
เปี่ยมน้ำพระราชหฤทัย แก้มลิงพลิกฟื้นอีสาน
บายไลน์ - ชมพิศ ปิ่นเมือง
ความเดือดร้อนของราษฎรที่ในหลวงมิเคยมองข้าม โดยพระองค์ทรงพร้อมจะรับฟังทุกเสียงของราษฎร เช่นเดียวกับฎีกาความเดือดร้อนขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เหล่าอ้อย อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธุ์ ในฐานะตัวแทนราษฎรที่ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือจาก “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” เนื่องจากหนองเลิงเปือยไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งยามแล้งและฤดูน้ำหลากได้
ความเป็นอยู่ที่แสนจะลำบากของชาวบ้านจะเป็นอย่างนี้เรื่อยมาทุกๆ ปี กระทั่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการขุดลอก “หนองเลิงเปือย” และซ่อมแซมฝายบริเวณ ต.สามัคคี ให้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2554
ในเวลานั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงประชาราษฎร์ “โครงการพัฒนา แก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" จึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555
การดำเนินโครงการแก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พบว่ามี 8 หน่วยงานหลักตกลงร่วมกันเป็นพันธมิตรเพื่อสนองพระราชปณิธานในการช่วยเหลือราษฎร ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กองทัพบก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นผู้ประสานความร่วมมือ โดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและชุดปฏิบัติการในวันที่ 29 มีนาคม 2556
ทั้งนี้ “หนองเลิงเปือย” มีพื้นที่ทั้งหมด 887 ไร่ ความลึก 3 เมตร ความจุที่ 1.064 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์จากหนองเลิงเปือย 5,938 ไร่ รับน้ำด้วยพลังไฟฟ้า 3 สถานี ต่อมามีการเข้าปรับปรุงพัฒนาด้านโครงสร้างหนองเลิงเปือย โดยกองทัพภาคที่ 2 และกรมทหารช่างจำนวน 8 กองพัน ได้ดำเนินการขุดลอกแก้มลิงหนองเลิงเปือยตามแบบแปลนของกรมชลประทานที่เป็นผู้ออกแบบ โดยดินนำไปถมในแปลงนาชาวบ้านรอบหนองเลิงเปือยมีความจุเพิ่มขึ้นเป็น 5.184 ล้าน ลบ.ม. ในระยะแรกที่ขุดลอกแก้มลิงเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 จากนั้นเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ได้ขุดลอกเพิ่มขึ้นอีก 140 ไร่ เพิ่มความจุเป็น 6.64 ล้าน ลบ.ม.
“พระมหาสุภาพ พุทธวิริโย” เจ้าอาวาสวัดป่านาคำ ในฐานะคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยฯ ระบุว่า 2 ปีที่ผ่านมาหลังจากการดำเนินโครงการแก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กลุ่มเกษตรกรมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างสิ้นเชิง การเกษตรเติบโตขึ้นอย่างมาก วันนี้ถือว่าโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยสามารถตอบโจทย์ได้อย่างถูกต้อง โดยโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยฯ เกิดจากการตกผลึกในหลากหลายมิติ ทั้งจากการประชาคม การตกผลึกจากการศึกษาดูงาน และการเรียนรู้วิถีเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ปัจจุบันชาวบ้านจาก 53 หมู่บ้าน 4 ตำบล 2 อำเภอ แบ่งเป็น 15 หมู่บ้าน ใน ต.สามัคคี 12 หมู่บ้าน ต.เหล่าอ้อย 13 หมู่บ้าน ต.ร่องคำ อ.ร่องคำ และอีก 13 หมู่บ้าน ต.โพนงาม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ โดยมีพื้นที่การเกษตรรอบหนองเลิงเปือยทั้งหมด 42,958 ไร่ เป็นนาข้าว 39,406 ไร่ ทำไร่ 2,623 ไร่ และทำสวน 929 ไร่ โดยเพาะปลูกผัก ผลไม้ ทำการประมงและปศุสัตว์ โดยเกษตรกรมีหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ 1 แสนบาท ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีโมเดลการจัดการบุคลากรที่ต้องดำเนินไปพร้อมๆ กับการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือย”
พระมหาสุภาพ พุทธวิริโย กล่าวย้ำว่า ในส่วนโมเดลจัดการบุคลากรนั้น เราต้องทำให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมมากที่สุด คือจัดทำเวทีชุมชนเพื่อให้เกิดประชาคมในแต่ละหมู่บ้าน จากนั้นต้องให้ความรู้แก่เกษตรกรด้วยการศึกษาดูงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ต่างๆ อาทิ ฟาร์มตัวอย่างหนองหมากเฒ่า ศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานฯ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) จ.สกลนคร และโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายฯ จ.อุดรธานี
จากนั้นจะจัดให้เกษตรกรเข้าอบรมหลักสูตรเข้มข้น โดยจะคัดเลือกชาวบ้านจากทั้ง 53 หมู่บ้าน จำนวน 500 คน ให้เหลือ 150 คน เพื่อเข้าอบรมที่ศูนย์พัฒนาคุณธรรมชีวิตที่วัดป่านาคำ อ.กุฉินารายณ์ รุ่นละ 50 คน เป็นเวลา 5 วัน ซึ่งคณะกรรมการดำเนินการอย่างนี้มากว่า 2 ปี และพบการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้านในทางที่ดีขึ้น และเพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น คณะกรรมการจัดคัดเลือกเกษตรกรให้เหลือ 10 ครัวเรือน ในแต่ละหมู่บ้าน โดยยกให้เป็นครัวเรือนต้นแบบ
พระมหาสุภาพ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษเป็นพืชผลอินทรีย์มากมาย ผลผลิตออกไปสู่ตลาดระดับล่าง คือ ตลาดในชุมชน ตลาดระดับกลาง คือ ตลาดในส่วนของอำเภอและจังหวัด และตลาดระดับบน คือการจำหน่ายให้แก่ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าชั้นนำระดับประเทศ จนถึงวันนี้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพึ่งพาตนเอง
“ชาวบ้านไม่ต้องไปดูคนอื่น แต่ดูจากเพื่อนบ้าน ดูจากคนใกล้ตัวที่ประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่าง โดยปัจจุบันเราได้คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบมาฝึกอบรมเป็นวิทยากรเพื่อจะเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรรายอื่นต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”
“เรืองศิลป์ ยุบลมาตย์” เกษตรกรในพื้นที่ กล่าวว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยก่อนหน้านี้ยอมรับว่า ต้องไปขายแรงงานต่างถิ่น เมื่อว่างเว้นจากการทำนา เมื่อถึงหน้าแล้งก็แล้งหนักไม่มีน้ำ ไม่มีอาชีพ เมื่อถึงหน้าฝนก็มีน้ำมากเกินไป พืชผลการเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวถูกน้ำท่วมเสียหาย บางปีต้องปล่อยพื้นที่ว่างเปล่า แต่มาวันนี้เมื่อมีโครงการพัฒนา "แก้มลิงหนองเลิงเปือย" อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกษตรกรทุกคนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ลำบากเหมือนก่อน วันนี้พวกเกษตรกรชาวไร่ชาวนาเต็มไปด้วยความสุขจากน้ำพระราชหฤทัยของในหลวง
“จากนี้ไปขอน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพจะมุ่งมั่น เราจะทำเกษตรทฤษฎีใหม่ไปถึงชั่วลูกชั่วหลาน สืบสานความพอเพียงเป็นมงคลสำคัญในชีวิต โดยไม่ลืมเลือนว่า ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในวันนี้ของชาวบ้านรอบหนองเลิงเปือยกว่า 5,000 ครัวเรือน เป็นเกษตรกรที่น้อมนำแนวพระราชดำริมากกว่าร้อยละ 50 จากผู้ได้รับประโยชน์ของโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทุกสิ่งล้วนได้รับพระราชทานจากน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน พระองค์ไม่เคยละทิ้งประชาชน ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ทำให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีผลผลิตขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ” เรืองศิลป์ กล่าว
“เรืองศิลป์” กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้วันนี้น้ำตาจะไหลท่วมแผ่นดิน เพราะเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย แต่จากนี้ไปจะขอตั้งมั่นดำรงชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยึดวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่เกษตรผสมผสาน และเกษตรอินทรีย์ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย สมถะ พออยู่พอกิน แต่ยืนยันว่าจะขอตามรอยในหลวงทำเกษตรปลอดภัยตลอดไป และพร้อมที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรรายอื่นอย่างเต็มที่



