบว่าในหลวง แล้วในหลวงคือใคร แม่กับพ่อบอกต่อว่า ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ที่คอยปกป้องรักษาเรา และดูแลทุกข์สุขของเรา ในสมัยนั้น ผมก็ยังสงสัยว่าทำไมพ่อกับแม่พูดสอนให้ผมตั้งใจเรียนจะได้เป็นนักพัฒนาสังคม ที่มาดูแลทุกข์สุขของประชาชน ว่าลูกต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจะได้ทำงานรับใช้แผ่นดินและเป็นคนดีของสังคม
สมัยยังเด็กพ่อแม่ก็สอนให้ผมคิดเสมอว่าจะทำอะไรก็ให้นึกถึงในหลวง ให้ผมเป็นคนดีของสังคม จวบจนผมโตและเข้าใจมากขึ้น เลยรู้ว่าในหลวงของเราคือใคร
แต่ผมก็ยังจำความได้ว่าในหลวงของเราท่านทรงงานทำคุณงามความดีต่อประเทศชาติอย่างล้นเหลือ พระองค์ท่านไปทุกที่ ไปทุกหนแห่งของประเทศ และผมก็มานั่งคิดว่าในหลวงเสด็จฯ ไปที่ใหน ความเจริญ มั่งคั่ง มั่งมี เกิดที่นั่น จนผมตั้งใจว่าสักวันหนึ่งจะต้องทำงานรับใช้สังคม รับใช้แผ่นดิน แม้เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ของสังคม และจะน้อมนำคำสอนพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในการทำงาน ตราบจนเรียนจบได้ทำงานอย่างตั้งใจในงานที่รักและชอบนั่นคือ “เป็นนักพัฒนาสังคม” อย่างเต็มตัว
ผมมานั่งย้อนคิดและติดตามการทำงานในหลวงตลอดเวลา ทั้งในยามสุข ยามท้อ ยามสมหวัง ก็นึกถึงในหลวง และคิดว่าและต้องตีโจทย์ให้แตก ที่ในหลวงตรัสไว้ในการพัฒนาสังคมนั่นคือ ตัอง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” จนมาวันนี้การที่เราจะต้องทำงานพัฒนาสังคม พัฒนาชุมชน นั่นต้องเข้าใจบริบทพื้นที่ ต้องเข้าใจประชาชน เข้าถึงสภาพความเป็นจริงตามวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และวางแผนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องสังคมและชุมชน
ซึ่งการทำงานในทุกวันนี้ ผมขอสัญญาว่าจะทำงานตามปณิธานที่พระองค์ท่านสอน และยึดคำสอน จะสานต่องานพัฒนาสังคม อย่างพ่อสอน คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
สุพัฒพงค์ แย้มอิ่ม
อายุ 34 ปี
หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์



