
เดินหน้า “โคราช 4.0”ต้องไม่ลืมช่วย “ชาวนา”
เดินหน้า “โคราช 4.0”ต้องไม่ลืมช่วย “ชาวนา” : หลากมิติเวทีทัศน์ โดย... ธนชัย แสงจันทร์
หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศนำพาประเทศก้าวสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0” โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) ระยะเวลา 3-5 ปี
มีหลายภาคส่วน ทั้งในระดับกระทรวงและระดับพื้นที่เตรียมความพร้อม และสร้างความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ไม่เว้นแม้แต่เมื่อไม่นานมานี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (มรภ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเสวนา “ทิศทางการวิจัยและพัฒนาโคราช 4.0” และการถอดบทเรียนจากผลการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่และงานบริการวิชาการเพื่อกำหนดเป้าหมายและทิศทางการวิจัยและพัฒนาโคราช 4.0 ตามโมเดลใหม่ของรัฐบาล ณ หอประชุมอนุสรณ์ 70 ปี มรภ. โดยมี ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการด้านนวัตกรรมสังคม สกว., หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา, อัสนีย์ เชาว์วาทิน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้ร่วมเสวนา และผศ.ดร.วาสนา ภานุรักษ์ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.นครราชสีมา ดำเนินรายการ
หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงกรณีรัฐบาลประกาศนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเท้าความถึงนโยบายในอดีตก่อนโยงสู่การเป็น “โคราช 4.0” ว่า ประเทศไทยมีนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก ประเทศไทย 1.0 ที่เน้นภาคการเกษตร ไปสู่ประเทศไทย 2.0 ที่เน้นอุตสาหกรรมเบา และก้าวสู่ประเทศไทย 3.0 ในปัจจุบันที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก กระทั่งล่าสุดรัฐบาลประกาศ “โมเดลใหม่” ประเทศไทย 4.0 เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของไทยไม่เป็นไปตามแผน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับดักการเมือง กับดักประเทศรายได้ปานกลาง และกับดักความเหลื่อมล้ำทางสังคม ส่งผลต่อความสมดุลการพัฒนา แต่การก้าวไปสู่โมเดลใหม่ ต้องหันกลับมามองประชากรในประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรือ “ชาวนา” ที่มีจำนวนเกินครึ่งของประชากรทั้งหมดเพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่า “ชาวนาไทย” ที่มีวัฒนธรรมการปลูกข้าวเพื่อจำหน่าย ยังอยู่ในโมเดลประเทศไทย 1.0
“ยกตัวอย่างชาวนาโคราช 1 ครอบครัว ปลูกข้าวเฉลี่ย 20 ไร่ 1 ครั้งต่อปี ได้ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 420 กิโลกรัม นั่นแสดงว่า ชาวนา 1 ครอบครัว มีผลผลิตประมาณ 8,400 กิโลกรัม และเมื่อนำข้าวจำนวนนี้ไปขายเป็นเงินในกิโลกรัมละ 8 บาท พร้อมหักต้นทุนการผลิตออกกิโลกรัมละ 4 บาท (ตามราคาต้นทุนของกรมการข้าว) เท่ากับว่าชาวนา 1 ครอบครัว มีกำไรจากการปลูกข้าวเพียง 3.2 หมื่นบาท เมื่อนำกำไรจากการขายข้าว ไปเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครับ 12 เดือน (32,000 หาร 12= 2,666) ย่อมไม่เพียงพอต่อรายจ่าย”
ทั้งนี้ หากนำรายได้ของชาวนาโคราช ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัด ที่มีจำนวนมากถึง 70% คิดเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดนครราชสีมาปี 2558 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) 248,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาวนาโคราชเพียง 17% ลดจากปีที่ผ่านมา 3% ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเปรียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด เพราะเป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คือการทำให้ประชาชนมีมาตรฐานในการดำรงชีวิตที่ดีมีความกินดีอยู่ดีและมีความสุข
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ตามความเป็นจริงแล้ว ชาวนาไทยปลูกข้าวไม่ขาดทุน เพียงแต่กำไรต่อไร่ ต่อปีการผลิต ไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายภายในครอบครัวได้ตลอดปี ทั้งนี้หากจะมีการพัฒนาเพื่อก้าวข้ามไปสู่ประเทศไทย 4.0 ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากฐาน นั่นก็คือ เกษตรกร เพราะเป็นประชากรส่วนใหญ่ สำหรับวิธีการที่จะทำให้ “ชาวนาไทย” ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ...เชื่อว่างานวิจัยสามารถช่วยได้ เพราะมีหลายประเทศดำเนินการอยู่
ด้าน ดร.สีลาพร บัวสาย รองผู้อำนวยการด้านนวัตกรรมสังคม สกว. กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาไทยแลนด์ 4.0 หรือโคราช 4.0 ว่า รัฐจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ และองค์ความรู้ ซึ่งหน่วยงานที่สามารถนำทางประชาชนเรื่องนี้คือ สถาบันการศึกษาในพื้นที่ ด้วยกระบวนการวิจัย เพราะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดกลไกการทำงานอย่างมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ภายใต้กรอบแนวคิดการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการ ดังนั้นทุนวิจัยระยะแรก ที่มรภ.นครราชสีมาได้รับ เป็นกลุ่มทุนวิจัยมุ่งเป้านวัตกรรมเพื่อสังคมและชุมชนจำนวน 13 โครงการ เน้นการพัฒนา “ข้าว” ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เพราะข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศและท้องถิ่น
เริ่มจากกระบวนการเพาะปลูก การแปรรูป การจัดจำหน่ายสู่ตลาด การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและเครื่องหมายการค้า เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการผลิตและอุตสาหกรรมการแปรรูปข้าวตามห่วงโซ่อุปทาน (ความต้องการขาย)
“ยกตัวอย่าง โครงการปรับปรุงกระบวนการผลิตข้าวโป่งเชิงพาณิชย์ กลุ่มแปรรูปข้าวโป่ง องค์การบริหารส่วนตำบลหินดาด อ.ห้วยแถลง โดย รศ.วัฒนาภรณ์ โชครัตนชัย (หัวหน้าโครงการ) ซึ่งเป็นอาหาร สำหรับกิจกรรมงานบุญประเพณีมาพัฒนาเป็นสินค้า จากการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของอาจารย์และนักศึกษา โปรแกรมคหกรรมศาสตร์ ดำเนินการออกแบบสูตรข้าวโป่งให้มีความโดดเด่นโดยพืช ผัก สมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการมาเป็นส่วนผสม ขณะที่ อบต.หินดาด ดำเนินการสนับสนุนและออกแบบโรงเรือน ใช้ในการผลิต ที่เป็นระบบ ปลอดภัย หน่วยงานด้านสาธารณสุข ดำเนินการถ่ายทอดการเลือกใช้เครื่องมือการผลิต สุขอนามัย ซึ่งชาวบ้านได้นำเครื่องนวดแป้งขนมจีน มานวดข้าวโป่งแทนการตำด้วยครกมอง เพื่อความรวดเร็ว และป้องกันเชื้อราจากครกไม้” รองผู้อำนวยการด้านนวัตกรรมสังคม สกว.กล่าว
และว่าทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นความร่วมมือของหน่วยงานในพื้นที่ ส่วนทีมวิจัยได้ดำเนินการค้นคว้าและพัฒนาเครื่องมือในการผลิต เช่น การอบหรือการทำให้แห้งด้วยโซลาร์เซลล์ การกดทับ การปิ้ง การผสม รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการทำการตลาด ถือเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ประชาชน ในการสร้างอาชีพ และรายได้ เปลี่ยนนโยบายส่งเสริมอาชีพเป็นการพัฒนาอาชีพ เพราะเป็นการพัฒนาที่มีความยั่งยืน
ที่สำคัญการดำเนินงานเป็นไปตามยุทธศาสตร์ครัวโคราชสู่ครัวโลก และสอดรับกับโมเดลประเทศไทย 4.0 คือ การเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม”
อีกประการ การดำเนินการทำงานร่วมกัน ภายใต้กรอบแนวคิดการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการ เป็นการทำงานที่มีความยั่งยืน เพราะโครงสร้างการบริหารราชการของประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงและมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้มีอำนาจในการชี้ขาดเข้ามาหรือออกไป
ในส่วนนี้ อัสนีย์ เชาว์วาทิน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตามแผนพัฒนา 20 ปีของจ.นครราชสีมา ระบุว่า “ในอีก 20 ปีข้างหน้า โคราชจะเป็นเมืองหลวงของภาคอีสาน” ดังนั้นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเฉพาะนักวิชาการ ที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้แผนการพัฒนาและยุทธศาสตร์ของจังหวัด เนื่องจากเป็นกลุ่มทำงานด้านข้อมูล ข้อมูลจะทำให้เห็นปัญหา สาเหตุ และเป้าหมายของการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน
ที่สำคัญ นักวิชาการ เป็นผู้มีทักษะการจัดการความรู้ และความสัมพันธ์ เพราะขั้นตอนของการวิจัย ต้องมีการพูดคุยและหาจุดร่วมที่เป็นทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้หากจังหวัดได้ข้อมูลจากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ก็เชื่อว่าแผนจังหวัดที่ทุกหน่วยงานจะต้องนำไปดำเนินการก็จะเกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพ



