คอลัมนิสต์

ยกเครื่อง "กฎหมายสิ่งแวดล้อม" เพื่อ "ยกระดับมนุษย์"

ยกเครื่อง "กฎหมายสิ่งแวดล้อม" เพื่อ "ยกระดับมนุษย์"

09 พ.ย. 2559

"สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่จะมีชีวิตที่ดีภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี" ผลจากการสัมมนาปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อม และการ เสนอ ร่าง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อง พ.ศ. ...

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาของประเทศไทย โดยเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่นั่นกลับต้องแลกมาด้วยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่นับวันมีแต่จะเสื่อมโทรมลงๆ สวนทางกับความเจริญในด้านอื่นๆ

ประเทศไทยมีกฎหมายฉบับแรกที่ใช้กำกับดูแลสิ่งแวดล้อม คือพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2518 แต่ยังไม่สามารถตอบสนองการดูแลสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของประเทศได้ จนมีการปรับปรุงกฎหมายและบังคับใช้ใหม่อีกครั้งเมื่อปี 2535 ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้
 
    หนึ่งในบุคคลที่คลุกคลีเรื่องดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา อย่างนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา สะท้อนในเวทีปาฐกถา เรื่อง "การปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อม" ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ร่วมกับสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ไว้อย่างน่าสนใจว่า ตนรับทราบปัญหาคือเครื่องมือมีความไม่ครบถ้วนสำหรับการบริหารจัดการของทั้งข้าราชการประจำและฝ่ายบริหาร กฎหมายขาดการบริหารจัดการที่เป็นระบบ เลยไม่ตอบสนองการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในภาพรวม อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายถูกตั้งข้อสงสัยมากว่าเป็นไปเพียงมิติเดียวคือให้อำนาจรัฐปราบปรามคนทำผิด แต่กลับไม่คุ้มครองสิทธิประชาชนให้มีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นของส่วนรวม ความเป็นจริงทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม ไม่เฉพาะแค่การรับรู้ แต่ต้องมีส่วนร่วมบริหารจัดการด้วย

    นายสุรชัย เสนอว่า การปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อม หลักสำคัญที่จะต้องเดินตาม คือ 1. บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ต่างจากปี 40และ50 พอสมควร โดยเฉพาะที่เขียนขึ้นใหม่ คือ "หน้าที่ของรัฐ" อะไรที่เป็นหน้าที่แล้วไม่ทำ ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้อง กฎหมายสิ่งแวดล้อมก็ต้องร่างให้สอดคล้อง 2.หมวดปฏิรูปประเทศ จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี เพื่อกำกับทิศทางการพัฒนาให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    "ผมไม่นิยมให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจมาก่อน  เรื่องอื่นๆ ถ้าให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าความเข้มแข็งทางสังคม สังคม จะเกิดความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน" 

    และ3.ต้องเชื่อมโยงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่12 โดยเฉพาะการรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งแผนตาม 11ฉบับที่ผ่านมา ล้วนพัฒนาจนเกิดผลกระทบ วันนี้เราจึงต้องทบทวนความผิดพลาดที่ผ่านมา โดยใช้กฎหมายเพื่อไม่ใช้เกิดซ้ำเดิมอีก

    "การปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อม หัวใจสำคัญ ทำอย่างไรให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการหรือบทบัญญัญติที่ว่าด้วยสิทธิประชาชนเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ตรงนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ตามหลักสิทธิมนุษยชน ที่มนุษย์จะมีชีวิตที่ดีภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งตอนนี้ทุกฝ่ายกำลังช่วยกันคิด" นายสุรชัย ระบุทิ้งท้าย

    นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี59 ผ่านการทำประชามติ ส่งผลให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับต้องปรับปรุงแก้ไข ให้สอดคล้องกับบทบัญญัญติในกฎหมายแม่ ทางคปก. เองก็ได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วกว่า2ปี

    ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอร่างพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ... ที่ปรับปรุงโดยคปก. ถึงหลักการสำคัญ อาทิ 1.แก้ปัญหาอุปสรรคที่เคยเกิดในอดีต 2.ต้องการให้ร่างนี้เป็นกฎหมายกลางเชื่อมโยงกฎหมายอื่นๆ อีกกว่า 50 ฉบับ 3.กำหนดสิทธิอำนาจหน้าที่ภาคส่วนต่างๆ ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ แต่รวมถึงชุมชน ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ 4.ให้สิทธิประชาชนในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี 5.โครงสร้างกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามร่างพ.ร.บ.นี้ มีการเสนอตั้งคณะกรรมการบริหารสำนักงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการควบคุมมลพิษ 6.จัดทำแผนฉุกเฉิน เพื่อรับมือเหตุไม่คาดฝัน 7.กำหนดหลักความรับผิดชอบ กำหนดค่าใช้จ่ายการฟื้นฟูทรัพยากรที่เสียหาย 8.กำหนดหลักเศรษฐศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความก้าวหน้า เพื่อประกันความเสี่ยงในหลายรูปแบบ

    "เรื่องที่ต้องปฏิรูป EIA และ EHIA โดยเพิ่มเครื่องมือ อย่างการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เป็นการประเมินศักยภาพข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การพัฒนานโยบายแผนงานและโครงการขนาดใหญ่รายสาขา หรือในเชิงพื้นที่และการด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมเทคโนโลยี และเปรียบเทียบทางเลือกในการตัดสินใจ"

    นอกจากนั้น เรื่องการมีส่วนร่วมในร่างกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดความชัดเจน มากกว่าที่ผ่านมาที่จำกัดเฉพาะในระดับล่างๆ ประชาชนรับรู้แค่ข้อมูล แสดงความเห็น อะไรที่มากกว่านั้น เช่น การร่วมหารือ การวางแผน การรับผิดชอบ ร่างพ.ร.บ.นี้ ให้สิทธิทำได้ รวมไปถึงสามารถกำหนดนโยบายได้ด้วย

    ขณะที่นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมายดังกล่าว เผยถึงที่มาที่ไปที่ทำให้เกิดร่างพ.ร.บ.นี้ขึ้นว่า เกิดจาก2ส่วน 1.ศึกษางานวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลก 2.อาศัยองค์ความรู้จากสังคมไทย โดยรับฟังความเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย จึงใช้เวลานานกว่า2ปี 

    โดยหลักการที่ปรับปรุงจาก พ.ร.บ.ปี35 คือ หลักว่าด้วยการป้องกัน โดยเฉพาะเรื่อง EIA แบบเดิมมีปัญหามาก เราจึงต้องเปลี่ยนระบบนี้ โดยจะประเมินโครงการจากแผนขนาดใหญ่ระดับประเทศก่อน ค่อยมาประเมินระดับโครงการ และให้มีหน่วยงานเฉพาะมาประเมินโครงการ แทนที่ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น เจ้าของโครงการจ้างคนมาประเมินเอง ซึ่งจิตวิญญาณของกฎหมายนี้ จะนำไปสู่ความเป็นธรรมในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และเกิดความยั่งยืน

    ด้านเสียงสะท้อนถึงข้อห่วงใยในการร่างกฎหมาย จาก รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูล ณ อยุธยา กรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ระบุว่า เราต้องตั้งสติให้ดีในการใช้กฎหมายบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การไม่มีกฎหมายเป็นเครื่องมือจะทำให้เกิดปัญหา  แต่การเขียนกฎหมายที่ไม่ดีนั้นมันก็ทำลายสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน บางครั้งสู้ไม่มีจะดีกว่า ดังนั้น การเขียนกฎหมายอะไรก็ตามต้องมั่นใจว่าจะดีกับสิ่งแวดล้อมเพราะพ.ร.บ.แก้ไขได้ยากกว่ารัฐธรรมนูญเสียอีก 

    "ร่างพ.ร.บ.นี้ ควรมีอะไรบ้าง 1. กำหนดเรื่องสิทธิว่าใครทำอะไรได้ไม่ได้ 2.กำหนดให้มีองค์กรใดบ้าง และ 3. กำหนดว่าต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง เพราะถ้าไม่เขียนไว้ คนจะตีความว่าจะใช้เครื่องมือนั้นๆ ทำอะไรไม่ได้"

ยกเครื่อง "กฎหมายสิ่งแวดล้อม" เพื่อ "ยกระดับมนุษย์"

    ไม่เพียงเท่านั้น บุคคลในส่วนขององค์กรตุลาการ  ก็ได้ร่วมส่งเสียงสะท้อนในกรณีที่ต้องชี้ขาดคดีความที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม โดยนายพงษ์เดช วานิชกิตติกุล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีส่วนพัฒนากระบวนการกฎหมายในศาลยุติธรรม และร่วมผลักดันให้เกิดการตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา มองว่า การระงับเหตุเมื่อเกิดความเสียหายกับสิ่งแวดล้อมต้องทันท่วงที การฟื้นฟูผู้ที่ก่อมลพิษต้องชดใช้ เพราะเป็นต้นเหตุ เวลาเป็นคดีศาลต้องหาข้อเท็จจริง คนที่ถูกกล่าวหาทำให้เกิดความเสียหายแค่ไหน หรือมีใครหรือเหตุใดทำให้เกิดความเสียหายร่วมด้วย

    "อย่าละเลยการมีส่วนร่วม ไม่เฉพาะประชาชน แต่รวมถึงหน่วยงานรัฐด้วย ต้องร่วมมือกันไม่ใช่เกี่ยงกัน ไม่เช่นนั้นเราจะแก้ปัญหาไม่ได้เลย ถ้าเราหาต้นต่อเรื่องนั้นๆ ไม่ได้ เพราะจากประสบการณ์ คดีต่างๆ ข้อเท็จจริง สำคัญกว่าข้อกฎหมาย หากข้อเท็จจริงไม่สมบูรณ์ ข้อกฎหมายที่ยกมาก็ผิด การแก้เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาอาชีพต้องมาสุมหัวกันคิดกับเอ็นจีโอจะช่วยได้มาก" ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ระบุ และเสนอแนะส่งท้ายว่า ผู้เกี่ยวข้องต้องสร้างผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ศาลมากที่สุด เพื่อจะได้ช่วยหาข้อเท็จจริงของคดีให้ได้มากที่สุด