คอลัมนิสต์

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

02 พ.ย. 2559

คนไทยรักและเทิดทูนในหลวงที่สุดในโลก, ความในใจถึง “ในหลวง”, ในหลวง คงรับรู้ถึงความตั้งใจ (ตีพิมพ์ใน นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2 พ.ย.59)

คนไทยรักและเทิดทูนในหลวงที่สุดในโลก

            ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของลูก ได้เห็นพระองค์มีพระราชจริยวัตรที่งดงาม เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระราชกรณียกิจที่มากมายถึง 4,000 กว่าโครงการ ที่ทุ่มเททรงงานเพื่อให้แผ่นดินไทยของเรามีความอุดมสมบูรณ์ ท่านทรงแก้ไขปัญหาเพื่อจะบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ลูกของท่านทุกคนได้มีความสุข ท่านสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โครงการนี้ทำให้ปวงชนอยู่ได้อย่างเพียงพอและพอเพียงที่มีความสุขได้

            หลายๆ โครงการของพระองค์ท่านมาจากพระราชทรัพย์ของพระองค์เอง

            ไม่ว่าประชาชนคนใดจะทุกข์ยาก มีปัญหา ถ้าพระองค์ทรงทราบ จะพระราชทานความช่วยเหลือทันที หลายโครงการที่ท่านได้ทำ นอกจากเป็นการช่วยคนไทยแล้ว หลายๆ ประเทศยังนำไปพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพระองค์ท่าน ทรงเป็นนักพัฒนาที่ทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง

            พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงของลูก เป็นกษัตริย์ที่นึกถึงผู้อื่นมากกว่าพระองค์เอง มีพระราชหฤทัยดี มีพระเมตตาหาที่เปรียบมิได้ ท่านรักและห่วงใย เมตตา กรุณาทุกคน ไม่ว่าจะชาติ ศาสนาใดๆ ท่านก็รัก 

            พระองค์ท่านทรงเป็นสุดยอดพระมหากษัตริย์ ที่ประชาชนคนไทยมีความรัก ความศรัทธาต่อพระองค์อย่างผูกพันลึกซึ้ง นอกเหนือจากนั้น คนชาติอื่นๆ ก็ยกย่อง รัก ศรัทธาต่อพระองค์ท่านเช่นเดียวกัน  

            ลูกดีใจและภูมิใจที่ได้เกิดในแผ่นดินของพระองค์ท่าน ลูกจะปฏิบัติตามคำสอน แม้จะทำไม่ได้ทั้งหมด แต่ลูกก็จะปฏิบัติให้มากที่สุด จากวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมาจนวันนี้ ไม่มีวันใดที่ลูกจะไม่รำลึกถึง พระองค์จะอยู่ในใจของลูกตลอดไป

            ขอกราบแทบพระบาท รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ บุญกุศลที่ลูกได้สร้างมาขอน้อมถวายแด่พระองค์ท่าน ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยใจภักดีและจะขอทำความดีถวายพ่อตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่   

            พระองค์คือพระมหากษัตริย์ผู้เมตตา พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ลูกจะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป ....รักในหลวงรัชกาลที่ 9

  จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"  

นางสาวปุณณดา วรสินธุ์

อายุ 64 ปี

บริษัท พงษ์สุดาชาเลต์ จำกัด

+++++

  

ความในใจถึง “ในหลวง”

  

มีเรื่องมากมายอยากจะบรรยาย ณ จุดตรงนั้นมีความรู้สึกมากมายเหลือเกิน แต่เขียนไม่ออก ตอนนี้พอจะผ่อนคลายความรู้สึกโศกเศร้าลงไปได้บ้างด้วยหลักความเป็นจริงที่เป็นไปทางพระพุทธศาสนา ซึ่ง “ในหลวง” ก็ทรงเป็นพุทธมามกะ พระองค์คงไม่มีพระราชประสงค์ให้ลูกๆ โศกเศร้าเสียใจอยู่นาน พวกเราต้องเข้มแข็งและอยู่ให้ได้ในวันที่ไม่มีพระองค์ท่านแล้ว

มีอยู่วันหนึ่งที่เจ้านายออกมาพูดว่าในหลวงทรงพระประชวรหนัก พอได้ยินก็รู้สึกใจหาย ไปเปิดแถลงการณ์ฉบับที่ 38 ดูถึงกับอึ้ง คิดว่าคงจะเหมือนกับครั้งก่อนหน้านี้ ที่เดี๋ยวพระองค์ก็จะได้กลับบ้าน คือ วังไกลกังวล แต่ความรู้สึกตอนนั้นก็เริ่มกังวล ก็ได้แต่ภาวนาอยู่ในใจขอให้พระองค์หายจากพระอาการประชวรเร็ววัน 

วันที่ 13 ตุลาคม ตื่นเช้าขึ้นมา ใจไม่ค่อยดี พอดีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศว่าจะมีการสวดมนต์โพชฌังคปริตรให้ในหลวง ในใจตั้งจิตแน่วแน่ที่จะต้องไปให้ได้ กำหนดการสวดมนต์เวลา 17.00 น. เดินผ่านสยามสแควร์ไปถึงจุฬาฯ ด้วยใจที่แน่วแน่ เข้าไปยังศาลาพระเกี้ยว ผู้คนมากมายมาสวดมนต์ให้พ่อ แต่ความรู้สึกหนึ่งที่สัมผัสได้ จุฬาลงกรณ์วันนี้ช่างเงียบเหงาเสียเหลือเกิน เหมือนใบไม้ยังไม่ไหวติง

กำหนดการล่าช้ามากในความรู้สึกของเรา พอพระสงฆ์มา พวกเราร้องเพลงสรรเสริญบารมีและพิธีกรให้ยืนสงบนิ่งเกือบสิบนาที แล้วเริ่มบทสวดโพชฌังคปริตรถวายแด่พระองค์ท่าน ถึง 18.00 น. จบตอนท้ายพิธีกรบอกว่าอย่าเชื่อข่าวลือ ให้รอแถลงการณ์   

เดินออกจากศาลาพระเกี้ยวด้วยใจสงบนิ่ง ลูกสาวและเพื่อนบอกว่าให้รอฟังแถลงการณ์ ใจตอนนั้นสงบนิ่งมากเหมือนรับรู้ และยอมรับความเป็นจริง พอเดินมาถึงสยาม จอมอนิเตอร์ใหญ่ นายกฯ ออกมาแถลงการณ์ เป็นการยืนยันแน่แท้ว่าพระองค์จากพวกเราไปแล้ว อย่างไม่มีวันกลับ 

ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ในใจคิด นั่งรถไฟฟ้ามามีแต่น้ำตาและแว่วเสียงสะอื้นไห้ ถามลูกสาวมันคือความจริงใช่ไหมหรือพวกเราแค่ฝันร้าย แต่ตื่นเช้ามาก็ยังได้รับการยืนยันเหมือนเดิม พระองค์จากพวกเราไปแล้วจริงๆ 

ความโศกเศร้าถาโถมเข้ามาในจิตใจ ในใจคิดว่าต้องไปส่งเสด็จครั้งสุดท้ายแต่ก็ไม่ได้ไปดั่งใจคิด ตอนเย็นวันที่ 15 ตุลาคม เราจึงได้ไปใกล้ๆ วังของพระองค์ท่าน   

พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อลูกๆ ได้อยู่ดีกินดี ลูกทุกคนสัญญาว่าจะเป็นคนดี  

บทสวดโพชฌังคปริตรในมือคงต้องนำไปใส่กรอบไว้เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดมิได้ 

ธ สถิตอยู่ในใจไทยนิรันดร์ 

   จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"

นางสมคิด บุญธรรม และครอบครัว

พนักงานเอกชน

+++++

ในหลวง คงรับรู้ถึงความตั้งใจ

  

คงเหมือนกับหลายๆ คนที่ไปรอเฝ้าที่โรงพยาบาลศิริราช ไปรอเข้าเฝ้าตามถนนทั้งที่ไม่รู้จะได้เห็นพระองค์หรือเปล่า เคยไปที่โรงพยาบาลศิริราช ก็หันไปทางตึกที่ท่านประทับแล้วก็ไหว้ เหมือนกับหลายคนที่ไปส่งพระบรมศพ   

เดิมทีจองตั๋วเครื่องบินไว้ 29 ตุลาคม เพื่อไปวิ่งและสังสรรค์กับเพื่อนสมัยเรียนที่โคราช พอในหลวงเสด็จสวรรคต งานวิ่งยกเลิก เพื่อนก็ถามว่าเอาไง ในใจคิดไว้แต่แรกแล้วว่าจะไปกราบท่าน เห็นภาพตามสื่อที่หลายคนไปกราบท่านที่ข้างกำแพง ก็คิดว่าขอไปกราบบ้าง พอดีข่าวบอกว่าเปิดให้เข้าไปข้างในพระบรมมหาราชวังได้ก็ดีใจมาก จึงนัดกับเพื่อนๆ มีเพื่อนจากสุราษฎร์ฯ และโคราช 

วันที่ 29 ตุลาคม เชียงรายฝนตกตลอด ออกจากบ้านตีห้า มาขึ้นเครื่องบิน 7 โมงเช้า พอลงเครื่องไปขึ้นรถของการท่าอากาศยานที่จัดไว้ให้ เป็นรถบัสแอร์มีคนขึ้นเต็มแล้ว เราขึ้นไปเป็นคนเกือบสุดท้าย รถออกอย่างเร็ว นึกในใจโชคดีจัง พอรถจอดให้ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ก็เดินตามเขาเข้าไปสนามหลวง เห็นคนมาตั้งโรงทานเยอะมาก ทั้งที่ตามข่าวมาบ้างแต่ยังอดแปลกใจไม่ได้ ก็เดินไปต่อคิวตามแถวที่เขาจัดไว้ 4 แถว   

ตอนไปต่อแถวไม่ได้รู้จักใครหรอก เพื่อนที่มาก่อนเขาก็ไปอยู่จุดไหนไม่รู้ ได้แต่ไลน์คุยกัน ต่อแถวไปก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะได้เข้าหรือเปล่า หรือว่าจะเข้ากี่โมงเพราะไม่มีใครมาบอก ก็ได้แต่เดินตามกันไปเป็นงูกินหาง เราก็ควักหมวกมีปีกมาใส่ ใส่ถุงแขนดำ ร่มก็เอาให้ 2 แม่ลูกที่ิอยู่ข้างหน้าใช้ หลังก็แบกเป้เสื้อผ้าเพราะไม่รู้จะเอาไปฝากที่ไหน  

ความประทับใจคือ จิตอาสาที่คอยมาแจกน้ำ อาหาร ลูกอม ยาดม ทหารมาคอยพ่นน้ำบรรเทาความร้อน จิตอาสามาคอยเก็บขยะ คนที่รอคอยใกล้ๆ กันต่างแถวก็พูดคุยปลอบใจกันไป คุณป้ากลุ่มหนึ่ง 3-4 คน มาจากสงขลา สักพักเจอคนเชียงรายเหมือนกันต่อคนละแถว มาเที่ยวบินเช้าเหมือนกัน 

จนประมาณ 18.00 น. เพื่อน 3 คนที่มาตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ได้ไปกราบ เราก็กะเวลาดูคิดว่าน่าจะทัน พอดูแล้วเหมือนว่าแถวเราคงใกล้แล้วเพราะมีเจ้าหน้าที่มาบอกให้จัดแถวดีๆ และให้นั่งพื้นรอ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็คิดว่ามีลุ้น   

สักครู่ฝนก็เทลงมายกที่สองตกหนักและตกนาน แต่ก็ไม่มีใครถอยเพราะต่อแถวมาตั้งแต่เช้า กลัวเสียสิทธิ์ แถวเราก็ได้ขยับเข้าไปเรื่อยๆ และข้างหลังเราถัดไปสัก 20 คน ก็โดนตัดออก ยิ่งเหมือนมีความหวัง   

เวลา 21.00 น. ฝนซา ก็มีประกาศจากกองอำนวยการร่วมว่าคนที่เข้าแถวให้กลับบ้านได้ ความรู้สึกแรกเลยคือจะไปทางไหน ไม่ได้เตรียมคิดแผนนี้ไว้เลย ก็เดินวนไปวนมาหันหน้าไปทางทิศที่คิดว่าเป็นพระบรมมหาราชวังแล้วก็ยกมือบอกลาท่าน   

จากนั้นเดินไปถามทางตำรวจแล้วก็เดินกลับพร้อมกับอีกหลายคน เจอกลุ่มคุณป้าจากสงขลาอีกรอบหลายคนบ่นผิดหวังที่เขาไม่แจ้งแต่ทีแรกว่ากลุ่มนี้เข้าไม่ทันหรอก ทำให้มีความหวังยืนรอกันตั้งแต่เช้า  

ความรู้สึกตอนนี้คือ ไม่เสียใจหรอกที่ไม่ได้เข้า ในหลวงคงรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของลูกทุกคน ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งและได้อยู่ในเหตุการณ์สำคัญ

จากใจ "ลูก" ถึง "พ่อ"   

ชมพร สีเงิน 

อายุ 49 ปี

ข้าราชการพยาบาล จ.เชียงราย