คอลัมนิสต์

จากแก้มลิงสู่ป่าชายเลน ต้นแบบจัดการน้ำของพ่อ

จากแก้มลิงสู่ป่าชายเลน ต้นแบบจัดการน้ำของพ่อ

12 พ.ย. 2559

โดย - ทีมข่าวไพรม์ไทม์

อิทธิพลของพายุโอลิส เมื่อปี 2538 ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย ทำให้ประชาชนมากกว่า 4 ล้านคน ประสบความเดือดร้อนอย่างหนัก ในจำนวนนั้นมีมากถึง 260 คนต้องเสียชีวิต ความเดือดร้อนที่แสนสาหัสของคนไทยในครั้งนั้น ได้รับการบรรเทาทุกข์ ด้วยพระบารมีและพระปรีชาในการบริหารจัดการน้ำ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในครั้งนั้นมีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการ “แก้มลิง” ที่กลายมาเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำมาตราบเท่าปัจจุบัน

เดือนสิงหาคม 2538 พายุหลายลูกพัดกระหน่ำทั่วทุกภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ที่ทรงอิทธิพลมากสุด คือพายุโอลิส ที่ทำให้ฝนตกหนักจนเกิดน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำยมและน่าน ก่อนจะไหลบ่าลงสู่ลุ่มน้ำทางตอนล่าง

ฝนที่ตกหนักยังทำให้ปริมาณน้ำล้นอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ หลากเข้าท่วมพื้นที่ท้ายน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีมากอยู่แล้วยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เอ่อเข้าท่วมในหลายจังหวัดของภาคกลางตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

จากแก้มลิงสู่ป่าชายเลน ต้นแบบจัดการน้ำของพ่อ

น้ำเหนือที่ประชิดจังหวัดปริมณฑลผนวกกับมวลน้ำจำนวนมหาศาล ที่เกิดจากอิทธิพลของดีเปรสชั่นไรอัน ที่พาดผ่านไทยเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2538 เหมือนเป็นการซ้ำเติมวิกฤติให้ทวีความรุนแรงขึ้น แต่วิกฤตินั้นได้รับการผ่อนหนักให้เป็นเบาเพราะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้ทรงเรียกข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ทั้งกรมชลประทาน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร องคมนตรี ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำและวิศวกรรม เข้าประชุมเพื่อฝ่าวิกฤติอุทกภัยในครั้งนั้น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2538 ถึงสถานการณ์ขณะนั้นว่า

“เขื่อนชัยนาทลงมาแยกลงมาอย่าง แยกทางนี้เป็นการบรรเทาแต่น้ำที่ลงมาทางนี้กับทางนี้ทำให้บริเวณนี้ท่วม ต้องมีวิธีการอย่างหนึ่ง ที่จะบรรเทาไม่ท่วมนานเกินไป ที่ยังไม่ได้ถาม กำเเพง นครสวรรค์ น้ำท่วมเลยหัวเพราะเก็บไม่พอตามทาง ไม่มีที่เก็บ ตรงนี้ไม่เก็บ ลงมา นครสวรรค์ เป็นแอ่ง มาน้ำข้างๆ น้ำท่วมมาก พยายามกระจายน้ำออกไปไม่พอ ต้องให้ทราบว่า น้ำที่ลงมานี้มีน้ำทะเลที่หนุนไป ก็เป็นจังหวะพอดีเดือนสิบสอง น้ำเต็มตลิ่ง เวลานี้ที่น้ำข้างบนมา น้ำข้างล่างไป ชน ก็ทำให้ที่กรุงเทพฯ จนถึงอยุธยา น้ำไหลลงมาไม่ไกล ต้องหาวิธีนี้ทำ ที่ได้ทำคือ ให้น้ำที่อยู่ที่นี่ออกมาทางนี้ แล้วถ้าจะทำได้ให้น้ำแถวนี้ลงมาแถวนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่น้ำนั้นขึ้นไป ฉะนั้นต้องหาวิธีให้น้ำลงมาทางนี้และออกทะเล”

จากแก้มลิงสู่ป่าชายเลน ต้นแบบจัดการน้ำของพ่อ

ต้นเดือนตุลาคม 2538 ปริมาณน้ำสะสมที่มีมหาศาล ทำให้พื้นที่กรุงเทพมหานครหนีไม่พ้นน้ำท่วม โดยเฉพาะในเขตที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น เขตพระนคร บางกอกใหญ่ คลองสาน บางกอกน้อย และบางพลัด ส่งผลให้สถานศึกษาต่างๆ ต้องเลื่อนเปิดภาคเรียนออกไป แม้กระทั่งย่างเข้าสู่ปลายเดือน ระดับน้ำยังไม่มีทีท่าลดระดับลง โดยในวันที่ 27 ตุลาคม ปีนั้น ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงเป็นประวัติการณ์ วัดค่าได้ถึง 2.27 เมตรที่สะพานพระพุทธยอดฟ้า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำริการแก้ไขปัญหาต่อนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม โดยเฉพาะการเร่งระบายน้ำออกทะเลให้ได้มากขึ้น โดยการจัดหาเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอ การขุดลอกคลองที่ตื้นเขินให้ระบายน้ำได้เร็วขึ้น

อุทกภัยในครั้งนี้ ทอดเวลายาวนานกว่า 3 เดือน ซึ่งนอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว ยังมีพื้นที่ถูกน้ำท่วม 585 อำเภอใน 68 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 4.5 ล้านคน ในจำนวนนั้น มีผู้เสียชีวิตมากถึง 260 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 6,000 ล้านบาท

นับเป็นน้ำท่วมที่มีความร้ายแรงมากที่สุดที่เกิดขึ้นในรอบ 40 ปี และนับจากวันนั้นพระราชดำริ “โครงการแก้มลิง” ได้ถูกนำมาสานต่อ

“อยากให้เข้าใจว่าทำไมเรียกว่าแก้มลิง เพราะน้ำที่ลงมานี้ ลงไม่ได้ ก็ต้องเกี้ยว แล้วเอาไว้ในนี้ จะต้องมีคลอง 2 คลองอย่างน้อย คลองสำเหร่ คลองโรงภาษี เวลาน้ำขึ้นมาพุ่งเข้าไปเลยจากที่นี่ไปลงบางกอกน้อย เเต่ถ้าทำคลองสนามชัยหรือบางมด ถ้าเอานี่มาต่อเชื่อม 2 อันทำได้ เป็นถนนคลองหรือจะเรียกว่าคลองถนนก็ได้ ถ้าทำได้แล้วสบายไม่ท่วม เราต่อสู้ธรรมชาติให้ประชาชนแถวนี้มีความสุข เมื่อมีสุขไม่เดือดร้อน” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอธิบายถึงการแก้ปัญหาด้วย “แก้มลิง”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริ “โครงการแก้มลิง” อีกครั้ง เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2538 โดยทรงเปรียบเทียบการกินอาหารของลิง หลังจากที่ลิงเคี้ยวกล้วยแล้วจะยังไม่กลืน แต่จะเก็บไว้ภายในแก้มทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆ ดุนกล้วยมากินในภายหลัง

จากแก้มลิงสู่ป่าชายเลน ต้นแบบจัดการน้ำของพ่อ

เช่นเดียวกับการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งน้ำที่ขึ้นมาตามซอยต่างๆ เมื่อน้ำทะเลหนุนให้ไปเก็บไว้ที่บึงใหญ่ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ชายทะเล และมีประตูน้ำขนาดใหญ่ สำหรับปิดกั้นน้ำบริเวณแก้มลิง สำหรับฝั่งตะวันตกจะอยู่ที่คลองชายทะเลด้านฝั่งตะวันออก บริเวณแก้มลิงจะอยู่ที่คลองสรรพสามิต เมื่อเวลาน้ำทะเลลดลงให้เปิดประตูระบายน้ำออกไป บึงจะสามารถรับน้ำชุดใหม่ต่อไป จึงสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้

ลักษณะโครงการแก้มลิง แบ่งเป็น 3 ขนาด คือ แก้มลิงขนาดใหญ่ เป็นสระน้ำหรือบึงขนาดใหญ่ ที่รวบรวมน้ำฝนจากพื้นที่บริเวณนั้นๆ โดยจะกักเก็บน้ำไว้ระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะระบายลงสู่ลำน้ำ เพื่อไว้ใช้ในยามแล้ง หรือใช้เป็นพื้นที่รับน้ำในยามอุทกภัย ได้แก่ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ทุ่ง เช่น สระเก็บน้ำพระราม 9 ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างคลองระบายน้ำรังสิต 5 และรังสิต 6 อ.คลองหลวง และ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ลักษณะของโครงการเป็นสระเก็บน้ำขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 2 สระด้วยกัน คือ สระเก็บน้ำที่ 1 มีพื้นที่ประมาณ 790 ไร่ ความจุประมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้รับน้ำจากคลองระบายน้ำรังสิต 6 สระเก็บน้ำที่ 2 มีพื้นที่ประมาณ 1790 ไร่ ความจุประมาณ 11.1 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้รองรับน้ำจากคลองรังสิต 5

เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 สระเก็บน้ำพระราม 9 มีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูรับน้ำเข้าสู่โครงการเพื่อลดระดับน้ำที่เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ในเขต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และพื้นที่ใกล้เคียง

แก้มลิงขนาดใหญ่ ยังมีที่ทุ่งมะขามหย่อง หนึ่งในโครงการพระราชดำริ ที่ช่วยให้ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพ้นภัยน้ำท่วม และยังคงมีน้ำใช้ในยามวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งโครงการนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นพื้นที่แก้มลิง แก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและฤดูแล้งจะนำน้ำที่กักเก็บไว้ให้เกษตรกรใช้ในการเพาะปลูกมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2538

แก้มลิงขนาดกลาง เป็นพื้นที่ชะลอน้ำที่มีขนาดเล็กกว่า ก่อสร้างในระดับกลุ่มน้ำ มักเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น หนอง บึงคลอง เช่น โครงการแก้มลิงบึงหนองบอน เป็นแก้มลิงแห่งหนึ่งในจำนวนทั้งหมด 21 แห่ง ที่กรุงเทพมหานครจัดไว้เป็นพื้นที่รองรับน้ำเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม ตั้งอยู่ในเขตประเวศ มีพื้นที่ทั้งหมด 644 ไร่ 1 งาน 37.5 ตารางวา สามารถเก็บกักน้ำได้ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้วางแผนในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม- พฤศจิกายน ให้สามารถรับน้ำส่วนเกินจากคลองหนองบอนและคลองมะขามเทศ และในช่วงฤดูแล้ง เดือนธันวาคม-เมษายน จะทำหน้าที่เก็บกักน้ำไว้ในบึงเพื่อใช้ในการอุปโภค

แก้มลิงขนาดเล็ก เป็นแก้มลิงที่มีขนาดเล็กกว่า อาจเป็นพื้นที่สาธารณะ สนามเด็กเล่น ลานจอดรถ หรือสนามในบ้าน ซึ่งต่อเข้ากับระบบระบายน้ำหรือคลอง ส่วนแก้มลิงที่อยู่ในพื้นที่เอกชนเรียกว่า แก้มลิงเอกชน ส่วนที่อยู่ในพื้นที่ของราชการและรัฐวิสาหกิจ เรียกว่าแก้มลิงสาธารณะ

จากแก้มลิงสู่ป่าชายเลน ต้นแบบจัดการน้ำของพ่อ

นอกจากโครงการแก้มลิงจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม ให้ประชาชนได้มีน้ำกินน้ำใช้ปลูกพืชสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว

“คือการแก้ไขปัญหาน้ำให้แก่ประชาชน รัฐบาลทำงานส่วนใหญ่จะเป็นโครงการใหญ่ๆ มีการศึกษาความเหมาะสม ความเป็นไปได้ แต่งานเล็กๆ อยู่ในชุมชน ชนบทที่ราษฎรยากจน นี่รัฐบาลเข้าไปไม่ถึงหรอก ท่านรับสั่งเอง บอกว่า รัฐบาลจะทำอะไรก็ต้องศึกษาวิเคราะห์ คุ้มหรือไม่คุ้ม ในชนบทราษฎรยากจนนี่ศึกษายังไงก็ไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นเราต้องทำช่วยเขา ความคุ้มของฉัน ฉันคิดว่าไปในแนวนี้ ว่าทำแล้วมีน้ำ ราษฎรมีความสุข มีน้ำใช้เพาะปลูกพืชผักสวนครัว ชีวิตดำเนินไปได้ด้วยดีตลอดทั้งปี และนี่คือความคุ้ม” ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ถ่ายทอดพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน

ด้วยพระปรีชาญาณ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ “โครงการแก้มลิง” ที่ช่วยบรรเทาวิกฤติน้ำท่วม และความเดือดร้อน โดยอาศัยเพียงแค่วิธีการทางธรรมชาติ

จากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2538 นำมาสู่การสร้างพื้นที่แก้มลิง ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ กระจายอยู่ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 20 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางฝั่งธนบุรี เพราะมีคลองจำนวนมาก สามารถระบายน้ำออกทางแม่น้ำเจ้าพระยาได้ดี โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ โครงการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้คลองที่ตั้งอยู่ชายทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นทางเดินของน้ำ ตั้งแต่ สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และ กรุงเทพฯ

ส่วนที่ 2 คือคลองในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน ทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำ ในพื้นที่ตั้งแต่อ่างทอง อยุธยา ปทมุธานี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร แล้วระบายลงสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร

นอกจากนี้ ยังมีโครงการแก้มลิง แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง เพื่อช่วยระบายน้ำที่ท่วมให้เร็วขึ้น โดยใช้หลักการควบคุมน้ำในแม่น้ำท่าจีน คือ เปิดการระบายน้ำจำนวนมากสู่อ่าวไทยเมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ ซึ่งโครงการนี้ประกอบไปด้วยโครงการย่อย คือ โครงการแก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย และโครงการแก้มลิงคลองสุนัขหอน

โครงการแก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย เป็นโครงการตามเเนวพระราชดำริ เพื่อช่วยระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ตอนบน ออกสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด เเละบรรเทาอุทกภัยและปัญหาน้ำท่วมขังฝั่งตะวันตก ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมไปถึงการบรรเทาปัญหาน้ำเสียในคลองต่างๆ โดยที่นี่มีปริมาตรความจุ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร

คลองมหาชัย เป็นคลองเชื่อมคลองบางกอกน้อยกับจังหวัดสมุทรสาคร และมีคลองซอยเชื่อมออกทะเลอยู่มาก แต่น้ำที่ไหลมาจากคลองบางกอกน้อยมาปะทะกับน้ำเค็มที่หนุนขึ้นมาทางจังหวัดสมุทรสาคร ทำให้น้ำนิ่งไม่ไหล น้ำบริเวณนี้จึงเน่าเสีย จึงมีพระราชดำริ โครงการแก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2539

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงร่างสิ่งที่เรียกว่า Thematic Map เพื่อใช้อธิบายหลักการ และได้กำหนดจุดทำประตูน้ำและพื้นที่แก้มลิงโดยประมาณขึ้นมา เมื่อน้ำทะเลหนุน ให้หรี่บานประตูน้ำลง และนำน้ำจืดที่หลากลงมา มาเก็บไว้ในแก้มลิง เมื่อน้ำทะเลหนุนขึ้นสูงจนระดับผิวน้ำต่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร จะเกิดแรงดันน้ำ เมื่อน้ำทะเลลง แรงดันดังกล่าวก็จะทำหน้าที่เหมือนลูกสูบรถยนต์ สูบเอาน้ำที่ไหลจากคลองบางกอกน้อยไปด้วย หากดำเนินการอย่างนี้ น้ำก็จะไหลเวียนพาสิ่งสกปรกที่ตกตะกอนไปด้วย

โครงการนี้ ทำหน้าที่รับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ และสมุทรสาครตอนบนไปลงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน เพื่อระบายออกสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร

น้ำมนต์ งามปัญญา นายช่างชลประทานอาวุโส หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน อธิบายว่า “อาคารเหล่านี้ จะช่วยให้เราทำการผลักดันน้ำที่ลงมาพักอยู่บริเวณโครงการแก้มลิงให้ออกไปได้ ตลอดเวลา ทั้งในช่วงเวลาน้ำขึ้นและลง โดยเมื่อน้ำขึ้นก็จะสูบออกทางด้านสถานีสูบแก้มลิงซึ่งมีเครื่องสูบทั้งหมด 12 เครื่อง เครื่องละ 3 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมแล้ว 36 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เกษตรกรที่อยู่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กุ้ง ปลา ประโยชน์อาคารพวกนี้ทำการหมุนเวียน ถือว่าน้ำคุณภาพและเจือจางน้ำเสียตอนบน ทำให้คุณภาพลดความเสีย ดีขึ้น น้ำท่วมแก้มลิงท่วมได้ แต่ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต้องไม่เสียหาย ไม่ว่าโครงการแก้มลิงจะเกิดขึ้นที่ไหน ต้องไม่ส่งผลเสียต่อชุมชนโดยปกติหลังจากแก้มลิงเกิดขึ้น”

ประชาชนในพื้นที่คลองมหาชัยรายนี้ รู้สึกโชคดี ที่ได้เกิดและอาศัยอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ซึ่งโครงการแก้มลิงที่เกิดขึ้นในพื้นที่นอกจากเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้วยังทำให้พวกเขามีรายได้จากการใช้พื้นที่ทำประมง

สมชัย อ่วมแจ้ง เจ้าของบ่อกุ้ง คลองมหาชัย บอกว่า “ดีขึ้น เพราะได้กำจัดน้ำเสีย ทำให้น้ำในการทำมาหากินของชาวบ้านดีขึ้น ทำนากุ้งก็ได้มากขึ้น อีกอย่างระบบต่างๆ ที่เราเลี้ยง เราเลี้ยงทั้งกุ้ง ปูทะเลซึ่งอยู่รวมกันได้ และก็ได้เงินเยอะเพิ่มขึ้น สมัยก่อนน้ำไม่ดีทีเดียว การเลี้ยงปูของเกษตรกรไปเลี้ยงเป็นบ่อ เมื่อรวมกันปูเยอะๆ มันก็หมักหมม อาหารก็อยู่ในนั้น ให้เหยื่อเป็นอาหารสดก็เกิดพยาธิ การมองการณ์ไกลด้วยสายพระเนตรของพระองค์ท่าน ทำให้ประชาชนหากินสบาย มีรายได้ดีขึ้น”

นอกจากโครงการแก้มลิงของภาครัฐ ภาคเอกชน โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่คลองมหาชัย ยังน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ซึ่งถือว่าเป็น โครงการแก้มลิงเอกชนชาญ

ชาญ เสนีย์นันท์ รองประธานกรรมการบริหารนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร บอกว่า “ส่วนของเราน้อมนำโครงการแก้มลิงมาตั้งแต่ต้น น้อมนำทรัพยากรทางน้ำที่เราใช้ เราไม่ส่งภาระออกไปภายนอกและอุตสาหกรรมสะอาด สิ่งที่เกิดประโยชน์ ไม่นำน้ำฝนปล่อยคลอง เก็บไว้ให้เกิดประโยชน์ และบูรณาการพื้นที่ให้สมบูรณ์ สิ่งต่อมาคือ เราจะได้ทราบว่า นอกและในมีค่าแตกต่างอย่างไร และให้ความรู้แก่ชุมชนด้วย จะทำอย่างไรในพื้นที่นอกจะบำบัดผักตบชวา หรือเบื้องต้นอย่างไร”

ปัจจัยทำให้น้ำท่วมเกิดขึ้นโดยเฉพาะน้ำที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ และน้ำทะเลหนุน นอกจากโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริเพื่อลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมและช่วยระบายน้ำ ยังมีแนวคิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการป้องน้ำทะเลกัดเซาะฝั่ง โดยจุดที่น่าสนใจอยู่ที่แนวไม้ไผ่ที่ปักไว้เพื่อชะลอคลื่น

พื้นที่ ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เป็นพื้นที่ปลายน้ำของโครงการแก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย ที่ผ่านมามักเกิดปัญหาการกัดเซาะริมฝั่ง ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นเดือดร้อน หน่วยงานรัฐจึงร่วมกับผู้นำชุมชนทำโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชายเลน โดยเริ่มจากการสำรวจพื้นที่ในจุดที่มีความพร้อมของตะกอน กระแสน้ำ และพันธุ์พืช โดยเฉพาะโกงกางใบใหญ่ และแสม มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นคือการนำไม้ไผ่มาปักเป็นแนวกันคลื่นเป็นระยะทางแล้วเกือบ 20 กิโลเมตร และจะขยายพื้นที่ไปตลอดแนวชายฝั่งซึ่งมีระยะทางกว่า 41 กิโลเมตร เพื่อลดความรุนแรงของคลื่นลง

ประสาร เอี่ยมวิจารณ์ อาจารย์โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์ เล่าถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น “เรื่องป่าชายเลน พระองค์ท่านทรงมุ่งเน้น ต้องแก้ด้วยธรรมชาติ คนป่า น้ำ ต้องอยู่ด้วยกัน คนเราต้องพึ่งพาธรรมชาติ ทำไมถึงเกิดขึ้นเป็นปัจจัยจากการขุดบ่อกุ้ง ตัดป่า เราตระหนักว่า ส่งผลต่อระบบนิเวศ เราก็เลยมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน แก้มลิงเป็นพระราชดำริป้องกันน้ำท่วมและน้ำเสียบางส่วนมาจาก กทม. การป้องกันน้ำท่วมสูงขึ้น มันจะช่วยชะลอความแรงคลื่น ไม่กระทบปริมาณน้ำ ถ้าน้ำเน่ามาจาก กทม.ป่าชายเลนจะช่วย”

“เป็นเรื่องที่มหาศาลมาก เพราะทรงเปิดโอกาสให้ประชาชน และชี้ทางให้ประชาชน จากปัญหาเราสามารถแก้ได้ถูกทาง มีคุณูปการ เราจะไม่ลืมเลย” ประสาร รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

แม้การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำมาซึ่งความโศกเศร้าของคนไทยทุกหมู่เหล่า แต่ “โครงการแก้มลิง” อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังคงเดินหน้าต่อ เพื่อให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤติน้ำท่วม