คอลัมนิสต์

ด้วยพระปรีชา พัฒนาหนองใหญ่ ระบายทุกข์คนชุมพร

ด้วยพระปรีชา พัฒนาหนองใหญ่ ระบายทุกข์คนชุมพร

03 พ.ย. 2559

เรื่อง/ ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์

“เราก็ดูแผนที่ เห็นว่ามีที่แห่งหนึ่งที่ควรทำเป็นแก้มลิงได้โดยธรรมชาติ คือ มีหนองใหญ่ หนองใหญ่นั้นเป็นที่กว้างตามชื่อ แต่ว่าก็ไม่ใหญ่พอเพราะว่ามีการบุกรุกเข้าไปและตื้นเขิน ที่สำคัญมีคลองที่อยู่ใกล้หนองใหญ่นั้น แต่คลองนั้นยังตัน คือยังไม่ได้ขุดให้ตลอด เหลือระยะอีกกิโลเมตรครึ่งเศษๆ น้ำที่จะลงในคลองนี้เพื่อที่จะระบายออกทะเลมิให้หันวกมาท่วมเมืองลงทะเลยังไม่ได้” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดชุมพร

เมื่อก่อนคนชุมพรกับน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ฤดูน้ำหลาก ดูจะเป็นของคู่กัน ชาวชุมพรต้องปรับตัวรับมือกับสภาวะจำยอมให้ได้ แต่ถ้าเป็นน้ำท่วมแบบผิดปกติโดยเฉพาะจากการเกิดพายุใหญ่ ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดทุกข์ระทมมากขึ้น ถ้านับย้อนไปในอดีต ตั้งแต่สมัย “พายุเกย์” ที่สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ชายฝั่งตะวันออก รวมถึง จ.ชุมพร ในปี พ.ศ.2532 จนมาถึงคราวที่ “พายุซีต้า” พัดถล่มชุมพรได้รับความเสียหายอย่างหนักในปี 2540 มีน้ำท่วมขังในเขตตัวเมืองชุมพรสูง 2.20 เมตร เนื่องจากน้ำไม่สามารถระบายลงสู่ทะเลได้ทัน ยังมี “พายุลินดา” ก่อตัวขึ้นในอ่าวไทย และจ่อคิวเข้ามาอีกในระยะเวลาห่างกันแค่ 2 เดือน

ด้วยพระปรีชา พัฒนาหนองใหญ่ ระบายทุกข์คนชุมพร

แต่เป็นความโชคดีของคนชุมพร ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชกระแสรับสั่งให้ผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์ ตรวจสอบและศึกษาข้อมูลแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองชุมพร พบว่า มีพื้นที่ลุ่มทางตอนเหนือของเมืองชุมพร เรียกว่า “หนองใหญ่” มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมใช้เป็นที่พักน้ำ หรือแก้มลิง ก่อนจะระบายน้ำลงสู่ทะเล โดยผ่านคลองหัววัง-พนังตัก ที่อยู่ใกล้เคียง แต่ติดปัญหาที่คลองนั้น ยังไม่ได้ขุดให้ตลอด

คลองนี้ จริงๆ แล้ว กรมชลประทานก็ทำมาตั้งแต่ปี 2536 เพื่อระบายน้ำจากแม่น้ำท่าตะเภา ที่บ้านหัววัง ลงสู่อ่าวพนังตัก ที่หมู่ 4 ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร มีความยาว 8,100 เมตร ขนาดคลองกว้าง 50 เมตร แต่ยังไม่แล้วเสร็จสักที เหลืออีกไม่ถึงกิโลเมตรครึ่ง ก็จะถึงปากอ่าวพนังตัก

ด้วยพระปรีชา พัฒนาหนองใหญ่ ระบายทุกข์คนชุมพร

“เขาบอกว่ามีงบประมาณแล้วแต่ยังไม่มา และว่าจะทำเสร็จในปีหน้าปี 2541 เลยนึกว่าจะต้องหาวิธีที่จะใช้ประโยชน์จากคลอง ซึ่งได้ลงทุนมากให้ได้ประโยชน์ในฤดูกาลที่จะมีพายุเข้ามา เลยบอกเขาว่าจะขอสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ทั้งกรมชลประทาน ทั้งฝ่ายจังหวัด และมีบริษัทได้รับมอบหมายให้ทำ ให้เขารีบขุดและทำโครงการให้เสร็จภายในเดือนหนึ่ง” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540

ทั้งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำริให้เร่งรัดขุด คลองหัววัง-พนังตัก ให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2540 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ 18 ล้านบาท ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ให้ยืมใช้ดำเนินการ และทรงเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันก่อนพายุลินดาจะขึ้นฝั่งที่ชุมพร โดยมีพระราชดำรัสว่า ทางราชการได้มอบเงินตามงบประมาณ ได้เมื่อไรก็ขอคืน แต่ถ้าราชการไม่สนับสนุนก็ไม่เป็นไร มูลนิธิฯ ก็ยอมที่จะเสียประโยชน์ไปบ้าง

ว่ากันว่า ในทันทีที่ขุดเสร็จคืนนั้น โดยที่ช่วงปลายคลองยังขุดได้แค่ความกว้างราว 2 เมตรเท่านั้น (จากขนาดคลองที่ต้องกว้าง 50 เมตร) พายุก็ขึ้นฝั่ง คลองนี้ก็ได้ทำหน้าที่สำคัญของตัวเองทันทีเหมือนกัน ทำให้น้ำไม่ท่วมตัวเมืองชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียงเหมือนที่ผ่านๆ มา และลำคลองหัววัง-พนังตัก ยังได้รับการเรียกขานอีกชื่อหนึ่งว่า “คลองในหลวง” ด้วยสะท้อนถึงน้ำพระราชหฤทัยของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงมีต่อชาวจังหวัดชุมพรนั่นเอง

ด้วยพระปรีชา พัฒนาหนองใหญ่ ระบายทุกข์คนชุมพร

ระหว่างการขุดคลองนั้น ส่งผลกระทบต่อผู้สัญจรไปมาทางบก จึงรับสั่งให้จัดทำถนนเบี่ยง เพื่อไม่ให้ราษฎรเดือดร้อน และพระราชทานผิวจราจรลาดยางในถนนทางเบี่ยง ระยะทาง 2 กิโลเมตร พร้อมพระราชทานชื่อ "ถนนราชประชาร่วมใจ”

ขณะเดียวกัน ในส่วนของ “หนองใหญ่” ได้พัฒนาเป็น โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามแนวพระราชดำริ เป็นแก้มลิงธรรมชาติที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ตั้งอยู่ที่บ้านเขาแรด หมู่ 2 ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร มีพื้นที่ติดต่อกับคลองหัววัง-พนังตัก พื้นที่ธรรมชาติประมาณ 3,000 ไร่นี้ จะรับน้ำจากคลองต่างๆ ทางด้านทิศเหนือในช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่งมีลำคลองสาขาได้แก่ คลองกรูด สามารถระบายน้ำได้ 30 ลบ.ม./วินาที, คลองขี้นาค สามารถระบายน้ำได้ 30 ลบ.ม./วินาที และคลองละมุ ที่โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นในอีกปีต่อมา เพื่อแบ่งเบาภาระน้ำมาจากคลองท่าแซะให้ไหลมาลงที่หนองใหญ่

โดยแก้มลิงหนองใหญ่สามารถรับน้ำได้ถึง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร(เต็มความจุ) หากปริมาณน้ำมีมากเกินกว่าระดับเก็บกัก ก็จะระบายออกจากหนองใหญ่ ทางช่องระบายน้ำฉุกเฉินเข้าสู่คลองหัววัง-พนังตัก โดยประตูระบายน้ำราชประชานุเคราะห์ 1, 2, 3 ที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริ เป็นตัวควบคุม แต่ถ้าไม่เต็มหนองใหญ่ ก็ปล่อยให้คลองต่างๆ ระบายน้ำลงสู่ทะเลแล้ว จึงค่อยๆ ระบายน้ำออกจากแก้มลิงหนองใหญ่ต่อไป ออกสู่คลองหัววัง-พนังตักให้ระบายออกสู่ทะเลต่อไปได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านพ้นฤดูฝนไปแล้ว หรือไม่มีฝนตกในลุ่มน้ำคลองสาขาหนองใหญ่

ด้วยพระปรีชา พัฒนาหนองใหญ่ ระบายทุกข์คนชุมพร

นอกจากการทำตัวเป็นแก้มลิงธรรมชาติแล้ว โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามแนวพระราชดำริ ยังจัดแบ่งส่วนเป็นพื้นที่พัฒนา และทดลองงานด้านต่างๆ อีกราว 600 ไร่ ครอบคลุมทั้งแปลงนา แปลงผัก ปลูกผลไม้ และต้นไม้ จัดเป็นศูนย์เรียนรู้ตามศาสตร์ของพระราชา และยังมีบริเวณที่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้ไปเยือนอีกด้วย

บริเวณอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีสะพานไม้ทอดยาวไปกลางอ่างเก็บน้ำ เป็นสะพานที่ทำจากไม้เคี่ยมซึ่งทนแดดทนฝน เป็นสะพานที่แม่ครัวที่ร้านอาหารในโครงการบอกว่า เกิดจากแรงคนทั้งหมด ตั้งแต่ลงหลักปักฐานราก จนก่อเกิดเป็นสะพานเชื่อมไปยังเกาะกลางน้ำ ส่วนใครจะเดินไปให้อาหารปลากลางสะพาน ก็ไม่ยาก แค่วางเงินทำบุญ หยิบกระปุกอาหารปลาไปยืนโปรย ดูปลาฮุบอาหารได้อย่างสบายใจ แต่ระมัดระวังหน่อยเพราะสะพานผ่านการใช้งานมานานตามสมควร

ใครแวะเวียนไปดูงานที่นี่ ก็ไม่ต้องเดือดร้อน ดิ้นรนไปหาครัวไกลๆ เพียงติดต่อขอรับบริการอาหารที่นี่ รับรองว่าจะติดใจรสชาติจัดจ้านสมกับความเป็นอาหารปักษ์ใต้ขนานแท้ ทั้งน้ำพริกกับสารพัดผักแนม หรือจะแกงปักษ์ใต้ มั่นใจได้ด้วยว่า ผักที่นำมาทำอาหารเหล่านี้ก็มาจากแปลงผักในโครงการ ที่ใช้วิธีเกษตรอินทรีย์ ปลอดจากสารพิษอีกด้วย

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ที่โครงการพัฒนาหนองใหญ่ไม่ปล่อยผ่านไป โดยเฉพาะ ข้าวเหลืองปะทิว ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวนาพื้นเมืองของจังหวัดชุมพร และข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดชุมพร ที่มีอยู่ 9 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ภูเขาทอง พันธุ์เล็บนก พันธุ์ดอกขาม พันธุ์นางเขียน พันธุ์สามเดือน พันธ์นางครวญ พันธุ์ข้าวดำ พันธุ์ข้าวเหนียวกาดำต้นดำ และพันธุ์ข้าวเหนียวกาดำต้นเขียว ที่มีการอนุรักษ์และปลูกไว้ในโครงการฯ หนองใหญ่ด้วยเช่นกัน

วันนี้ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามแนวพระราชดำริ จึงไม่เพียงแต่ทำหน้าที่แค่รองรับน้ำ แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 คล้ายๆ กับที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จ.นครนายก และยังเป็นตัวจุดชนวนความคิด ให้ทางจังหวัดนำไปพัฒนาพื้นที่ขยายผลสู่การยังชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนร่วมกันอนุรักษ์ ป่าและน้ำ

อย่างเช่น ที่ อ.พะโต๊ะ จัดตั้งเป็นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ในรูปแบบคนอยู่ป่ายัง ซึ่งเป็นการดูแลรักษาป่าต้นน้ำของชุมชนร่วมกับภาครัฐ โดยมีกฎระเบียบของชุมชนว่า จะต้องไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่มเติม และให้ปลูกป่าเพิ่มเพื่อความมั่งคั่งยั่งยืน ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีการปลูกไม้เศรษฐกิจแซมในแปลงเกษตร เช่น ยางนา ตะเคียนทอง และมีการจัดสรรทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อำเภอหลังสวน ดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบครบวงจร ลดต้นทุน 90% โดยใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง เช่น มูลวัว มูลไก่ ปลาป่น รำข้าว หัวเชื้ออีเอ็ม กากน้ำตาล เป็นต้น

อำเภอทุ่งตะโก เป็นการทำการเกษตรแบบผสมผสานเน้นการใช้พื้นที่ในแปลงเกษตรให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า 100% โดยมีการปลูกพืชหลักและพืชแซมพร้อมกับเลี้ยงสัตว์ ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะการปลูกพืช 9 ชั้น เลียนแบบคอนโดมิเนียม ของสวนลุงนิล (นายสมบูรณ์ ศรีสุบัติ) ตั้งแต่ พืชน้ำ พืชหัว พืชผัก ไม้ยืนต้น และไม้เศรษฐกิจ ผสมผสานกัน จนทุกวันนี้สร้างรายได้ให้ทุกวัน และยังแบ่งปันความรู้ ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนบ้าน ให้ใช้หลักการเดียวกัน

เพียงตัวอย่างคร่าวๆ ของแต่ละอำเภอ ที่น้ำพระราชหฤทัยเปี่ยมล้นของในหลวงรัชกาลที่ ๙ แผ่ไพศาลไปถึง และด้วยพระเมตตาของพระองค์ไม่เพียงแต่ช่วยให้ชาวชุมพรรอดพ้นจากทุกข์น้ำท่วม หากยังก่อเกิดอาชีพ ความยั่งยืนในการทำมาหากิน และขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ อีกด้วย