คอลัมนิสต์

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

20 ต.ค. 2559

3 ทศวรรษของฉัน... ในรัชกาลที่ 9, “ลูก” ของ “ในหลวง”, ทำไมน้ำตาไหลไม่หยุด แม้แค่พระพักตร์ยังไม่เคยพบ, "ครู” ของแผ่นดิน (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับ 20 ต.ค.59)

3 ทศวรรษของฉัน กับ 3 ความรู้สึก 3 ความทรงจำ ในรัชกาลที่ 9

            จากวันแรกที่เกิดมาบนแผ่นดินสยามประเทศ จนกระทั่งวันนี้ที่มีชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข ก็ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ ๓ ของชีวิตแล้ว ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเองก็มีโอกาสที่ดีในชีวิตกับการได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นความภูมิใจสูงสุดอันหาที่เปรียบมิได้ 

            ถ้าย้อนไปในทศวรรษแรกของชีวิตฉัน ความรู้สึกและความทรงจำแรกของฉันนั้น เป็นช่วงวัยเด็กกับการรับเสด็จพระองค์ท่านเป็นครั้งแรกในชีวิต คือความรู้สึกที่ยังไม่รู้อะไรตามประสาเด็ก รู้เพียงแค่ทุกคนรักพระองค์อย่างหมดหัวใจ ประชาชนต่างมารอเฝ้ารับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น ฉันเฝ้ามองพระองค์อย่างใจจดจ่อในขณะทอดพระเนตรการแสดงแสง สี เสียง เกี่ยวกับเรื่องราวอาณาจักรล้านนา ที่วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ ภาพวันนั้นยังไม่ลืม รู้เพียงแค่เป็นความสุขที่จดจำสำคัญเสมอมา 

            เมื่อมาถึงทศวรรษต่อมา เป็นอีกความรู้สึกและความทรงจำที่มีค่ายิ่งขึ้น คือย้อนไปในวัยรุ่น กับการรับเสด็จหน้าโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จ.เชียงใหม่ ภาพทรงโบกพระหัตถ์ยังคงตราตรึงใจถึงทุกวันนี้ และด้วยความภูมิใจกับการใส่ชุดนักศึกษาวิชาทหารรับเสด็จเป็นอีกหน้าที่ที่มีเกียรติในความเป็นเยาวชน เป็นนักเรียน เป็นนักศึกษาวิชาทหาร เป็นช่วงวัยที่รับรู้ได้ชัดเจนกว่าในอดีตถึงความสำคัญของพระองค์ท่านและภูมิใจยิ่งขึ้นไปอีก 

            และมาถึงทศวรรษนี้ ความรู้และความทรงจำนี้ คือไม่มีอีกแล้วในหลวงที่ทรงโบกพระหัตถ์ ไม่มีการรับเสด็จ เพราะครั้งนี้คือการส่งเสด็จ และไม่มีอีกแล้วกับการกล่าวคำว่า ทรงพระเจริญ แด่ในหลวง มีเพียงเข่าที่ตั้งฉากกับพื้นพร้อมสองมือพนมที่รับรู้ความรู้สึกผ่านการเต้นของหัวใจ ที่เต้นแรงเหลือเกิน เพื่ออธิษฐานขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป เป็นเรื่องเศร้าที่เราต้องทำใจอย่างยิ่ง เป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยากในฐานะประชาชนบนแผ่นดินสยาม 

            ไม่ว่าจะเป็นทศวรรษไหนในชีวิตของฉัน ต่างก็มีความรู้สึกประทับใจกับการเป็นคนไทยที่เกิดในรัชกาลที่ 9 เป็นคนไทยที่มีคำพ่อสอนให้ดำเนินไปในครรลองของความสุขอย่างพอเพียง ซึ่งสิ่งที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจฉันไว้ในชีวิตการเป็นประชาชนคนไทยบนแผ่นดินนี้ คือมีชีวิตตามรอยความพอเพียงเหมือนที่พระองค์ทรงทำให้ประชาชนคนไทยเห็น และรับรู้มาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีนั่นเอง

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

นายกฤษณะ แสงจันทร์

อายุ 28 ปี

ครีเอทีฟรายการโทรทัศน์

+++++

“ลูก” ของ “ในหลวง”

            ตั้งแต่ตอนเด็กจำความได้เห็นพระองค์ท่านครั้งแรกนั่งรถพระที่นั่งมากับพระราชินีผ่านหน้าปากซอยหมู่บ้าน ได้หันไปถามพ่อกับแม่ว่าท่านคือใคร พ่อและแม่บอกว่า ท่านคือพระมหากษัตริย์ของเรา ความเป็นเด็กน้อยก็ถามกลับไปว่า พระมหากษัตริย์คืออะไร แม่ตอบว่า ท่านคือพ่อของแผ่นดิน ผมก็ยังถามต่อว่า ท่านจะไปไหน พ่อก็ตอบว่า พระองค์มีพระราชกรณียกิจมากมาย ท่านต้องไปทำงานช่วยเหลือลูกๆ ของท่านที่เดือดร้อน ซึ่งก็คือพวกเราประชาชนของพระองค์ 

            พอได้ยินเช่นนั้นรู้สึกรักพระองค์ทันที ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันได้เห็นพระองค์มีพระราชกรณียกิจมากมาย วันหนึ่งๆ ต้องเสด็จฯ ไปไม่รู้กี่ที่ ไม่ว่าที่แห่งนั้นจะไกลเพียงใด ไม่ว่าการเดินทางจะลำบากแค่ไหน เสด็จฯ ไปทุกพื้นที่แผ่นดินไทย ขึ้นเหนือล่องใต้ ถิ่นทุรกันดาร 

            อีกทั้งพระองค์ยังพระราชทานโครงการมากมาย เช่น โครงการแก้มลิง โครงการฝนเทียม เพื่อแก้ไขขจัดภัยแล้งให้แก่ประชาชน ให้เรามีน้ำบริโภคมีน้ำใช้ และน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นมากกว่าพระมหากษัตริย์ เป็นมากยิ่งกว่าพ่อที่ดูแลคนทั้งประเทศ สิ่งที่พ่อทำก็เพื่อความสุขสบายของลูกๆ ของพระองค์ ทรงให้มากกว่าชีวิต รู้ก็รู้ว่าพ่อเหนื่อย แต่พระองค์ก็ยังทรงงานตลอดเวลาที่ครองราชย์ 70 ปี พ่อได้ให้คำสอนที่ปลูกฝังคนไทยทั้งชาติให้อยู่อย่างพอเพียง 

            เกิดมาชีวิตนี้มีสองสิ่งที่ปลูกฝังอยู่ในใจผมเสมอ คือ ดูแลครอบครัว และตอบแทนแผ่นดิน คำสอนของในหลวงอยู่ในใจลูกคนนี้ตลอดเวลา ลูกได้มีโอกาสทำความดีช่วยเหลือสังคมเสมอมา และจะยังคงทำต่อไป นี่คือสิ่งที่ลูกคนนี้จะตอบแทนให้พ่อได้ แต่คงไม่เทียบเท่ากับสิ่งที่พ่อทำให้ลูกและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

            ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยภายใต้ร่มพระบารมีพ่ออยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา คุณธรรม ความเสียสละ และพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้านอย่างหาที่เปรียบมิได้

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

นายรณฤทธิ์ เยาวละออง

นักธุรกิจ

+++++

ทำไมน้ำตาไหลไม่หยุด แม้แค่พระพักตร์ยังไม่เคยพบ...

            ฉันเป็นคนหนึ่งที่เกิดในประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ผ่านมาฉันไม่เคยแสดงออกถึงการรักชาติและพระมหากษัตริย์เท่าใดนัก จนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตฉัน เมื่อฉันได้ทราบว่า “ท่านเสด็จสวรรคต” น้ำตาไหลออกมาไม่หยุดโดยที่ไม่รู้เลยว่าไหลเนื่องจากอะไร และเพราะอะไร 

            ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีความรู้สึกผูกพันกับท่านมาก่อน แต่ถึงตอนนี้ไม่ว่าจะพูดถึงท่านหรือแม้ฟังข่าวที่เกี่ยวกับท่านน้ำตาฉันก็ไหลออกมาไม่หยุด มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก

            จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ทำให้ฉันได้ตระหนักและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงทำเพื่อประชาชนของพระองค์มาตลอดระยะเวลา 70 ปี 25,550 วัน ที่พระองค์ท่านไม่เคยละทิ้งประชาชนแม้เพียงวันเดียว 

            มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันเริ่มคิด เริ่มมองคนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติมากขึ้น ในฐานะประชาชนของพระองค์คนหนึ่ง ฉันอยากลุกขึ้นมาทำอะไรให้สังคมและประเทศชาติบ้าง ถึงแม้สิ่งที่ฉันตั้งใจจะทำจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่ฉันก็ตั้งใจจริงที่จะเริ่มลงมือทำเพื่อแผ่นดินของเรา

            ฉันจะตั้งมั่นในความดี ยึดถือปฏิบัติตนบนความพอเพียง คิดถึงสังคมและประเทศชาติเป็นหลัก รักผืนแผ่นดินไทยยิ่งชีพ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทยสืบไป

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

ศุภมาส ศรีศุภผล

​ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงแรม

​​18 ตุลาคม 2559

+++++

"ครู” ของแผ่นดิน

            ในความรู้สึกของผม ในหลวงท่านไม่ได้เป็นแค่พระมหากษัตริย์ แต่ในทางกลับกันท่านเป็นเหมือนพวกเราทุกๆ คน ในประเทศนี้ แต่ประเด็นคือ ทำไมคนคนหนึ่งถึงได้เก่งมากมายเพียงนี้ 

            ท่านเก่งในหลายด้านเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ด้านการดนตรี ด้านไอทีการสื่อสาร ด้านการศึกษา ด้านการถ่ายภาพ ด้านศิลปะ ด้านการช่าง ด้านภาษาและวรรณกรรม ด้านการเกษตรกรรม และอีกหลายๆ ด้าน ท่านทรงแตกฉานในทุกๆ เรื่องที่ท่านทรงศึกษา แบบรู้ลึกและรู้จริง และที่สำคัญ ท่านนำความรู้เหล่านั้นมาถ่ายทอดให้ประชาชนอย่างพวกเราได้เข้าใจในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างเรียบง่ายและเราสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง 

            ในส่วนที่ประทับใจอย่างที่สุด คือ ในห้วงเวลาที่ท่านเสด็จฯ ไปโรงเรียนวังไกลกังวล ในฐานะที่ทรงเป็นครู ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เบื้องหน้าเหล่านักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล พระองค์ทรงสอนและรับสั่งกับบรรดานักเรียนอย่างไม่ถือพระองค์ พระองค์ทรงสอนอยู่นานโดยไม่ทรงเหน็ดเหนื่อยเลย 

            ประโยคที่พระองค์ทรงสอน “จะเรียนอะไรก็เรียนให้จริงจัง เรื่องของการจดก็จดเพื่อทำความเข้าใจไม่ใช่แต่เพียงท่องจำ” ยังคงเป็นภาพแห่งความประทับใจอยู่จนทุกวันนี้ 

            สำหรับผมแล้ว ท่านทรงเป็นแบบอย่างในการขยันหมั่นเพียรและเรียนรู้และศึกษาเรื่องต่างๆ อย่างรู้ลึกและรู้จริง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็น “ครูของแผ่นดิน”

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

นายธนาศาสตร์ วัฒนพันธุ์

ข้าราชการ

+++++