คอลัมนิสต์

พระมหากรุณาธิคุณจัดการน้ำเพื่อปวงประชา

พระมหากรุณาธิคุณจัดการน้ำเพื่อปวงประชา

04 พ.ย. 2559

โดย - ทีมข่าวไพรม์ไทม์

“หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำ น้ำบริโภคและน้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้า คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้”

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้ความสำคัญต่อปัญหาทรัพยากรน้ำ ที่เป็นความเดือดร้อนของพสกนิกร ไม่ว่าน้ำแล้ง หรือน้ำท่วม ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ดังนั้นโครงการพระราชดำริส่วนใหญ่ จึงเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำเป็นสำคัญ ทุกพื้นที่ผ่านพ้นปัญหามาได้ ก็เพราะพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ผู้ได้ชื่อว่า “พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ”

หากพูดถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ คนส่วนใหญ่คงนึกถึงอุทกภัยครั้งล่าสุด ในปี 2554 เพราะความเสียหายและผลกระทบยังอยู่ในความทรงจำของทุกคน

แต่ย้อนหลังไปก่อนหน้านั้น 16 ปี ในปี 2538 ประเทศไทยต้องประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง และเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่ทำให้คนไทยได้เห็นพระบารมีและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการช่วยพสกนิกรชาวไทยในยามวิกฤติที่สุด

พระมหากรุณาธิคุณจัดการน้ำเพื่อปวงประชา

สัญญาณเตือนภัยเริ่มจากน้ำท่วมขังในหลายพื้นในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเขตที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา

วันที่ 18 กันยายน 2538 พายุดีเปรสชันไรอัน ทำให้ฝนตกหนักทั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคเหนือ ส่งผลให้น้ำเหนือไหลบ่าลงมา จ่อเข้าท่วมกรุงเทพฯ

วันต่อมา 19 กันยายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกประชุมฉุกเฉินข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการกรมชลประทาน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และองคมนตรี ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำและวิศวกรรม

ภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชประทับร่วมโต๊ะประชุมแบบล้อมวงกับทุกคน ได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์อีกภาพหนึ่ง

ในวันนั้น ทรงอธิบายและวิเคราะห์สถานการณ์ต่อที่ประชุม โดยใช้หลักวิชาการ และมีพระบรมราชวินิจฉัยในการแก้ปัญหาอย่างละเอียด ทั้งวิธีและขั้นตอน เพื่อป้องกันน้ำเข้าท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม จึงมีรับสั่งให้เร่งดำเนินการภายใน 3 วัน

พระมหากรุณาธิคุณจัดการน้ำเพื่อปวงประชา

“อันนี้เป็นอันดับแรกที่จะต้องสูบน้ำให้แห้ง ชายทะเลนี้ให้แห้ง แห้งผาก เท่าที่ทำได้ แล้วก็ต่อไปก็มีเครื่อง อย่างที่ว่ามีเครื่องเร่งน้ำ โดยเฉพาะเร่งน้ำใกล้คันกั้นน้ำที่จะเข้าพระนคร เข้าด้านในคลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว คลองประเวศ คลองบางนา คลองสำโรง คลองพวกนี้ต้องไม่ควรจะรับน้ำที่จะลงมาจากอยุธยา ถ้าน้ำรับเฉพาะในเขตพระนคร กทม.สามารถที่จะต่อสู้ได้แล้ว” พระราชดำรัส ต่อที่ประชุม 19 กันยายน 2538

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงเสนอแนวพระราชดำริในการแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว ด้วยการทำโครงการฟลัดเวย์ เพื่อเป็นทางระบายน้ำ รวมทั้งการขยายคูคลอง ทำระบบประตูระบายน้ำ

พระราชทานข้อมูลการเวนคืนที่ดิน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ตามแนวริมคลอง รวมแล้ว 5.6 หมื่นไร่ แต่ปัจจุบันถูกบุกรุก เหลือเพียง 3,000 ไร่ ทรงแนะให้รัฐบาลเร่งทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่รุกล้ำพื้นที่คลองสาธารณะ ให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงแนะนำให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ขัดแย้ง ที่มีการคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนต่างๆ เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นและการเสียสละเพื่อส่วนรวม

ที่สำคัญ ทรงเน้นย้ำรัฐบาลให้ลงทุนทำโครงการป้องกันน้ำท่วม ดีกว่าต้องมาเยียวยาความเสียหายหลังถูกน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำอีก

หลังจากนั้น พระองค์ท่านได้พระราชทานแนวทางพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาแก่นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 10 ตุลาคม 2538 จึงมีการขุดลอกคูคลองที่ตื้นเขิน เพื่อให้ระบายน้ำได้เร็วขึ้น จัดหาเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอ จนทำให้การระบายน้ำท่วมขังออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้นและมากขึ้น จนเหตุการณ์ค่อยๆ คลี่คลายลง รวมระยะเวลาที่เกือบทั้งเมือง จมน้ำอยู่กว่า 3 เดือน

ผ่านไป 16 ปี ที่ทรงแนะนำแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาในระยะยาว แสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน เพราะต่อมาเหตุการณ์มหาอุทกภัยได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ในปี 2554 ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ผิดไปจากที่ทรงคาดการณ์และให้ตระเตรียมแม้แต่น้อย

พระมหากรุณาธิคุณจัดการน้ำเพื่อปวงประชา

ความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อปัญหาการบริหารการจัดการน้ำ ทำให้ทรงติดตามแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสถานการณ์อุทกภัยปี 2538 จะคลี่คลายไปได้

ในช่วงเวลาวันเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนั้น พระองค์ควรจะมีเวลาทรงพระเกษมสำราญ กลับปรากฏว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะรัฐมนตรี ข้าราชการและประชาชน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต กลับกลายเป็นเวทีทรงงาน

ทรงเตรียมแผนที่ อุปกรณ์การบรรยาย พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นวิทยากร บรรยายเรื่องการบริหารจัดการน้ำของประเทศแบบครบวงจร เพื่อต่อยอดจากการประชุมเมื่อวันที่ 19 กันยายน โดยรับสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ขึ้นไปดูแผนที่ทางน้ำ พร้อมทั้งรับสั่งซักถามถึงความเข้าใจปัญหาในพื้นที่ และข้อมูลสภาพปัญหาในลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน โดยทรงแนะนำวิธีการบริหารจัดการและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

ในวันนั้น นับเป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ให้รับรู้ถึงสถานการณ์น้ำในภาพรวมและการป้องกันแก้ปัญหาน้ำของประเทศ

สุจริต นันทมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ที่ขึ้นเวทีและกราบบังคมทูลตอบข้อมูลที่ทรงซักถาม ได้เล่าถึงความรู้สึกในวันนั้นว่า “เป็นความปลื้มปีติอย่างยิ่ง ที่ได้ถวายข้อราชการสำคัญต่อพระองค์ท่าน เป็นการจุดประกายให้ตัวเองในการทำงาน ต่อมาจึงได้ทำเป็นขั้นตอนและติดตามความคืบหน้าตลอดผ่านทางคณะองคมนตรี แม้ว่าจะโยกย้ายจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดน่านแล้ว 2-3 ปี ความปลื้มปีติที่สุดคือ ความใส่พระราชหฤทัยของพระองค์ท่านต่อปัญหา และได้น้อมนำพระราชดำรัสมาปฏิบัติงานทั้งในฐานะผู้ว่าฯ อธิบดีและตำแหน่งต่างๆ แม้กระทั่งการดำเนินชีวิตของตัวเอง”

“ผมไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าก่อนจะเข้าเฝ้าฯ แต่ตรวจสอบพื้นที่ในฐานะผู้ว่าฯ และหัวหน้า ว่าเราควรจะคิดอะไร อย่างไร ในการพัฒนาจังหวัด เพราะฉะนั้นเรามีแผนการพัฒนาจังหวัดด้วยการทำประชาคม จึงเข้าใจในเรื่องข้อมูลพอสมควร เมื่อมีโอกาสถวายข้อราชการ ในโอกาสที่มีพระราชกระแสรับสั่งให้ขึ้นไปถวายบนศาลาดุสิดาลัย ก็เป็นจังหวะที่ผมคิดว่าเป็นโอกาสอันดีของพี่น้องประชาชนโดยรวม และน่าจะเป็นโอกาสอันดีของพี่น้องประชาชนในลุ่มน้ำต่างๆ ที่ก่อให้เกิดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้น เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้จะสอดคล้องสอดรับกัน แล้วก็สามารถใช้ประโยชน์จากการเข้าเฝ้าฯ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านโปรดให้ประชาชนได้มีโอกาส” อดีตผู้ว่าฯ น่าน กล่าว

การจุดประกายเรื่องการดูแลและฟื้นฟูป่าต้นน้ำของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้ผู้ว่าฯ สุจริต คิดถึงวิธีการที่จะทำให้ป่าต้นน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ที่เป็นป่าต้นน้ำน่านอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนั้น พื้นที่จังหวัดน่านทั้งหมด 7 ล้านกว่าไร่ แต่พื้นที่ป่าถูกทำลายเป็นภูเขาหัวโล้น กว่า 3 ล้านไร่ จึงมีแนวคิดการสร้างป่าถาวร โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม

จึงกำหนดแผน 10 ปีของจังหวัดน่าน ทำทั้งระบบ ด้วยการเช่าพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในนามจังหวัด แล้วจัดตั้งเป็นมูลนิธิพัฒนาจังหวัด เพื่อ “ทำป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” และมีการวางผังเมืองในชุมชน เพื่อจัดระเบียบ กำหนดโซนนิ่ง เพื่อจัดสรรประโยชน์ใช้สอยของชุมชน ให้ชาวบ้านรวมตัวกัน นำผลผลิตมาขายในรูปแบบสหกรณ์ แต่ขณะนั้นก็ยังติดขัดหลายขั้นตอน จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ตั้งใจ

“นี่ก็แสดงว่า สิ่งเหล่านี้เราควรจะต้องสนองพระบารมีท่านให้ได้ว่า เมื่อพระองค์ท่านรับสั่งกับเราแล้วว่าเป็นโครงการที่ดี หลังจากที่เราถวายข้อราชการแล้วนะ พระองค์ท่านทรงใช้คำว่า เป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์มาก แล้วก็จะช่วยเขื่อนสิริกิติ์ได้ ถ้าเราทำตรงนั้น การทำครั้งนั้นผมได้ถวายข้อราชการเพิ่มเติมว่าจะทำเป็นแผน 10 ปีจังหวัดน่าน 10 ปีทั้งระบบ เรื่องการรักษาต้นน้ำลำธาร การรักษาป่า แล้วก็ควรทำแก้มลิง ที่ไหน อย่างไร ขยายพื้นที่เพาะปลูกให้ประชาชนอย่างไร พูดง่ายๆ เอาอานิสงส์ของการทำตรงนี้ให้เกิดอาชีพไปถึงระบบสหกรณ์ และนี่มีความคิดกันถึงว่า จะขอเช่าพื้นที่ป่า 3 ล้านไร่ของจังหวัดน่าน”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานหนัก ทรงเข้าถึง เข้าใจ แม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ พระองค์ก็ไม่ละเลยที่จะใส่พระราชหฤทัย ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน เล่าว่า “บางอย่างพระองค์ท่านก็ช่วยอำนวยความสะดวก จุดประกายให้ได้คิด หน่วยงานในท้องถิ่นชนบทเป็นงานเล็กๆ งานแบบนี้รัฐบาลเข้าไม่ถึงเพราะมันเล็ก พูดก็พูดเถอะว่า หน่วยราชการก็ไม่ค่อยชอบงานเล็กๆ ชอบงานที่เป็นกอบเป็นกำ เพราะฉะนั้นถ้าประชาชนในชนบทเขาเดือดร้อน พระองค์ท่านก็บอกว่า ต้องคิดทำคิดช่วยเขานะ เพื่อให้เขามีน้ำกินน้ำใช้น้ำเพาะปลูกพืชผักสวนครัว ไม่ใช่น้ำทำนาปรังนะ คนละอย่างกัน"

จากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2538 ที่พสกนิกรต่างประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ในการบริหารจัดการน้ำและวางระบบป้องกันน้ำท่วม ด้วยสายพระเนตรที่กว้างไกล และปีนั้น เป็นปีที่เริ่มก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์กั้นแม่น้ำป่าสัก โครงการใหญ่ในพระราชดำริตั้งแต่ปี 2508 เพื่อช่วยลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง รวมทั้งเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค

เมื่อพระองค์ท่านรับสั่ง ก็จุดประกายให้ทุกคนมาคิดกันใหม่และเริ่มลงมือก่อสร้างจนแล้วเสร็จในปี 2542

โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่หลายหน่วยงานบูรณาการร่วมกัน และได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จนทำให้โครงการที่ยาวนานมา 30 ปีสำเร็จลง โดยใช้เวลาเพียง 5 ปี ซึ่งถือเป็นพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เข้าพระราชหฤทัยและเข้าถึงปัญหา จนทำให้โครงการใหญ่ๆ ราบรื่น

ปราโมทย์ ไม้กลัด เล่าว่า “พระองค์ท่านทรงรับทราบตลอดเวลา คณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก โดยผม จะมีรายงานเป็นระยะ เรื่องนี้เป็นระบบ ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่รับทราบเลย เรื่องสำคัญๆ อุปสรรคมีแบบนี้แก้อย่างนี้ สำเร็จ และอะไรต่างๆ ทั้งหมดก็รายงานพระองค์ท่านเป็นระยะ แต่ไม่ใช่ทุกเดือน แมวมองของท่านเยอะ คนของท่านน่ะมีเยอะ สำนักพระราชวัง รายงานอีเหละเขละขละไม่ได้หรอก"

พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังรวมไปถึงการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำท่วม โดยมีมูลนิธิต่างๆ ซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ คอยช่วยเหลือดูแล ให้พสกนิกรชาวไทยกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่เคยรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท มานานกว่า 30 ปี เล่าถึงการดำเนินงานของโครงการฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ มูลนิธิราชประชา จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแบบเฉพาะหน้าก่อน แต่หลังจากภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว มูลนิธิชัยพัฒนาก็จะเข้าไปฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยได้ก่อตั้งศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ขึ้นที่ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อเป็นแหล่งเพาะเก็บเมล็ดพันธุ์พืช ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ยามเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่

"อุบัติภัยทางธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมากและทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ ขณะที่เกิดเหตุ จะไม่ค่อยเห็นมูลนิธิชัยพัฒนาเข้าไป เพราะทรงแบ่งหน้าที่ ภารกิจของมูลนิธิของพระองค์ที่มีอยู่มากมายให้เป็นสัดส่วน อย่างการแจกถุงยังชีพ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ จะเข้าไปปฏิบัติการก่อน เพื่อประทังเอาไว้ เพื่อชะลอความทุกข์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่พอเหตุการณ์ผ่านพ้นไป มูลนิธิชัยพัฒนาจะเข้า แต่ไม่เป็นข่าวแล้วเพราะตอนนั้นภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทิ้งความเสียหายเอาไว้ พอน้ำลด เราก็ดำเนินการฟื้นฟู พัฒนา เพื่อให้ประชาชนกลับคืนสู่ชีวิตปกติให้เร็วที่สุด

เราทำงานแบบรับช่วงกัน และเตรียมความพร้อมไว้ตลอด มูลนิธิชัยพัฒนาจึงมีการวางระบบล่วงหน้า เรามีแหล่งเพาะ เก็บเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ภายใน 30 วันลงเพาะให้มันงอกกินได้ ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง ถั่วฝักยาว มะเขือ พริก เรามีศูนย์จักรพันธ์เพ็ญศิริ ที่เชียงราย ซึ่งจะผลิตใส่ซองเอาไว้ก่อน แล้วใส่ห้องเย็นไว้ เป็นล้านๆ ซอง พอเกิดเหตุที่ไหน ก็พร้อมเอาขึ้นมา"

แนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดระยะเวลาที่ทรงทุ่มเทแก้ปัญหาน้ำให้พสกนิกร ไม่ได้สูญเปล่า แต่กำลังถูกสานต่อเป็นแผนยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ เพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของพระองค์ ผู้ซึ่งเป็น “พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ” ที่ทรงริเริ่มไว้

————————