
น้ำพระทัยดั่งน้ำทิพย์ดับทุกข์ประชาราษฎร์
โดย - สายชล ศรีนวลจันทร์ จ.ราชบุรี
ตลอด 70 ปี ที่ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ทรงครองราชย์ เป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ทรงงานหนัก และเสด็จพระราชดำเนินไปทุกแห่งทั่วผืนแผ่นดินไทยเพื่อช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทย
น้ำพระราชหฤทัยพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ดั่งสายน้ำที่ชโลมจิตใจชาวไทยผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อปี 2497 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ไปที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนจากเหตุไฟไหม้ใหญ่
เหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ครั้งนั้น เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 14.30 น. วันที่ 9 กันยายน 2497 ในตลาดบ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นชุมชนทางการค้าสำคัญริมแม่น้ำแม่กลอง มีตลาดล่างและตลาดบนอยู่ติดกัน นับเป็นไฟไหม้ใหญ่ครั้งที่ 2 หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้แบบนี้มาก่อนแล้วเมื่อปี 2478 กว่าเพลิงจะสงบต้องใช้เวลารวมกว่า 4 ชั่วโมง
เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความสูญเสียให้แก่ชาวตลาดบ้านโป่งเป็นอย่างมาก ตลาดบ้านโป่งกลายเป็นทะเลเพลิงที่เผาผลาญทุกอย่าง ทำให้หลายคนสิ้นเนื้อประดาตัวเหลือเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่แค่ชุดเดียว จนหลายคนแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ ความเสียหายครั้งนั้นไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และร่ำลือกันว่า บ้านต้นเพลิงเป็นร้านขายของโชห่วย และยังส่งข้าวของไปขายเหมืองปิล๊อก จ.กาญจนบุรี ซึ่งก่อนหน้านั้นประมาณ 1 เดือน ก็เคยเกิดไฟไหม้ที่ร้านนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ชาวบ้านช่วยกันดับทันและเหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นตำนานของความวิปโยคของคนบ้านโป่งที่เล่าขานกันไม่จบสิ้นมาจนถึงทุกวันนี้
เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้นความทราบถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรผู้ประสบความเดือดร้อนโดยไม่มีหมายกำหนดการ และไม่มีใครคาดคิด ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์
ขณะที่ชาวตลาดบ้านโป่งกำลังท้อแท้สิ้นหวังกันอยู่นั้น วันที่ 13 กันยายน เวลาประมาณ 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรถยนต์พระที่นั่งมายังที่เกิดเหตุด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วยสมุหราชองครักษ์ โดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ทั้งนี้มีพระราชประสงค์มิให้เจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังมีภาระช่วยเหลือราษฎร ต้องวางมือมารับเสด็จ ทรงรถยนต์พระที่นั่งออกจากพระที่นั่งอัมพรสถานโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถวายอารักขาก็ไม่ทราบ ตามมาทันก็เมื่อทรงแวะเสวยพระกระยาหารที่พระที่นั่งชาลีมงคลอาสน์ พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม รถยนต์พระที่นั่งวนรอบบริเวณที่เกิดอัคคีภัย ทรงไต่ถามทุกข์สุขของผู้ประสบอัคคีภัย
ระหว่างนั้น นายแม้น อรจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีในสมัยนั้น กำลังดูแลการช่วยเหลือประชาชนอยู่ กราบบังคมทูลรายงานและเชิญเสด็จฯ ไปประทับบนที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง ที่รอดจากไฟ โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1 แสนบาท พร้อมให้เจ้าหน้าที่สถานีวิทยุ อ.ส.นำเสื้อผ้าอาหารและยารักษาโรคพระราชทานไปมอบแก่ผู้ประสบภัยทุกราย
การเสด็จฯ เยี่ยมตลาดบ้านโป่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในขณะที่ราษฎรกำลังทุกข์สาหัสครั้งนี้นั้น ทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวสิ้นหวังของชาวตลาดบ้านโป่งกลับมามีชีวิตชีวา มีพลังที่จะเผชิญชีวิตกันต่อไป
“วิรัตน์ จารุพูนผล” เจ้าของร้านเพชรทองนิยมศิลป์ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง อายุ 71 ปี เล่าให้ฟังถึงความประทับใจในครั้งนั้นว่า ขณะนั้นอายุเพียง 9 ขวบ แต่จำทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ในวันนั้นมีรถยนต์คันหนึ่งขับมาสำรวจรอบสถานที่เกิดเหตุ ชายคนหนึ่งลงจากรถมาสอบถามเหตุการณ์จากชาวบ้าน และมาทราบอีกทีว่าชายผู้นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ มาพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมาช่วยเหลือพสกนิกรที่เดือดร้อน ชาวบ้านทราบข่าวต่างทยอยเดินทางมารับเสด็จอย่างเนืองแน่น
“ในครั้งนั้นผมยังได้รับเงินพระราชทานเป็นทุนการศึกษาคนละ 108 บาท 95 สตางค์ ซึ่งเป็นความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ของครอบครัว และภาพที่พระองค์เสด็จฯ มาให้กำลังใจคนบ้านโป่งยังตราตรึงใจชาวตลาดบ้านโป่งมากว่า 60 ปี โดยทุกบ้านจะมีพระบรมฉายาลักษณ์เมื่อครั้งเสด็จฯ มาช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ และเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ พระผู้ให้ที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย”
สอดคล้องกับข้อมูลของเพจ "สถาบันราชบุรีศึกษา" ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นวันที่โศกเศร้าที่สุดและเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวตลาดบ้านโป่งแค่ในชั่วพริบตาเดียว เพราะขณะท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงแดดที่ร้อนระอุ แต่ก็มีเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมควันไฟดำทะมึน เสียงร้องตะโกนจากคนบางคนว่า ไฟไหม้…ไฟไหม้ ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงและเรียกร้องเสียงหลงเพื่อขอความช่วยเหลือเหลือ
"สมบัติ แซ่แต้" ผู้อยู่ในเหตุการณ์บอกว่า ไฟได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว แม้ประชาชนที่พบเห็นจะช่วยกันสกัดไฟแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้แต่อย่างใด ในวันเกิดเหตุนั้น ทั้ง นายนาถ มนตเสวี นายอำเภอบ้านโป่ง และนายกิจ ทรัพย์เย็น นายกเทศมนตรีเมืองบ้านโป่ง ไม่อยู่ เพราะได้เดินทางไปรับการอบรมสงครามจิตวิทยาที่จังหวัด มีแต่ นายวาทย์ เศวตนันท์ และ นายทวี ทวีพูล ปลัดอำเภอบ้านโป่ง รักษาการ ได้ไปอำนวยการดับเพลิงอย่างใกล้ชิด และขอรถดับเพลิงจากท้องที่ใกล้เคียง
“กว่าจะไปถึงที่เกิดเหตุต้องใช้เวลานาน ปล่อยให้ไฟลุกไหม้ลามไปยังบ้านเรือนข้างเคียง ทั้งที่สถานีดับเพลิงห่างจากที่เกิดเหตุเพียงแค่ 300 เมตรเท่านั้น ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วสุดความสามารถของเจ้าหน้าที่ ขณะเกิดเพลิงไหม้นั้น มีประชาชน นักเรียน ลูกเสือของโรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง ช่วยกันขนสิ่งของออกจากบ้านเรือนกันจ้าละหวั่น บางคนร้องเรียกขอความช่วยเหลือ บางคนเรียกหาบุตรหลานของตนเพื่อหลบภัย วุ่นวายกันไปทั่วเมืองจนไม่รู้ว่าใครเป็นใครกัน นักฉวยโอกาสได้อาศัยช่วงจังหวะนี้ขโมยสินค้าของผู้ประสบภัยอีกทอดหนึ่งด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณภัยไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว จึงโทรเลขขอความช่วยเหลือไปยัง โพธาราม ราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพฯ เพื่อจัดส่งรถดับเพลิงมาช่วยเหลือเป็นการด่วน แต่กว่ารถจะมาถึงไฟได้ลุกไหม้บ้านเรือนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านเกือบทั้งเมือง เพลิงสงบลงเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น.รวมเวลาทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง”
หลังจากเพลิงสงบลงแล้ว เวลาประมาณ 21.00 น. นายแม้น อรจันทร์ ผู้ว่าฯ ราชบุรี (ปีที่ดำรงตำแหน่ง พ.ศ.2495-2501) ได้นำข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมประชาสงเคราะห์ออกให้การช่วยเหลือเป็นการบรรเทาทุกข์ โดยจัดให้ผู้ประสบอัคคีภัยเข้าพักอาศัยอยู่บริเวณวัดบ้านโป่ง วัดดอนตูม และปลูกสร้างเพิงที่พักชั่วคราวบริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งจัดเตรียมไว้ พร้อมกับนำหน่วยของกรมอนามัยออกไปตั้งหน่วยรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่วนหนึ่ง ส่วนหน่วยของกรมประชาสงเคราะห์แจกเสื้อผ้า ผ้าห่มและเครื่องนอน ตลอดจนแจกข้าวสาร โดยเฉพาะหน่วยรถยนต์เคลื่อนที่ รถเสบียงของกองอาสากาชาด ได้นำอาหารไปเลี้ยงผู้ประสบภัย โดย ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ในฐานะผู้อำนวยการกองอาสากาชาดได้แจกจ่ายอาหารด้วยตนเองด้วย
ต่อมาวันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2497 เวลาประมาณ 10.00 น. “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์จากพระที่นั่งอัมพรสถานอย่างกะทันหัน โดยมิให้ใครรู้ว่าพระองค์จะเสด็จฯ ไปเยี่ยมพสกนิกรที่ถูกเพลิงไหม้ ทั้งนี้ เพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ได้เตรียมการต้อนรับอย่างเอิกเกริก เพราะประชาชนกำลังอยู่ในระหว่างเศร้าโศก เนื่องจากถูกเพลิงไหม้ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก
“การเสด็จฯ ของทั้งสองพระองค์ในครั้งนี้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งมีหน้าที่ถวายการอารักขาก็ไม่ทราบเรื่อง กว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปไกลแล้ว พอเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลทราบ จึงติดตามไปถวายการอารักขาอย่างรีบด่วน และติดตามขบวนเสด็จไปทันที่ จ.นครปฐม เมื่อรถยนต์พระที่นั่งถึง จ.นครปฐม เวลา 12.00 น. ได้ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน ณ พระที่นั่งชาลีมงคลอาสน์ พระราชวังสนามจันทร์ จากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินไปถึงตลาดบ้านโป่ง โดยมีผู้ว่าราชการภาค 7 เฝ้าฯ รับเสด็จ รถยนต์พระที่นั่งได้วนรอบบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ ทรงทักทายถามทุกข์สุขผู้ประสบอัคคีภัยครั้งนี้โดยทั่วหน้ากัน พร้อมกับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1 แสนบาท ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และยังพระราชทานเสื้อผ้า อาหาร ตลอดจนยารักษาโรค อีกส่วนหนึ่งด้วย”
ครั้นเมื่อเวลา 15.30 น.ได้เสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ ประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จต่างรู้สึกทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
หลังจากนั้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2497 ตลาดบ้านโป่งได้กลับมามีสภาพแจ่มใสขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยมี “จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี” และท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยา เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดตลาดสด(ปลูกสร้างใหม่ชั่วคราว) บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง ได้นิมนต์สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และท่านเจ้าคุณธรรมดิลก เป็นประธานคณะสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ผู้ประสบภัยรอบๆ บริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ด้วย
อนึ่ง ปรากฏว่าสถานที่ราชการ เช่น ที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง เทศบาลเมืองบ้านโป่ง และโรงเรียนเทศบาล ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่เกิดเพลิงไหม้รอดพ้นไปอย่างหวุดหวิด มีแต่เพียงร้านค้าและบ้านเรือนทั้งตลาดล่างและตลาดบนวอดวายเป็นเถ้าถ่าน ส่วนธนาคารออมสิน ตั้งอยู่ถนนทรงพล(ร้านเพชรสยามในปัจจุบัน) ถูกเพลิงไหม้เช่นกัน แต่เงินที่อยู่ในเซฟไม่ถูกไฟเผาผลาญแต่อย่างใด ประชาชนแห่กันไปมุงดูด้วยความแปลกใจ
เช่นเดียวกัน "วิรัตน์ จารุพูนผล" เจ้าของร้านทองในตลาดบ้านโป่ง ที่เก็บภาพพระบรมฉายาลักษณ์ต่างๆ ไว้ในตู้ และอัดกรอบเพื่อเป็นที่ระลึก เนื่องจากซาบซึ้งในพระมหากรุณาคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ มาช่วยเหลือในยามที่ชาวบ้านเป็นทุกข์
วิรัตน์ เล่าถึงเหตุการณ์ขณะเกิดไฟไหม้ว่า เมื่อ 62 ปีก่อนว่า ขณะนั้นอายุเพียง 9 ขวบ จำความได้ว่าประชาชนต่างขนทรัพย์สินมีค่า และช่วยกันดับไฟวุ่นวายกว่าเพลิงจะสงบในรุ่งเช้าของอีกวัน สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน 800 หลังคา ประชาชนเดือดร้อนกว่า 6,000 คน ชาวบ้านต่างร้องไห้ ท้อแท้สิ้นหวัง จากนั้นวันที่ 13 กันยายน ในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับฟังถวายรายงานและหาแนวทางการช่วยเหลือ เมื่อชาวบ้านทราบจึงต่างเดินทางมารอรับเสด็จตามภาพที่ปรากฏ
“นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ โดยครั้งนั้นพระองค์ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนเงิน 1 แสนบาท พร้อมเสื้อผ้าและยารักษาโรค ส่วนเด็กๆ ที่ประสบเหตุได้รับเงินพระราชทานช่วยเหลือเป็นทุนการศึกษาคนละ 108 บาท 95 สตางค์ ผ่านธนาคารออมสิน สร้างความปลื้มปีติ และเป็นพลังใจให้ชาวตลาดบ้านโป่งได้ดำเนินชีวิตต่อไป ส่งผลให้ปัจจุบันบ้านแทบทุกหลังคาเรือนในตลาดบ้านโป่งต่างมีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรครั้งแรกในรัชกาลที่ 9 จึงสร้างความภูมิใจให้แก่ชาวบ้าน”
“จิดาภา ประมวลทรัพย์” ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์บริษัท ธนาสิริ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ย้อนถึงเหตุการณ์ที่ทำให้คนบ้านโป่งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า ตอนนั้นเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ลูกชาวไร่อ้อยที่เติบโตมาใน อ.บ้านโป่ง ตอนนั้นพอจำความได้ก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวของพระองค์มากมายจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่ และตายายของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงที่ทรงมีต่อชาวบ้านโป่งเมื่อ 60 กว่าปีก่อน เมื่อคราวเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2497 ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ มาเยี่ยมเยียนและปลอบขวัญชาวตลาดบ้านโป่งที่โดนไฟไหม้จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัวกันแทบทั้งสิ้นด้วยพระองค์เองนั้น
“ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นต่อชาวบ้านโป่ง ต่อมาดิฉันมาทราบภายหลังจากการค้นคว้าว่า การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น เป็นการเยี่ยมเยือนราษฎรเป็นครั้งแรกหลังจากที่ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณี เสด็จเถลิงเป็นรัชกาลที่ 9 จารึกอยู่ในหัวใจของคนเก่าคนแก่ชาวบ้านโป่งแทบทุกคน เมื่อยิ่งโตมากขึ้นยิ่งได้รับรู้ถึงความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อพสกนิกร หรือลูกของท่าน ที่พระองค์ทรงปรารถนาให้ลูกๆ ของท่าน อยู่ดี กินดี ผ่านการถ่ายทอดทางข่าวในพระราชสำนักถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่บุกป่าฝ่าดงไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อช่วยเหลือราษฎรในทุกพื้นที่ ยิ่งรับรู้ ยิ่งเพิ่มความรัก ความเทิดทูนในพระองค์ท่าน โดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือสอนให้เรารัก รักทั้งๆ ที่ไม่เคยได้เข้าเฝ้าฯพระองค์ท่านมาก่อน”
แม้เหตุการณ์เพลิงเผาผลาญตลาดบ้านโป่งจะสร้างความเสียหายให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่อย่างใหญ่หลวง แต่ด้วยน้ำพระราชหฤทัยของในหลวงที่ทรงห่วงใยประชาชนก็เปรียบดั่งน้ำทิพย์ชโลมจิตใจที่หลั่งไหลมาดับทุกข์ของปวงชาวไทยให้หมดสิ้นไปอย่างมิรู้ลืม



