จากเด็กหญิงชาวบ้านโป่ง
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ลูกชาวไร่อ้อยที่เติบโตมาในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เกิดมาก็ได้เห็นภาพของในหลวงเคียงคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ ประดับอยู่ที่ฝาบ้าน เห็นจนชินตา แต่ยังไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ
พอจำความได้ก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวของพระองค์มากมายจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่ และตายายของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระมหากรุณาธิคุณของในหลวงที่มีต่อชาวบ้านโป่งเมื่อ 60 กว่าปีก่อน เมื่อคราวเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2497 ที่ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จเยี่ยมเยียนและปลอบขวัญชาวตลาดบ้านโป่งที่โดนไฟไหม้จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัวกันแทบทั้งสิ้นด้วยพระองค์เองนั้น (มาทราบภายหลังจากการค้นคว้าว่า การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น เป็นการเยี่ยมเยือนราษฎรเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณี เสด็จเถลิงเป็นรัชกาลที่ 9) จารึกอยู่ในหัวใจของคนเก่าคนแก่ชาวบ้านโป่งแทบทุกคน
ยิ่งโตมากขึ้น ยิ่งได้รับรู้ถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกร หรือ ลูกของท่าน ที่พระองค์ปรารถนาให้ลูก ๆ ของท่าน อยู่ดี กินดี ผ่านการถ่ายทอดทางข่าวในพระราชสำนักถึงกรณียกิจของพระองค์ท่านที่บุกป่า ฝ่าดง ไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อช่วยเหลือทุกราษฎร หรือลูก ๆ ของท่านในทุกพื้นที่
ยิ่งรับรู้ ยิ่งเพิ่มความรัก ความเทิดทูนในพระองค์ท่าน โดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือสอนให้เรารัก รักทั้ง ๆ ที่ไม่เคยได้พบเจอกับพระองค์ท่านมาก่อน มีความใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่งจะต้องหาโอกาสเข้าเฝ้าเพื่อชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ๆ สักครั้งในชีวิต
และแล้วความใฝ่ฝันของเด็กหญิงก็เป็นจริง เมื่อได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาเล่าเรียนหนังสือในกรุงเทพมหานคร จนสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี และได้มีโอกาสเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของในหลวง เป็นความปลื้มปิติ ตื่นเต้น และยินดีเป็นล้นพ้นที่สุดจะบรรยายให้ใครฟังได้ ก่อนจะถึงวันรับว่าตื่นเต้นแล้ว วันรับจริงยิ่งตื่นเต้นกว่าเป็นไหน ๆ จำได้ติดตาว่า ระหว่างค่อย ๆ เดินแถวก่อนขึ้นรับพระราชทานนั้น เราได้แต่มองพระองค์ท่านไม่อาจละสายตาไปทางไหน พระองค์ท่านงดงามยิ่งกว่าภาพใด ๆ ที่เราเคยเห็นมา เป็นนาทีที่ประทับใจไม่รู้ลืมไปชั่วชีวิต
“บัณฑิตผู้ผ่านการศึกษาวิทยาการระดับสูงมาแล้ว ย่อมมุ่งหวังจะได้ทำการงานที่สำคัญเป็นแก่นสาร เพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นประโยชน์ เป็นความเจริญมั่นคงแก่ชาติบ้านเมืองและตนเองต่อไป” ความตอนหนึ่งใน พระบรมราโชวาท ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2534 ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บัณฑิตสาวจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ตั้งปณิธานมั่นในใจตนว่า ไม่ว่าจะไปอยู่ตรงไหน หรือประกอบอาชีพอะไร ลูกจะจำคำของ “พ่อ” และจะขอยึดมั่นในคุณธรรม และสร้างประโยชน์ให้เกิดกับส่วนรวมให้จงได้
จากใจของ “ลูก” ซึ่งรัก “พ่อ” สุดหัวใจ
นางจิดาภา ประมวลทรัพย์
ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์บริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)
+++++
“พ่อหลวงของปวงประชา”
ตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลาย ดิฉันได้รับรางวัลรองชนะเลิศลำดับ 1 จากกองทัพภาคที่ 1 คือ การเริ่มต้นศึกษาพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านอย่างจริงจัง นอกเหนือจากคำบอกเล่าจากรุ่นคุณยาย คุณพ่อ และคุณแม่ว่า พ่อหลวงของเราท่านทำเพื่อคนไทยและประเทศไทยมากมาย แต่ดิฉันได้เห็นท่านจากโทรทัศน์ จากหนังสือเท่านั้น
ดิฉันครุ่นคิดว่าทำอย่างไรจะได้เข้าเฝ้าพระองค์ท่าน สิ่งเดียวที่คิดได้ในตอนนั้น คือ ดิฉันต้องสอบเข้าเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ได้ เพราะนั่นคือโอกาสที่ดิฉันจะได้รับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ของพระองค์ และดิฉันก็ทำให้ความฝันแรกนั้นเป็นจริง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2534 ดิฉันได้รับพระราชทานปริญญารัฐศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการเข้าเฝ้าครั้งแรกในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ท่าน ปริญญาแผ่นนั้นมีค่ายิ่งกว่าปริญญาโท หรือ เกียรติบัตร เกียรติคุณใดๆ ในชีวิตที่ดิฉันได้รับต่อมา
“เพราะนี่คือ ปริญญาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ซึ่งคือพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่พระราชาที่มีมงกุฏแบบในนิทาน”
ความฝันที่สอง ของดิฉันเกิดขึ้นเมื่อดิฉันได้รับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ดิฉันฝันว่า ดิฉันอยากเข้าเฝ้าเพื่อให้พระองค์ท่านพระราชทานทัดใบมะตูมเมื่อวันที่ดิฉันได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นเอกอัครราชทูต
ความฝันที่ 2 ของดิฉันมิอาจเป็นจริง เมื่อชีวิตดิฉันต้องหันเหเข้าสู่เส้นทางการเมือง แต่เมื่อดิฉันได้รับตำแหน่งทางการเมืองเป็น เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ความทรงจำยิ่งใหญ่ในชีวิตก็คือ วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อัฐมราชารามาธิบดินทรที่สะพานพระราม 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2555 ทรงเสด็จฯพร้อมสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา นั่นคือการได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จครั้งที่ 2 ที่ดิฉันเก็บภาพนั้นในความทรงจำ
เสียงกึกก้องของประชาชนที่ส่งเสียงทรงพระเจริญยังกึกก้องในหู เสียงนั้นเปล่งมาจากใจ ไม่ได้มาจากการบังคับ ดิฉันหวังว่าดิฉันจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่านอีกครั้ง ไม่ว่าจะทำหน้าที่ใด อาชีพใด ดิฉันตั้งใจว่า ดิฉันจะทำงานตามแนวทางของพระองค์ พระราชดำรัส พระบรมราโชวาทพระองค์มีมากมาย ซึ่งสิ่งที่ดิฉันยึดถือเป็นแนวทางชีวิตของการปฏิบัติตนก็คือ “อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้น” ซึ่งคือ ที่มาของคำว่า “ให้ ” ให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ เมื่อได้ให้เราก็สบายใจ แม้ว่าผลการให้ อาจไม่เท่าที่เขาหวัง แต่เมื่อไม่ปฏิเสธ ย่อมไม่สร้างความผิดหวังกับใคร ทรงเป็นแต่ผู้ให้มาตลอดชีวิต ให้กับคนไทยมาตลอดรัชกาลของพระองค์ เราเป็นพสกนิกร ทำไมเราจะเป็นผู้ให้ไม่ได้
ยิ่งเมื่อมาทำงานในตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่นี่คืองานที่ต้องให้ เพราะเป็นการช่วยเหลือที่เขาอาจเหลืออยู่แค่นั้น จึงเป็นงานที่สร้างความสุขในการทำงาน และยึดตามแนวทางของพระองค์ท่าน
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์ท่านอีกครั้ง แต่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความฝัน หรือในความคิดของดิฉันเลยว่า นี่คือสถานที่ที่ดิฉันมีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่าน
ดิฉันกราบพระบรมศพด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น ได้แต่อธิษฐานขอส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย และในฐานะพสกนิกรและลูกของพ่อหลวง ดิฉันได้สัญญาต่อเบื้องหน้าพระบรมโกศว่าจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ และจะเป็นผู้ให้แก่ทุกคน โดยไม่ทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้น ตามแนวทางที่พระองค์ปฏิบัติมาตลอดในฐานะพ่อหลวงผู้ให้แก่พสกนิกรหรือลูกของพระองค์
น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ
อายุ 47 ปี
โฆษกประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
+++++
บุญญาบารมี “พ่อของแผ่นดิน” กว้างใหญ่ไพศาล
เกือบ 20 วันที่ผมออกไปร่วมอำนวยการดูแล ขสมก.ให้บริการประชาชนที่เดินทางไปสนามหลวง เพื่อถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผมเริ่มสังเกตุเห็นพฤติกรรมการแบ่งปัน ช่วยเหลือ จิตอาสา หลายคนไม่รู้จักกันมาก่อน แต่กลับนำข้าวปลาอาหารและน้ำดื่มมามอบให้กันด้วยสายตาที่เป็นมิตร แนะนำบริการอรรถาธิบายโดยไม่ถือว่าเป็นภาระ
ผมเคยเสนอแนวคิดชักชวน “คนรถเมล์ ขสมก.” ที่เสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน แบ่งเวลามาเป็นจิตอาสาบริการแนะนำการเดินทาง ดีใจครับ เกือบ 20 วันได้พบ ได้เห็น
- สำนักผู้อำนวยการ ขสมก.มีเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ มาบริการประชาชนทุกๆวัน
- สำนักพัฒนาบุคลากร ขสมก. มีเจ้าหน้าที่มาบริการประชาชน
- เยาวชนคนรักรถเมล์ ถือโทรโข่งบอกกล่าวการเดินทาง
- อาชีวะ-สารพัดช่างร่วมกลุ่มมาแจกอาหาร
- เขตการเดินรถที่ 7 มีผู้บริหาร,หัวหน้างานและพนักงานมาบริการประชาชน
- มูลนิธิรถเมล์ไทยและเครือข่ายเพื่อน“ตา&แห้ว” นำอาหารน้ำดื่มและไอศครีม มามอบให้กับคนรถเมล์ที่ให้บริการประชาชน
- ผู้บริหาร,หัวหน้างาน เขตการเดินรถที่ 2 ทำอาหารมามอบให้กับประชาชนและคนรถเมล์ที่บริการประชาชน
- เขตการเดินรถที่ 6 โดยทีมงานกองบัญชีและการเงิน ยกทีมมาเป็นจิตอาสาบริการประชาชน
เหล่านี้คือปรากฏการณ์ที่มีผลพวงจาก “บุญญาบารมีพ่อของแผ่นดิน”
ผมมีความเชื่อด้วยจิตบริสุทธิ์ว่าจากนี้ไป สังคมไทยจะเปลี่ยนเป็นสังคมแบ่งปัน จากเคยเป็นสังคมแก่งแย่งแข่งขันช่วงชิงฉกฉวย ขูดรีดเอาเปรียบ กอบโกยโกงกิน จะถูกรังสีของคุณความดีแผ่ขยายกำจัดให้ลดลง พื้นที่คุณธรรมจะกว้างใหญ่ไพศาล เปรียบประดุจบุญญาธิการของมหากษัตริย์ไทย “พ่อของแผ่นดิน” ที่จะสืบต่อเล่าขานไปทั่วทั้งโลกา
ชำนาญ อยู่สอาด
ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตการเดินรถที่ 6
องค์การขนส่งมวลนกรุงเทพ (ขสมก.)
อายุ 56 ปี
+++++