คอลัมนิสต์

จากใจลูกที่อยู่แดนไกล ถึงลูกทุกคนของพ่อ

จากใจลูกที่อยู่แดนไกล ถึงลูกทุกคนของพ่อ

03 พ.ย. 2559

ในฐานะคนไทยในต่างแดนคนหนึ่ง ผมอยากให้ทุกคนที่เมืองไทยรับรู้ว่า ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ พวกเรามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือความรักและเทิดทูนฯ “พ่อหลวง"

 

            ในฐานะคนไทยในต่างแดนคนหนึ่ง ผมอยากให้คนไทยที่เมืองไทยทุกคนได้รับรู้ว่า ไม่ว่าพวกเราจะอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ จะจากบ้านเกิดเมืองนอนมาด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ พวกเรามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันกับคุณ คือ ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความเคารพเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาตลอดชีวิต ไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลง

            ทันทีที่พวกเราได้ทราบข่าวการเสด็จสวรรคตในวันที่ 13 ตุลาฯ ถึงแม้จะอยู่ไกล หัวใจของเราก็แตกสลายราวกับคนที่สูญเสียสิ่งเดียวที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของความเป็นคนไทยที่ดีที่เราพอมีหลงเหลืออยู่กับตัว และรู้สึกหลงทางกับการที่จะต้องดำเนินชีวิตในวันต่อไปเช่นเดียวกันกับทุกคนที่เมืองไทย แต่ไม่ว่าพวกเราที่อยู่ต่างแดนจะรู้สึกถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงครั้งนี้ขนาดไหน ระดับความโศกเศร้าของเราย่อมไม่อาจเทียบได้กับความทุกข์ระทมที่มีอยู่ในหัวใจของทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยในขณะนี้ พวกเราอยากให้ทุกคนได้รู้ว่า ยังมีคนไทยที่อยู่ต่างแดนจากทั่วโลกใบนี้ ที่ยังสะอื้นไห้ในอกและน้ำปริ่มที่ดวงตาทั้งสองข้างเหมือน ๆ กันกับคุณในทุก ๆ ครั้งที่ได้เห็นภาพหรือคลิปวิดีโอของพระองค์ท่าน และเราก็จะอยู่เคียงข้างคุณไปจนกว่ากาลเวลาจะช่วยพาพวกเราทั้งหมดทุกคนผ่านความทุกข์อันใหญ่หลวงครั้งนี้ไปได้พร้อม ๆ กัน

            ในมุมของคนที่อยู่ไกลบ้าน ผมมองว่าคุณมีวาสนาเหลือเกินที่ได้อยู่ใกล้ ๆ กับพระองค์ท่านมาโดยตลอด ดูแค่ช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ก็พอ คุณโชคดีเหลือเกิน ที่มีโอกาสรับเสด็จเมื่อพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่าง ๆ ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ที่คุณได้อยู่ในเมืองไทยในช่วงเวลาสำคัญ ๆ อย่างงานพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ที่ได้ชื่นชมพระบารมีเมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯออกมหาสมาคมครั้งฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่ได้มีโอกาสใส่เสื้อเหลืองถวายความจงรักภักดีพร้อมกันทั้งประเทศเมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯออกสีหบัญชรที่พระที่นั่งอนัตสมาคมเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ได้ชมการถ่ายทอดสดการเสด็จพระราชดำเนินทุ่งมะขามหย่อง และที่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จและชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิดหลายครั้งหลายคราเมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราชในช่วงหลัง ๆ

            ถึงแม้ว่า ผมจะยังพอมีโชคที่ได้เกิดใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่าน และบุญพาให้ได้ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกมานานกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตของผม แต่นั่นก็ไม่อาจเทียบได้กับวาสนาของทุกคนที่ได้อยู่อาศัยบนแผ่นดินที่พระองค์ท่านทรงปกปักรักษาคุ้มครองด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ให้พ้นจากทั้งภัยภายในและภยันตรายทั้งหลายที่พยายามคุกคามจากภายนอกประเทศมาตลอดชีวิตของพวกเราทุกคน เมื่อเทียบประวัติศาสตร์ช่วง 70 ปีที่ผ่านมากับประเทศเพื่อนบ้านและหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ แล้ว ผมอยากให้คุณรู้ว่า การได้เกิดเป็นคนไทยและได้อาศัยอยู่ในเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 นับว่าเป็นบุญวาสนาที่สูงสุดที่ทุกคนควรภาคภูมิใจจริง ๆ

            ท้ายนี้ ผมอยากฝากคนไทยทั่วไปไว้อย่างหนึ่ง ว่าอย่าไปใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับสิ่งที่สื่อต่างชาติเสนอมากจนเกินไปนัก นอกจากนักวิชาการที่มีความเป็นกลาง ไม่มีจุดประสงค์ร้ายจริง ๆ ไม่กี่คนแล้ว ฝรั่งทั่วไปไม่มีความใส่ใจพอที่จะเรียนรู้ระบอบการปกครองและธรรมเนียมปฏิบัติของเมืองไทยหรอกครับ พูดง่าย ๆ คือ “เขาไม่รู้ และไม่แคร์พอที่จะอยากรู้” ทำให้ฝรั่งทั่วไปบางคน เช่น จากสำนักข่าวต่างประเทศใหญ่ ๆ บางสำนัก มักเสนอข่าวส่งเดช ด้วยการก๊อปปี้เนื้อหาของกันและกันจากสำนักข่าวอื่น ๆ ด้วยเพราะความไม่สามารถเข้าใจบริบทของเมืองไทยอย่างแท้จริงพอที่จะเขียนและนำเสนอข่าวให้ถูกต้องในแบบมืออาชีพของตัวเองได้

            นอกจากนี้แล้ว การอยู่เมืองนอกมานานกว่า 20 ปีของผม ทำให้ผมสังเกตเห็นได้และค่อนข้างมั่นใจกับข้อสังเกตนี้ ว่ามันเป็นเรื่องจริง ข้อสังเกตนั้นคือ “ฝรั่งส่วนใหญ่เป็นคนมีปมกับสถาบันพระมหากษัตริย์” ด้วยเหตุผลที่ว่า ระบบการศึกษาของประเทศเขาบรรจุวิชาประวัติศาสตร์ของประเทศตนเองให้นักเรียนต้องศึกษาอย่างละเอียดในทุกระดับชั้นการศึกษา เมื่อพวกเขาได้เรียนรู้ว่า ประเทศของตัวเองเคยเป็นอาณานิคมของประเทศอื่นที่มีสถาบันกษัตริย์สั่งการข้ามน้ำข้ามทะเลมาตักตวงผลประโยชน์จากประเทศของตนมาก่อน หรือในประเทศอื่น ๆ ที่เคยมีสถาบันกษัตริย์ที่กดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบประชาชนในประเทศที่เป็นบรรพบุรษของพวกเขาเองมาก่อน

            แม้ว่าปัจจุบันพวกเขาจะเกิดในประเทศที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้ว หรือยังมีอยู่ แต่ก็แทบไม่มีความสำคัญใด ๆ อีก ระบบการศึกษาของเขาจึงทำให้ฝรั่งที่เล่าเรียนมาแบบนี้มีความรู้สึก “ในทางลบ” กับสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ด้วยเพราะเข้าใจผิดคิดได้น้อย ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในทุก ๆ ประเทศจะต้องเป็นเหมือนกันกับสถาบันกษัตริย์ในอดีตที่บรรพบุรุษของตนเคยประสบมาก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คนไทยที่มีเอกราชของชาติมาตลอด ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครอย่างพวกเราทุกคนควรต้องเห็นใจและเข้าใจฝรั่งเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน

            สรุปง่าย ๆ คือ ฝรั่งส่วนใหญ่ไม่มีบุญวาสนาพอจะได้มีโอกาสเรียนรู้หรือสัมผัสด้วยตนเองจริง ๆ ว่าพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักในถิ่นทุรกันดารจนตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในแบบที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงกระทำให้ประชาชนคนไทยได้สัมผัสด้วยตัวเองในช่วง 70 ปีที่ผ่านมานั้น มีอยู่จริงบนโลกใบนี้

            บางครั้งเราควรต้องทำใจให้สูงเข้าไว้ครับ คือต้องเข้าใจฝรั่งด้วย ไม่ต้องไปพูดหรือเขียนแก้ตัวเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้เค้าเข้าใจ เพราะมันไม่มีประโยชน์ แค่คนในชาติสามัคคีกันไว้ ตามที่ “พ่อหลวง” เคยทรงสอนพวกเราไว้ ก็พอครับ

จากใจลูกที่อยู่แดนไกล ถึงลูกทุกคนของพ่อ

วิรัตน์ (โรเบิร์ต) วณิชชากร

พสกนิกรแดนไกล ที่เกิดบนแผ่นดินรัชกาลที่ 9

นครฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น)