คอลัมนิสต์

จากใจ “ลูก” ถึง “พ่อ”

จากใจ “ลูก” ถึง “พ่อ”

04 พ.ย. 2559

จากเด็ก ๆ ที่เกิดในรัชกาลที่ 9, ทำไมผมรัก“ในหลวง”, หากเปรียบพ่อเป็นหนังสือ, จากใจลูกที่อยู่แดนไกล ถึงลูกทุกคนของพ่อ (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันที่ 5 พ.ย.59)

 

จากเด็ก ๆ ที่เกิดในรัชกาลที่ 9

            วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่พาลูกๆ ไปไหว้พระที่เขาพญาเดินธง (จ.ลพบุรี) เด็กๆ ถามว่าตรงที่มีน้ำเยอะๆ นั้นคืออะไร พอเรามองไปเห็นไม่รู้ว่าน้ำตามันล้นออกมาได้อย่างไร แล้วตอบลูกไปว่า เขื่อนป่าสักฯลูก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทำไว้ให้เรา ท่านทำไว้เยอะมาก

            ลูกถามว่า เราจะไปในทุกๆ ที่ ที่ท่านทำไว้เราจะไปหมดไหม ???

            ตอบลูกไปว่า ชั่วชีวิตนี้เราก็ไปไม่หมด  

            อย่างเขื่อนป่าสักฯ นี้ท่านบอกว่าต้องทำให้เร็วจะช่วยประชาชนได้เยอะเลย ทั้งคนที่นี่จะได้มีน้ำใช้ ไม่แห้งแล้งอีก และคนที่อยู่ใต้เขื่อนน้ำจะได้ไม่ท่วม เราได้ประโยชน์มาก ท่านบอกว่าเขื่อนนี้ชื่อว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หมายถึง “เขื่อนแม่น้ำป่าสักที่เก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” 

            บอกลูกไปอีกว่า ตอนแม่เด็กๆ ที่นี่แห้งแล้งมากๆ มีแต่ฝุ่น ปลูกอะไรก็ได้ผลน้อย บ้างทีต้นข้าวโพด ข้าวฟ่าง ต้นอ้อย ยืนต้นตายก็มี เพราะขาดน้ำ เดิมเราทำไร่ โดยรอฝน-รอฟ้า เท่านั้น

            ตั้งแต่มีเขื่อนประชาชนมีอาชีพเพิ่มขึ้นอีก คือ ทำการประมง ทำให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการท่องเที่ยวเกิดขึ้น รายได้ของคนในท้องถิ่นมีมากขึ้น เราลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งเพราะท่าน ประชาชนที่อยู่ท้ายเขื่อนฯ อย่างกรุุงเทพฯ เวลาหน้าน้ำ น้ำก็จะไม่ท่วม หรือท่วมก็ท่วมน้อยลงและทำให้ประชาชนของท่านมีอยู่มีกินอย่างยั่งยืน 

            นี่เป็นประโยชน์แค่ที่เดียวที่ท่านทำนะ ท่านทำโครงการเป็นร้อยๆ ที่ และท่านไม่เคยหยุดที่จะทำเลยจนวาระสุดท้ายของท่าน 

            ลูกเป็นเด็กที่เกิดในรัชกาลที่ 9 แม่เล่าให้ฟังไม่หมดหรอก สิ่งที่ท่านทำเพื่อพวกเรา ลูกลองถามใครที่เป็นคนไทยก็ได้ว่า มีพื้นที่ไหนบ้างที่เดินทางไปเที่ยว หรือไปทำธุระ ที่ไหนบ้างที่ไม่มีโครงการของท่าน แล้วมาเล่าให้แม่ฟังนะลูก 

            ลูกบอกว่า อ่านเรื่องพระมหาชนก ที่ทรงพระราชนิพนธ์ ลูกจะมีความเพียรและขยันอย่างในหลวง และจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมให้มากที่สุด

            เพราะลูกเกิดในรัชกาลที่ 9

จากใจ “ลูก” ถึง “พ่อ”

ลักษณา ทองสุขงาม และครอบครัว

อายุ 44 ปี

พนักงานเอกชน

+++++

ทำไมผมรัก “ในหลวง”

            เมื่อผมยังเด็ก ผมรักในหลวงเพราะพ่อแม่บอกให้รัก 

            เมื่อผมเป็นวัยรุ่น ผมรักในหลวงเพราะข่าวในพระราชสำนักบอกให้รัก  

            เมื่อเรียนสูงขึ้น ถูกสอนให้รู้จักตั้งคำถามกับทุกสิ่ง อยากเป็นพวกหัวก้าวหน้า ผมเริ่มคลางแคลงในความรักที่มีต่อในหลวง 

            แต่เมื่อถึงวัยกลางคน ความคิดเพาะบ่ม ผมได้เรียนรู้ ได้ทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจ ได้รู้ซึ้งถึงศาสตร์พระราชา โดยเฉพาะเกษตรทฤษฎีใหม่ การจัดการดิน น้ำ ป่า  นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร และยังมีฐานะยากจนอยู่

            เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความรักที่พระองค์ทรงมีให้แก่ประชาชนชาวไทยได้เป็นอย่างดี

            ถึงตอนนี้ผมบอกได้เลยว่า ทำไมผมจะไม่รักในหลวงล่ะ ผมไม่ขอเป็นคนหัวก้าวหน้า ไม่ขอเป็นนักวิพากษ์ที่ปราศจากความเข้าใจในงานของพระองค์ท่าน 

            ผมขอเป็นพสกนิกรคนไทยคนหนึ่ง ที่รักในหลวงสุดหัวใจ

จากใจ “ลูก” ถึง “พ่อ”

กนกพันธ์ จินตนาดิลก

อายุ 45 ปี

ผู้ผลิตสื่อ

+++++

หากเปรียบพ่อเป็นหนังสือ...

            หากเปรียบพ่อเป็นหนังสือสักเล่ม พ่อคงเป็นหนังสือเล่มหนาๆ ที่ทรงคุณค่ามหาศาล หนังสือเล่มนี้ ได้บรรจุความรู้ด้านต่างๆ ไว้ให้ลูกๆ มากมายเหลือเกิน ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าเป็นร้อยๆ ปีก็คงไม่จบ

            อยากให้รัฐบาลจัดสร้างอนุสรณ์สถานแห่งการเรียนรู้ รวบรวมเรื่องราว พระปรีชาสามารถที่ทรงทำ ทั้งทางด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ พระราชนิพนธ์ ปรัชญาเศษฐกิจพอเพียง หรือด้านสังคม คมนาคม วิทยาศาสตร์ งานวิจัยและโครงการต่างๆ ฯลฯ เพื่อเป็นแนวทางให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษา เรียนรู้ และยึดเป็นแบบอย่าง ยิ่งถ้าบรรจุเป็น บทเรียนด้วยยิ่งดี 

            แนวทางของพ่อไม่ใช่ให้แค่ประโยชน์ต่อคนในชาติเท่านั้น แต่ยังประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอีกด้วย ทุกวันนี้ต่างชาติยังน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ บางประเทศต้องมาศึกษาการทำฝนเทียมจากประเทศไทยด้วยซ้ำ 

            วันเวลาผ่านไป อย่าให้กลับกลายเป็นว่าคนไทยลืมเลือน สิ่งที่พ่อสร้าง แล้วต้องไปศึกษาสิ่งเหล่านี้จากต่างชาติแทน 

            จงจำไว้เสมอว่า ลูกหลานไทยเป็นคนที่โชคดีกว่าชาติใดในโลก เรามีพระมหากษัตริย์ที่เปรียบเสมือนพ่อ พ่อเป็นของขวัญล้ำค่า อย่าให้ คำสอน และสิ่งที่พ่อทำ เลือนหายไปตามกาลเวลา ...

            ในส่วนของการดำเนินชีวิต ลูกก็จะน้อมนำคำสอนของพ่อ จะเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นธุลีดินเล็กๆ ที่ทำประโยชน์ตอบแทนให้ผืนแผ่นดินนี้  

            แผ่นดินที่พ่อสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อเพื่อพวกเราทุกคน

จากใจ “ลูก” ถึง “พ่อ”

นางอันธิกา สุวรรณศรี

อายุ 46 ปี

ธุรกิจส่วนตัว

+++++

จากใจลูกที่อยู่แดนไกล ถึงลูกทุกคนของพ่อ

            ในฐานะคนไทยในต่างแดนคนหนึ่ง ผมอยากให้คนไทยที่เมืองไทยทุกคนได้รับรู้ว่า ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ จะจากบ้านเกิดเมืองนอนมาด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม พวกเรามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความเคารพเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาตลอดชีวิต ไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลง

            ทันทีที่พวกเราได้ทราบข่าวการเสด็จสวรรคตในวันที่ 13 ตุลาคม  ถึงแม้จะอยู่ไกล หัวใจของเราก็แตกสลายราวกับคนที่สูญเสียสิ่งเดียวที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของความเป็นคนไทยที่ดีที่เราพอมีหลงเหลืออยู่กับตัว และรู้สึกหลงทางกับการที่จะต้องดำเนินชีวิตในวันต่อไปเช่นเดียวกันกับทุกคนที่เมืองไทย 

            แต่ไม่ว่าพวกเราที่อยู่ต่างแดนจะรู้สึกถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงครั้งนี้ขนาดไหน ระดับความโศกเศร้าของเราย่อมไม่อาจเทียบได้กับความทุกข์ระทมที่มีอยู่ในหัวใจของทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยในขณะนี้ พวกเราอยากให้ทุกคนได้รู้ว่า ยังมีคนไทยที่อยู่ต่างแดนจากทั่วโลกใบนี้ ที่ยังสะอื้นไห้ในอกและน้ำปริ่มที่ดวงตาทั้งสองข้างเหมือนๆ กันกับคุณในทุกๆ ครั้งที่ได้เห็นภาพหรือคลิปวิดีโอของพระองค์ท่าน และเราก็จะอยู่เคียงข้างคุณไปจนกว่ากาลเวลาจะช่วยพาพวกเราทั้งหมดทุกคนผ่านความทุกข์อันใหญ่หลวงครั้งนี้ไปได้พร้อมๆ กัน

            ในมุมของคนที่อยู่ไกลบ้าน ผมมองว่าคุณมีวาสนาเหลือเกินที่ได้อยู่ใกล้ๆ กับพระองค์ท่านมาโดยตลอด ดูแค่ช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ก็พอ คุณโชคดีเหลือเกิน ที่มีโอกาสรับเสด็จเมื่อพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ อย่างงานพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ที่ได้ชื่นชมพระบารมีเมื่อพระองค์ท่านเสด็จออกมหาสมาคมครั้งฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่ได้มีโอกาสใส่เสื้อเหลืองถวายความจงรักภักดีพร้อมกันทั้งประเทศ เมื่อพระองค์ท่านเสด็จออกสีหบัญชร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อ 10 ปีก่อน ได้ชมการถ่ายทอดสดการเสด็จพระราชดำเนินทุ่งมะขามหย่อง เมื่อปี 2555 และที่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จและชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิดหลายครั้งหลายคราเมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯ ประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ในช่วงหลังๆ

            ถึงแม้ว่า ผมจะยังพอมีโชคที่ได้เกิดใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน และบุญพาให้ได้ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกมานานกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตของผม แต่นั่นก็ไม่อาจเทียบได้กับวาสนาของทุกคนที่ได้อยู่อาศัยบนแผ่นดินที่พระองค์ท่านทรงปกปักรักษาคุ้มครองด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ให้พ้นจากทั้งภัยภายในและที่พยายามคุกคามจากภายนอกประเทศมาตลอดชีวิตของพวกเราทุกคน 

            เมื่อเทียบประวัติศาสตร์ช่วง 70 ปีที่ผ่านมากับประเทศเพื่อนบ้านและหลายๆ ประเทศในภูมิภาคอื่นๆ แล้ว ผมอยากให้คุณรู้ว่า การได้เกิดเป็นคนไทยและได้อาศัยอยู่ในเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 นับว่าเป็นบุญวาสนาที่สูงสุดที่ทุกคนควรภาคภูมิใจจริงๆ  

            ท้ายนี้ ผมอยากฝากคนไทยทั่วไปไว้อย่างหนึ่งว่าอย่าไปใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับสิ่งที่สื่อต่างชาติเสนอมากจนเกินไปนัก นอกจากนักวิชาการที่มีความเป็นกลาง ไม่มีจุดประสงค์ร้ายจริงๆ ไม่กี่คนแล้ว ฝรั่งทั่วไปไม่มีความใส่ใจพอที่จะเรียนรู้ระบอบการปกครองและธรรมเนียมปฏิบัติของเมืองไทยหรอกครับ พูดง่ายๆ คือ “เขาไม่รู้ และไม่แคร์พอที่จะอยากรู้” ทำให้ฝรั่งทั่วไปบางคน เช่น จากสำนักข่าวต่างประเทศใหญ่ๆ บางสำนัก มักเสนอข่าวส่งเดช ด้วยการก๊อบปี้เนื้อหาของกันและกันจากสำนักข่าวอื่นๆ ด้วยเพราะไม่สามารถเข้าใจบริบทของเมืองไทยอย่างแท้จริงพอที่จะเขียนและนำเสนอข่าวให้ถูกต้องในแบบมืออาชีพของตัวเองได้  

            นอกจากนี้แล้ว การอยู่เมืองนอกมานานกว่า 20 ปีของผม ทำให้ผมสังเกตเห็นได้และค่อนข้างมั่นใจกับข้อสังเกตนี้ ว่ามันเป็นเรื่องจริง คือ “ฝรั่งส่วนใหญ่เป็นคนมีปมกับสถาบันพระมหากษัตริย์” ด้วยเหตุผลที่ว่า ระบบการศึกษาของประเทศเขาบรรจุวิชาประวัติศาสตร์ของประเทศตนเองให้นักเรียนต้องศึกษาอย่างละเอียดในทุกระดับชั้นการศึกษา เมื่อพวกเขาได้เรียนรู้ว่า ประเทศของตัวเองเคยเป็นอาณานิคมของประเทศอื่นที่มีสถาบันกษัตริย์สั่งการข้ามน้ำข้ามทะเลมาตักตวงผลประโยชน์จากประเทศของตนมาก่อน หรือในประเทศอื่นๆ ที่เคยมีสถาบันกษัตริย์ที่กดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบประชาชนในประเทศที่เป็นบรรพบุรษของพวกเขาเองมาก่อน

            แม้ว่าปัจจุบันพวกเขาจะเกิดในประเทศที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้ว หรือยังมีอยู่ แต่ก็แทบไม่มีความสำคัญใดๆ อีก ระบบการศึกษาของเขาจึงทำให้ฝรั่งที่เล่าเรียนมาแบบนี้มีความรู้สึก “ทางลบ” กับสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศอื่นโดยอัตโนมัติ ด้วยเพราะเข้าใจผิดคิดได้น้อยว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในทุกๆ ประเทศจะต้องเป็นเหมือนกันกับสถาบันกษัตริย์ในอดีตที่บรรพบุรุษของตนเคยประสบมาก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คนไทยที่มีเอกราชของชาติมาตลอด ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครอย่างพวกเราทุกคนควรต้องเห็นใจและเข้าใจฝรั่งเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน  

            สรุปง่ายๆ คือ ฝรั่งส่วนใหญ่ไม่มีบุญวาสนาพอจะได้มีโอกาสเรียนรู้หรือสัมผัสด้วยตนเองจริงๆ ว่าพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักในถิ่นทุรกันดารจนตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในแบบที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงกระทำให้ประชาชนคนไทยได้สัมผัสด้วยตัวเองในช่วง 70 ปีที่ผ่านมานั้น มีอยู่จริงบนโลกใบนี้  

            บางครั้งเราควรต้องทำใจให้สูงเข้าไว้ครับ คือต้องเข้าใจฝรั่งด้วย ไม่ต้องไปพูดหรือเขียนแก้ตัวเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้เขาเข้าใจ เพราะไม่มีประโยชน์ แค่คนในชาติสามัคคีกันไว้ ตามที่ “ในหลวง” เคยทรงสอนพวกเราไว้ ก็พอครับ

จากใจ “ลูก” ถึง “พ่อ”

วิรัตน์ (โรเบิร์ต) วณิชชากร

นครฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น)